วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง


กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง[1]

            คำปรารภ

            รัฐภาคีแห่งกติกาฉบับนี้

            โดยพิจารณาว่า ตามหลักการซึ่งได้ประกาศไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ การยอมรับศักดิ์ศรีประจำตัวและสิทธิซึ่งเสมอกัน และไม่อาจโอนแก่กันได้ของสมาชิกทั้งปวง แห่งครอบครัวมนุษย์เป็นรากฐานของเสรีภาพ ความยุติธรรม และสันติภาพในพิภพ

            โดยรับรองว่าสิทธิเหล่านั้นมาจากศักดิ์ศรีประจำตัวของบุคคล

            โดยรับรองว่า ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน อุดมการณ์ที่ว่าเสรีชนมีเสรีภาพจากความกลัวและความยากไร้ขาดแคลนสามารถสัมