วันที่ อาทิตย์ สิงหาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค ไม่เชื่ออย่าลบหลู่


        วันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม  หุ้นพุ่งทะยานทั้งดัชนีและปริมาณซื้อขาย  นักวิเคราะห์บอกว่า  ฝรั่งเข้า  หนังสือพิมพ์บอก พจมานลี้ภัย  รัฐบาลบอก มาตรการของรัฐได้ผล  แต่ข้อเท็จจริงที่สำคัญ  มาจากปัจจัยทางเทคนิคล้วนๆ  ไม่เชื่อ  อย่าลบหลู่
         บางครั้งผมรู้สึกแปลกใจที่ใครต่อใคร  พยายามที่จะอธิบายปรากฎการณ์ในตลาดหุ้น  ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ  เหตุผลทางการเมือง  ทั้งๆที่ข้อเท็จจริงมาจากเหตุผลทางจิตวิทยา  แต่ดูเหมือนว่า  ถ้าใครพูดว่าเป็นผลมาจากปัจจัยจิตวิทยา  คนๆนั้นจะถูกดูหมิ่น  คล้ายกับคนไม่มีเหตุผล  ทำนองว่าหลงเชื่อไสยศาสตร์อะไรทำนองนั้น  แต่ลองฟังดูเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 สิงหา  ที่จู่ๆหุ้นก็พุ่งขึ้น 29 จุด แบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย  ดูว่าคุณจะอธิบายปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างไร
         ดัชนีหุ้นปิดครึ่งเช้าของวันพฤหัสบดีที่ 7 เพิ่มขึ้น ประมาณ 20 จุด  ผมได้โทรไปถามเจ้าหน้าที่มาร์เก็ตติ้งว่า  ทำไมหุ้นขึ้นแรงจัง  เขาบอกว่า  ฝรั่งซื้อสุทธิกว่า 2,000 ล้านบาท  ผมแย้งว่า  ตลาดยังไม่ปิด  ทำไมจึงรู้ว่า  ฝรั่งซื้อเน็ตเท่าไร  เขาตอบว่า  พวกโบร์คเกอร์เขาเช็คได้
         พอตกเย็น  มีรายงานออกมาว่า  ฝรั่งขายสุทธิ 834 ล้านบาท  แสดงว่า  ข้อมูลจากมาร์เก็ตติ้ง เชื่อถือไม่ได้
         รุ่งขึ้นวันศุกร์  นสพ.กรุงเทพธุรกิจ  พาดหัวข่าวว่า “หุ้นพุ่ง 29 จุด  เก็งทักษิณลี้ภัย”  รายละเอียดในข่าวระบุว่า  คุณหญิงพจมาน ชินวัตร  เดินทางไปจีน  โดยมีลูกๆไปส่ง  ท่ามกลางน้ำตา  จึงตีความว่า  พตท.ทักษิณน่าจะขอลี้ภัยทางการเมือง  จึงทำให้ตลาดมีการขานรับ  โดยคาดหวังว่า  สถานการณ์การเมืองน่าจะดีขึ้น
         แต่ท่านทราบไหมว่า  ข่าวที่ว่าคุณหญิงพจมานเดินทางไปจีน (พร้อมคุณบรรณพจน์ พี่ชาย และคุณกาญจนาภา เลขาส่วนตัว ) เพื่อไปสมทบกับ พตท.ทักษิณ ในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่ปักกิ่ง  โดยมีกระเป๋า 9 ใบใหญ่นั้น  ออกมาตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม  ถ้าตลาดจะตอบรับข่าวนี้  ก็ควรจะตอบสนองไปตั้งแต่เช้าวันที่ 6 สิงหาคมไปแล้ว  ไมใช่ตลาดมารู้สึกตัวในวันที่ 7 
