วันที่ ศุกร์ สิงหาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โฮมสเตย์ ที่ คลองเรือ


หมู่บ้านคลองเรือตั้งอยู่ที่ หมู่ 9 ตำบลปากทรง อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร

แต่เดิมพื้นที่บริเวณบ้านคลองเรือเป็นผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ จนกระทั่งปี 2518 มีผู้เข้าไปอาศัยและบุกรุกป่าเป็นที่ทำกิน ครอบครัวของนายละเมียด สวัสดิภักดี เป็นครอบครัวแรกที่อพยพเข้ามาในพื้นที่เพื่อร่อนแร่ดีบุก ทำเหมืองแร่แบบชักจอบ (การทำเหมืองแร่โดยการใช้จอบขนาดใหญ่ หน้ากว้างประมาณ 50-80 ซ.ม. คุ้ยดิน หิน ทรายตามในคลองและริมคลอง แล้วปล่อยให้น้ำไหลผ่าน

พัดพาเม็ดทรายออกไป ให้เหลือแต่แร่อยู่ด้านหลังของจอบชักนั้น แล้วใช้เลียงซึ่งมีลักษณะคล้ายกะทะร่อนเพื่อคัดเลือกเอาเนื้อแร่อีกครั้ง) เมื่อแร่หาได้ยากขึ้นและมีราคาถูกลง จึงเริ่มหันมาแผ้วถางป่า เพื่อทำไร่ ปลูกข้าว ปลูกกาแฟและผลไม้ต่างๆ ในระยะต่อมาลุงเมียดได้ชักชวนญาติพี่น้องตลอดจนคนต่างถิ่นเข้ามาร่วมทำกินมากขึ้น ประกอบกับราคากาแฟมีราคาสูงขึ้นในขณะนั้น ทำให้มีผู้อพยพเข้ามาบุกรุกถางป่าเพื่อทำไร่กาแฟเป็นจำนวนมาก ในช่วงปี 2528-2531

เป็นช่วงที่มีการบุกรุกพื้นที่ป่ามากที่สุด การปราบปรามก็เป็นไปด้วยความยากลำบากเนื่องจากการเดินทางสัญจรต้องอาศัยการเดินเท้าหรือใช้ม้าเป็นหลัก จวบจนกระทั่งปี 2537 หน่วยจัดการต้นน้ำพะโต๊ะซึ่งมีหน้าที่หลักในการอนุรักษ์พื้นที่ป่าต้นน้ำ จึงเริ่มเข้าหาชุมชนและสร้างความเข้าใจกับชุมชนในเรื่องการอนุรักษ์ป่า โดยการสำรวจข้อมูล และให้ชุมชนเลือกตั้งคณะกรรมการโครงการคนอยู่-ป่ายัง เพื่อวางกฏระเบียบของชุมชนในการใช้ประโยชน์จากป่าด้วยสมาชิกในชุมชนเอง

สมาชิกในชุมชนส่วนใหญ่มีความเข้าใจและให้ความร่วมมือกับโครงการเป็นอย่างดี ทำให้การบุกรุกแผ้วถางป่าในพื้นที่หมู่บ้านคลองเรือจึงยุติลงอย่างเด็ดขาด จนได้ชื่อว่าหมู่บ้านรักษาป่ายอดเยี่ยม และได้รับคัดเลือกให้รับพระราชทานธงพิทักษ์ป่าเพื่อรักษาชีวิต จากสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2541

ปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าชุมชนบ้านคลองเรือคือตัวอย่างหนึ่งของการพึ่งพาอาศัยกันอย่างกลมกลืนของคนกับป่า พิสูจน์ให้เห็นว่าคนสามารถอยู่กับป่าด้วยการจัดการชุมชน ทรัพยากรดิน น้ำ ป่าไม้ อย่างลงตัว ผืนป่าต้นน้ำพะโต๊ะเป็นป่าประเภทดิบชื้น

