วันที่ อังคาร สิงหาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รู้จักนักโบราณคดีในมิวเซียมสยาม


ยืนเด่นเป็นสง่าในมิวเซียมสยาม หรือพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ ในห้องเปิดตำนานสุวรรณภูมิ คอยตอบคำถามเรื่องเล่าจากหลุมศพโดยแสดงภาพเป็นอินเตอร์แอคทีฟที่เหมือนจริงราวกับนักโบราณคดีมีชีวิต กำลังอธิบายถึงความสำคัญของอารยธรรมที่อยู่ใต้ดินผ่านโครงกระดูกของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์

มีคนมากมายอยากรู้ว่านักโบราณคดีคนนี้เป็นใคร ทำไมหนอจึงได้รับเชิญให้มาทำหน้าที่สำคัญนี้...


รศ.ดร.รัศมี ชูทรงเดช 

"มีนักศึกษาที่ไปดูนิทรรศการมาบอกว่าผมเห็นอาจารย์ด้วยครับ เวลาไปบรรยายที่ศูนย์มานุษยวิทยาฯ มีคนมาถามว่าใช่อาจารย์รึเปล่า บางคนบอกว่าคุ้นหน้าจังแต่นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน เราก็รู้แล้วแต่ก็ได้แต่หัวเราะ"

ผศ.ดร.รัศมี ชูทรงเดช ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และนักวิจัยดีเด่นรางวัลชมเชยสาขาสังคมวิทยา จากสภาวิจัยแห่งชาติประจำปี 2549 เล่าให้ฟังอย่างเป็นกันเอง
 

อาจารย์รัศมีบอกว่าทางบริษัทที่ทำพรีเซ้นเทชั่น ติดต่อนักโบราณคดีหลายท่านเพื่อดูคาแรคเตอร์ "อยากได้คนที่ไม่แก่ ไม่เด็ก เกินไป เล่าเรื่องได้สนุก ดึงดูดเด็กๆ ได้ เวลาทำงานเขาก็มีคำถามให้เราตอบสดๆ เช่น โบราณคดี คืออะไร มีคำถามแล้วให้ตอบสดๆ (ในนิทรรศการจะมีคำถามและให้ฟังคำตอบโดยการกดปุ่มจะได้เห็นภาพเคลื่อนไหวและเสียงของอาจารย์) ตอนแรกก็ทดลองกับเด็กๆ ลูกใครก็ไม่รู้อายุ 7 ขวบที่เข้ามาดู ทดลองพูดดูว่าพูดแบบนี้เด็กจะอยู่กับเรามั้ย โอเคเขาก็ฟังเราจนจบ"
 

โลงผีแมน(จำลอง)ทำด้วยแก้วขนาดเล็ก จัดวางอยู่หน้าถ้ำผีแมน ในนิทรรศการศิลปะมาจาก (คนละ)ฟากฟ้าของเพิงผาฯที่แม่ฮ่องสอน

ในห้องเปิดตำนานสุวรรณภูมิ ผู้ชมจะได้เห็นภาพนักโบราณคดีตอบคำถามและเล่าเรื่องผ่านโครงกระดูกในหลุมขุดค้นจำลอง ในขณะที่ชีวิตจริงนักโบราณคดีท่านนี้ ผูกพันกับแหล่งโบราณคดีและโครงกระดูกหลายแห่งด้วยกัน โดยเฉพาะโครงการโบราณคดีบนพื้นที่สูงในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่อาจารย์ใช้เวลาทำงานอยู่เกือบสิบปี
 

ล่าสุดได้เชื้อเชิญศิลปินสาขาต่างๆ นักวิชาการ นักวิจารณ์ เข้าไปจัดแสดงนิทรรศการศิลปะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแหล่งโบราณคดีในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยเปิดโอกาสให้ชุมชนในพื้นที่นั้นมีโอกาสร่วมแสดงผลงานด้วย ในนิทรรศการที่มีชื่อว่า โครงการ “มาจาก (คนละ) ฟากฟ้าของเพิงผา: สู่การทลายเส้นแบ่งของวิธีวิทยาทางโบราณคดี วลีในมานุษยวิทยา และมายาในศิลปกรรม” ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ปางมะผ้า และจัดแสดงให้ชมกันอีกครั้งที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์ ถนนเจ้าฟ้า เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
 " งานแสดงศิลปะจัดในป่าในเขา ครูพานักเรียนมาดู ชาวบ้านเวลาไปนาไปไร่ก็หยุดดู ตัวเองเห็นตรงนั้นแล้วรู้สึกว่ามันมีปฏิสัมพันธ์อะไรบางอย่างระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ อย่างการจัดแสดงในแกลลอรีในเมืองมันเหมือนกับบางทีเราจัดไปก็ไม่มีคนดู ทั้งๆ ที่เป็นที่สำหรับจัดแสดงงานแบบนี้ ในขณะที่เราไปจัดในทุ่งนา

เราคิดว่าไม่มีคนดู แต่กลายเป็นว่าพ่อแม่ลูกชวนกันไปดูแล้วเอากับข้าวไปกัน นอกเหนือจากไปดูแหล่งโบราณคดีก็ไปดูงานศิลปะ รู้สึกว่ามีบางอย่างที่ศิลปะเป็นสื่อได้ในทัศนะของเรา มันเปิดพื้นที่ให้เห็นว่าศิลปะถูกเสพได้โดยงานที่ โดยคนที่อยู่ห่างไกล โดยคนที่เราไม่คิดว่าเขาจะเข้าใจ ตรงนั้นเป็นการทดลองครั้งที่ 1
 การทดลองขั้นต่อมาคือ การนำเอางานศิลปะที่เคยเล็กนิดเดียวเมื่อแสดงอยู่กลางทุ่งนาป่าเข้า กลับเข้ามาแสดงในแกลลอรี ถือว่าเป็นการท้าทายนักจัดการศิลปะ ศิลปิน นักโบราณคดี และนักจัดการศิลปะสาธารณะไม่น้อยเลยทีเดียว"
 

The Path ภาพเขียนบนถนนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากลายผ้าและเครื่องประดับในชุมชนบางมะผ้า โดย Natawa

ในการจัดนิทรรศการศิลปะครั้งนี้ อาจารย์รัศมีเล่าให้ฟังว่าเกิดเรื่องราวและความประทับใจหลายอย่าง แม้ช่วงแรกกลุ่มคนจากเมืองหลวงดูเหมือนแปลกปลอมและแปลกหน้าเมื่ออยู่ที่นั่น แต่เป็นแค่เพียงชั่วครู่
 "ดนตรีนำเด็กเข้ามาเล่นอยู่ในพื้นที่ เด็กๆ เข้ามาเล่นกับงานศิลปะ แรกๆ ศิลปินกลัวมาก กลัวมาจับงานศิลปะ แต่เขารู้สึกเลยว่าเขาถูกทำลายตัวตน ทำไมจะแตะไม่ได้ล่ะในเมื่อมันเป็นของสาธารณะ เด็กก็เข้ามาเล่นและทำงานศิลปะของเขาเอง ซึ่งเราก็มีกลุ่มกิจกรรมศิลปะเด็ก