        แสดงว่า  เรื่องนี้ไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริง  แต่ถูกนำมาเชื่อมโยง  เพื่อจะพยายามอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ( ความจริงเรื่องลี้ภัย  มีคนพูดมานานแล้ว  ก่อนที่จะมีการเดินทางเที่ยวนี้   เพราะฉนั้นตลาดควรจะตอบสนองได้เร็วกว่านี้  ไม่ใช่มาวิเคราะห์ได้หลังเหตุการณ์ผ่านไป 2 วัน )  ถึงมันจะมีส่วน  แต่ตลาดก็ไม่น่าจะตอบสนองแรงขนาดนี้  อาจจะตอบสนองเพียง 8-10 จุด  เนื่องจากตลาดได้ซึมซับข่าวไประดับหนึ่งแล้ว
        เย็นวันศุกร์  ผมฟัง FM 101 รายการวิเคราะห์ข่าวของคุณพิสิฐ  กีรติการกุล  คุณพิสิฐบอกว่า  รมว.คลังให้สัมภาษณ์ว่า  หุ้นขึ้นแรงเพราะ  นักลงทุนมั่นใจว่ามาตรการ 6 ข้อของรัฐบาลทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น  นอกจากนี้ยังมีผลมาจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐไม่ขึ้นดอกเบี้ย  และราคาน้ำมันได้ลดลงต่อเนื่อง
         แต่ข้อเท็จจริง  คือ  มาตรการ 6 ข้อ ของรัฐบาลออกมานานพอสมควรแล้ว  ขณะที่ข่าวไม่ขึ้นดอกเบี้ยของเฟด  ออกมาตั้งแต่เช้าวันพุธแล้ว  ทำไมตลาดจึงเพิ่งมาตอบสนองข่าวเอาวันพฤหัส  แสดงว่าเหตุผลนี้ไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริง
        จนกระทั่งผมได้มีโอกาสไปดูกราฟดัชนีหุ้นย้อนหลัง 6 เดือนที่ผ่านมา  จึงได้เข้าใจว่า  หุ้นที่ขึ้นวันนั้น  มาจากปัจจัยทางเทคนิคแท้ๆ
        หุ้นที่ถูกกดดันมาตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา  จากปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐ  นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นออกมาตลอดจนอ่อนแรงไป  นักลงทุนไทยอดทนรอมาตลอด  และเชื่อว่าไม่น่าที่จะมีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้แล้ว  เพราะระยะหลังๆ  มีข่าวร้ายออกมาซ้ำๆ  แต่ตลาดเริ่มเฉยเมย  ไม่ว่าการตัดสินคดีต่างๆ  ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ที่ร่วงครั้งละกว่า 100 จุด  ตลาดจะตอบรับข่าวโดยติดลบ 7-8 จุด ในช่วงเช้า  แล้วค่อยๆกระเตื้องมาเป็นลบ 2-3 จุด ในช่วงเย็น 


       

         นักลงทุนไทยเพียงแต่รอสัญญานซื้อที่จะลุย  จนกระทั่งวันนั้นก็มาถึง  วันที่ดัชนี SET พุ่งตัดเส้นแนวโน้มลง  ที่กดดันดัชนีมาตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา (จากดัชนีที่ 885 จุด ลงมาที่ 660 จุด) เมื่อมีการตัดขึ้นมา  แสดงว่า SET พร้อมที่จะเปลี่ยนแนวโน้มแล้ว  นักลงทุนสถาบันไทยเปิดเกมลุยก่อน  ทำให้กลุ่มอื่นๆที่รอจังหวะอยู่แล้วลุยตาม  ประกอบกับการปล่อยข่าวกระพือเรื่องต่างชาติเข้ามาลุยซื้อ  เพื่อเป็น momentum เสริม  ผลที่ออกมาจึงเป็นอย่างที่เห็น