ซึ่งเป็นสภาพป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ พรรณไม้ขึ้นอย่างหนาแน่น ระหว่างทางเดินในเส้นทางศึกษาธรรมชาตินักท่องเที่ยวจะได้รู้จักกับต้นไม้เล็กใหญ่หลากหลายชนิด เรียนรู้องค์ความรู้ท้องถิ่นในเรื่องสรรพคุณพรรณไม้สมุนไพร ประทับใจกับบัวผุด ดอกไม้ขนาดใหญ่ที่พบได้ไม่กี่แห่งในประเทศไทย พบเห็นร่องรอยของสัตว์ป่านานาชนิด ชุ่มชื่นกับน้ำตกซึ่งมีถึงสองแห่งในบริเวณหมู่บ้าน นอกเหนือไปจากความน่าสนใจทางธรรมชาติแล้ว วิถีชีวิตของชุมชนก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน ด้วยอุปสรรคในเรื่องทำเลที่ตั้ง สาธารณูปโภคต่างๆยังเข้าไม่ถึงหมู่บ้านคลองเรือ ชาวบ้านในชุมชนอาศัยพลังงานไฟฟ้าจากจากแผงพลังงานแสงอาทิตย์

ใช้น้ำประปาภูเขาที่ต่อมาจากน้ำตกเหวตาจันทร์ กลุ่มท่องเที่ยวบ้านคลองเรือจะนำท่านเที่ยวชมวิถีชีวิตชุมชนในแง่มุมต่างๆอาทิเช่น การกรีดและรีดยางเพื่อทำยางแผ่น การร่อนแร่ดีบุกในธารน้ำ และการจักสาน และพิเศษไปกว่านั้นในช่วงฤดูฝนนักท่องเที่ยวจะได้ลิ้มรสผลไม้สดๆนานาชนิดจากสวนผลไม้บ้านคลองเรือ ในฤดูหนาวซึ่งเป็นฤดูกาแฟนักท่องเที่ยวจะได้เห็นและร่วมกรรมวิธีการผลิตกาแฟตั้งแต่วิธีการเก็บ ตาก สี คั่วและชงกาแฟสด ด้วยวิถีชีวิตของชุมชนที่เรียบง่ายและงดงาม ผืนป่าที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลาย หมู่บ้านคลองเรือจึงเป็นสถานที่หนึ่งที่เหมาะกับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรมเป็นอย่างยิ่ง

และล่าสุดหมู่บ้านคลองเรือได้รับการคัดเลือกจากสำนักพัฒนาการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งใน โฮมสเตย์มาตรฐานของประเทศไทย คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่โยกย้ายมาจากที่อื่นๆเข้ามาทำมาหากิน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 เมื่อมีจำนวนคนมากขึ้นเรื่อยๆจึงได้กลายเป็นหมู่บ้าน "คลองเรือ" ในปัจจุบัน แต่เดิมคนในชุมชนได้ส่งบุตรหลานไปเรียนที่ ร.ร. ปากทรง ซึ่งอยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านและการเดินทางก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก ต้องเดินลุยข้ามลำน้ำ หากเป็นช่วงน้ำหลากปริมาณน้ำก็จะสูงขึ้น ทำให้เด็กๆไม่สามารถข้ามไปเรียนได้ คนในชุมชน