เด็กแต่ละคนมาจากต่างชาติพันธุ์ ศิลปะทำให้เขาลดละวางความเป็นตัวตนเพื่อให้เราอยู่ร่วมกันได้หมดในต่างวัฒนธรรม  เราให้กล้องถ่ายรูปกับเด็กและผู้ใหญ่ในชุมชนไปถ่ายรูปความงามในทัศนะของเขา ให้เขาสื่อสารผ่านกล้องแทนภาษาที่เราพูดต่างกัน
 ในภาพถ่ายของเขาก็สะท้อนให้เราเห็นอะไรหลายอย่าง เช่น เด็กคนหนึ่งอยู่โรงเรียนแล้วก็เดินไปที่บ้าน กล้องที่เราให้เขาไปเขาถ่ายแค่ 8 รูปเท่านั้นนะ ถ่ายเฉพาะเส้นทางจากโรงเรียนกลับบ้าน มองให้เห็นเลยนะว่านั่นคือชีวิตของเขา ความงามที่เขาได้เห็นคือถนนที่เขาใช้เดิน มันเป็นอะไรที่เราต้องกลับมาคิด มาประมวล

จากข้อมูลที่ได้ก็เลยมาเป็นจากคนละฟากฟ้าของเพิงผา คือ มีความแตกต่างกันมาเหลือเกินบนโลก แต่ท้ายที่สุดแผ่นฟ้าก็มีบรรจบกัน กลมกลืนโดยที่ทุกคนที่เข้ามาทำงานละวาง อัตตา รู้ว่าอยากทำให้เกิดความเชื่อมโยงไม่ว่าจะเป็นเรื่องจากอดีตมาสู่ปัจจุบันทำให้เราเข้าใจอนาคต ทำให้เข้าใจโลกชนบท โลกเมือง"
 

ภาพเขียนบนถนนนำกลับมาแขวนบนผนัง (ซ้าย)คู่กับภาพเขียนลายกราฟฟิกที่กลับมาเขียนใหม่ที่กรุงเทพฯ โดยศิลปิน Natawa

นอกจากนี้ "กลุ่มคนที่เข้าไปทำงานกับเรา  อย่าง Natawa เขาบอกว่าชีวิตเขาได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เพราะเขารู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำและได้ไปอยู่ตรงนั้นมันขาดหายไปจากชีวิตในเมือง เขาไปอยู่ที่นั่นเขาไปวาดรูปตรงไหนทุกคนอยากช่วยเขา มีคนเอาน้ำมาให้แล้วถามว่าอยากให้ช่วยอะไร ไม่ได้คิดว่าเขาเป็นคนบ้าแล้วก็อยากจะช่วย มันเกิดมิติอื่นๆ มากในกระบวนการ
 

รู้สึกว่าสิ่งนี้ช่วยหลอมรวมคนที่ไปทำงานให้มีบทสนทนามากขึ้นทั้งทางสาธารณะและวิชาการ มันมีอะไรที่ต่อยอด ตัวเองก็ได้เรียนอะไรเยอะมากกว่าคิดไว้ รู้สึกดีมากๆ ที่เมื่อคนอื่นพูดว่าสิ่งที่เขาได้รับจากตรงนี้ทำให้ความเป็นมนุษย์ของเขาสมบูรณ์ขึ้น"
 

ส่วนหนึ่งของนิทรรศการจัดแสดงที่หอศิลป์เจ้าฟ้า

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งในงานของนักโบราณคดีที่นำมาบอกเล่าขานกันในมิวเซียมสยาม และ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ยังมีเรื่องราวและแง่มุมอีกมากมายของชีวิตและงานของนักโบราณคดีท่านนี้ที่หลายคนไม่รู้และเจ้าตัวไม่ได้เล่าให้ฟัง  สามารถติดตามได้ทาง www.fdhr.co.nr

 แล้วคุณจะรู้ว่าชีวิตและงานของนักโบราณคดีไม่ได้เกี่ยวข้องแต่เรื่องของโครงกระดูกและอดีตกาลแต่เพียงอย่างเดียว ที่สำคัญคือ ถ้าเราไม่รู้จักอดีตแล้วเราจะรู้จักตัวเอง วางแผนอนาคตได้อย่างไร

เรื่อง : ปิ่นอนงค์ ปานชื่น / กรุงเทพวันอาทิตย์

ภาพ : อนันต์ จันทร์สูตร์

โดย เนชั่นบันเทิง

 

กลับไปที่ www.oknation.net