        ปัจจัยทางเทคนิคเป็นการเก็บข้อมูลราคา และปริมาณการซื้อขายย้อนหลัง  มาวิเคราะห์จิตวิทยาของตลาด  ว่าที่ผ่านมาคนในตลาดรู้สึกอย่างไร  แล้วทำนายพฤติกรรมในอนาคตว่าเขาจะตอบสนองอย่างไร  ถามว่าแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าในอนาคตเขาจะคิดอย่างไร  คำตอบคือดูจากพฤติกรรมในอดีตว่า  ถ้ากราฟออกมาอย่างนี้  ต่อไปนักลงทุนจะตอบสนองต่อไปอย่างไร  โดยความเชื่อที่ว่า  พฤติกรรมของมนุษย์มักจะซ้ำรอย  
        โปรดอย่าเพิ่งตราหน้าว่าพวกนี้มันบ้าชัดๆ  ซื้อขายโดยไม่ดูพื้นฐานเลย  ข้อเท็จจริงก็คือ  พื้นฐานเขาก็ดูอยู่แล้ว  แต่ใช้ปัจจัยเทคนิคในการหาจังหวะซื้อขายเท่านั้นเอง    เชื่อหรือไม่ว่า   ส่วนใหญ่ของนักลงทุนที่ซื้อขายหุ้นอยู่ในตลาด  ใช้ปัจัยทางเทคนิคในการหาจังหวะเข้าซื้อขาย  ทำให้ปัจจัยทางเทคนิคมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อขายหุ้นในตลาดมากๆ 
        ที่สำคัญ  นักลงทุนรายใหญ่ที่เป็นระดับเจ้าพ่อเจ้าแม่ในตลาดหุ้นไทย  ใช้ปัจัยทางเทคนิคในการเข้าซื้อขายหุ้น  มีรายใหญ่หลายรายที่พยายามเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อขาย  โดยเปลี่ยนมาใช้เทคนิค เน้นที่คุณค่าแบบนายวอร์เร็น บัฟเฟต  ซื้อขายโดยใช้ปัจจัยพื้นฐานเข้ามาคิดคำนวณ  สุดท้ายพบว่า  ซื้อหุ้นดี  แต่ไม่มีคนสนใจ  ถือไปมีแต่สาระวันเตี้ยลง  ถืออยู่ 2-3 ปี  เลยต้องขายออกไป  กลับมาซื้อขายโดยเน้นปริมาณซื้อขายและดูกราฟเป็นหลัก  ผมถึงบอกว่า  ไม่เชื่ออย่าลบหลู่
        แต่ผมก็ไม่ได้บอกว่า  การลงทุนแบบเน้นคุณค่าจะไม่ดี  แต่คุณต้องมั่นใจว่า  คุณใจแข็งที่จะถือหุ้นไว้ 10 ปี 20 ปี เพื่อรอดอกผลของมัน  (ถ้าคุณรอได้)
        หนึ่งในทฤษฎีของวิธีทางเทคนิค  คือ  หุ้นจะไม่มีคำว่าราคาถูก  ตราบเท่าที่มันอยู่ในแนวโน้มลง  มันจะลงไปเรื่อยๆ   จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแนวโน้ม    การตัดทะลุเส้นแนวโน้มลงขึ้นมาได้ในวันพฤหัส  ส่งสัญญานว่าหุ้นได้สิ้นสุดการเป็นขาลงแล้ว  ทำให้คนที่เชื่อความคิดนี้  ใช้เป็นจุดตัดสินใจเข้าไปซื้อหุ้นคืน 