พระประจักษ์ศิริราชา(อาจารย์พร้อม) และอาจารย์เหนอ (ทั้ง2รูปเป็นพระอาจารย์ที่ชาวชุมชนคลองเรือให้ความเคารพ) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ ในการศึกษาของบุตรหลาน จึงได้มีการจัดตั้งโรงเรียนขึ้นใหม่ในท้องถิ่น โดยให้ชื่อโรงเรียนว่า "ประจักษ์ศิริราษฎร์อุปถัมภ์" ในเวลาต่อมา โดยเริ่มแรกมีอาคารเรียนหลังเดียว เปิดสอนตั้งแต่ ป.1-ป.4 เท่านั้น ในปัจจุบันเมื่อมีนักเรียนเพิ่มขึ้น โรงเรียนประจักษ์ศิริราษฎร์อุปถัมภ์(ห้องเรียนพิเศษบ้านคลองเรือ) ได้ขยายการเรียนการสอนขึ้นตั้งแต่ชั้นอนุบาล-ป.6 มีนักเรียนทั้งหมด 43 คน โดย ส.ต.อ.วัลลภ แสงจันทร์(ครูลภ)เจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน ,นาย วีรศักดิ์ กฤษณาพันธ์(ครูอ้วน) ,นาย สิทธิศักดิ์ แก้วรักษา (ครูชิ๊ก) เจ้าหน้าที่หน่วยจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ เป็นครูผู้สอน และยังมีพี่เลี้ยงอนุบานอีก 1 คน

(คนในหมู่บ้านคลองเรือเป็นคนจัดจ้างเอง) โรงเรียนยังได้รับกองทุนอาหารกลางวันสำหรับเด็กจากหน่วยงานราชการเพียง 40 บาทต่อวันเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอ นอกจากกองทุนอาหารกลางวันที่ยังไม่พอแล้ว ยังขาดอุปกรณ์การเรียนการสอน,อุปกรณ์กีฬา ,การเรียนดนตรี เป็นจำนวนมาก จึงขอรับบริจาคสิ่งของดังกล่าวเพื่อไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อไป เพราะเด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า ผู้ที่สนใจจะบริจาคเงิน สิ่งของ หรือหนังสือ เพื่อสนับสนุนโรงเรียนชุมชนบ้านคลองเรือ ติดต่อได้ที่ 087-266-2131(ครูชิค)

Welcome to Klong Rua Village’s Website. We offer you an alternative travel destination on your special holiday, with the worm welcome from local villagers of Klong Rua, the beauty of Nam-Pha-Dho Forest and the exotic living style of Klong Rua People. Klong Rua is surrounded by fertile tropical forest resources, two major waterfalls, and unique culture.

These natural beauties make Klong Rua an exciting choice for tourists who seek for new and adventurous experiences, both physically and culturally. Moreover, since the standard of Klong Rua Village’s home-stay program has now been recognized and guaranteed by the Tourism Development Agency, your visit and stay at Klong Rua Village will be a memorable experience. Klong Rua Village located in the remote Ranong Province in Southern Thailand.

Due to the geographical characteristics of the location of Klong Rua Village, it is difficult to introduce public facilities such as electricity and irrigation system to the village. The villagers rely mainly on the natural energy sources such as the sun and water resources from Huay Tha Chan Waterfall. The village is surrounded by Pha-Dho Forest and two waterfalls, which make the village even more attractive.

Pha-Dho Forest is a fertile tropical rain forest consists of varieties of life from forest floor to tree tops. Its beauty is filled with biological diversity and colorful plants and animals. Therefore, while trekking deep into Pha-Dho Forest, you will be able to experience various types of plants and animals that share the same ecosystem. You will be able to see varieties of animal footprints, refresh yourself at one of the two waterfalls nearby the village, and get to know “Boa Pud", the gigantic flower that can only be found in a few places in Thailand and the world. Apart from the beauty of its local natural resources, the life style of Klong Rua people as well as their culture is also very unique and interesting. Baan Klong Rua Eco-tour Group offers to show you different dimensions of their unique culture and life style that you will not easily find elsewhere, for example their traditional rubber cultivation methods, local tin ore mining and handicrafts. Moreover, in the raining season, tourists will be able to taste varieties of local fruits from local farms. In the winter, it is the coffee season, travelers will be able to see and experience a coffee production process

ที่มาข้อมูล http://www.klongrua.com

โดย สามจอ

 

กลับไปที่ www.oknation.net