        ถามว่าแล้วทำไมวันรุ่งขึ้น  หุ้นจึงตก  เหตุผลคือ  คนที่ซื้อเพราะเชื่อว่าฝรั่งเข้าแล้ว  พอข่าวออกมาว่าไม่เป็นจริง  ก็ขายออก  ประกอบกับวันรุ่งขึ้น  มีข่าวความขัดแย้งระหว่างคนในกระทรวงการคลังและแบงก์ชาติ  คนที่ใช้หลักปัจจัยพื้นฐานจะขายหุ้นออก  ขณะที่บางคนเห็นว่า  หุ้นขึ้นมาแรงมาก  ก็ตัดสินใจขายทำกำไร  แต่คนที่เชื่อเรื่องเทคนิคและเป็นพวกถือหุ้นระยะกลางและยาว  จะยังไม่ขาย  จนกว่ามีสัญญานว่าหุ้นเปลี่ยนแนวโน้มเป็นขาลงอีกครั้ง
        แล้วจากนี้  ทิศทางจะเป็นอย่างไร 
        โดยทั่วไป  มันน่าจะกลายเป็นขาขึ้น  จะขึ้นเร็วหรือค่อยๆขยับขึ้น  ขึ้นกับปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเมือง  แต่ก็เป็นไปได้ว่า  หุ้นอาจจะอ่อนตัวลงมาได้อีก  เพื่อเป็นการย้ำฐานให้แน่น  แต่เมื่อลงมาที่ใกล้ๆ 660 จุด  หุ้นจะเด้งกลับ  ส่งสัญญาน Double bottom  เป็นสัญญานยืนยันการซื้อ  หรือหุ้นอาจจะอ่อนตัวลงไปต่ำกว่า 660 ในกรณีที่มีข่าวร้ายมากๆ  แต่เส้นแนวโน้มลงที่ SET ตัดขึ้นมาก่อนหน้านี้  จะเปลี่ยนมาเป็นแนวรับ  ( ตามทฤษฎี  เส้นแนวต้านเมื่อกราฟตัดทะลุขึ้นไป  มันจะกลายเป็นแนวรับทันที )   ถ้าเส้นนี้ยังรับไม่อยู่   เกิด SET ตัดทะลุลงไปได้  จะกลายเป็นสัญญานขาย  ก็ไปรอกันแถว 600 ต้นๆได้เลย
        เขียนมาถึงตรงนี้  คุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้   แต่สิ่งที่ผมพยายามบอกคุณคือ  ปัจจัยทางเทคนิค  มีผลจิตวิทยาต่อนักลงทุนไทยมาก  และผมเชื่อว่า  นักลงทุนสถาบันทั้งไทยและเทศ  ก็ใช้วิธีนี้มาช่วยในการตัดสินใจเข้าซื้อขายไม่น้อย   บางคนก็ใช้เส้น MACD เป็นสัญญานในการซื้อขายระยะกลาง  ถ้า MACD ตัดเส้นค่าเฉลี่ยขึ้นมา  เป็นสัญญานซื้อ  ถ้าตัดลง เป็นสัญญานขาย  ผมสังเกตุว่าวันไหนเส้นนี้ตัดลง  วันนั้นหุ้นจะลงแรงทุกครั้ง  และพบว่า  กองทุนจะเป็นคนขายหนัก  แสดงว่าเขาใช้เรื่องนี้เป็นจุดตัดสินใจเหมือนกัน
        ที่เขียนมาทั้งหมด  เพราะว่า  บางทีก็อึดอัดใจ  ที่มันมาจากปัจัยเทคนิคล้วนๆ  แต่คนก็พยายามที่จะหาเหตุผลมาอธิบาย  เพื่อแสดงความเป็นนักวิชาการ    มันก็เหมือนกับอีกหลายๆเรื่องในชีวิต  ที่มีปรากฎการณ์อะไรเกิดขึ้น   มีคนออกมาพยายามอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น  ยกทฤษฎีต่างๆมาสาธยาย  ประชาชนให้ความเชื่อถือ  ทั้งๆที่มันเป็นคนละเรื่อง  ไม่เกี่ยวกันเลย  (อย่างกรณี ที่เด็กทั้งโรงเรียนเต้นเป็นผีเข้า  พูดภาษาจีนได้  ทั้งๆที่ไม่เคยพูดมาก่อน  แล้วล้มฟุบเป็นลมไป  แต่เขาบอกว่าเป็นภาวะอุปาทานหมู่  คือคิดไปเองพร้อมกันทั้งโรงเรียน )  แล้วคุณละคิดอย่างไร

โดย บรรยง

 

กลับไปที่ www.oknation.net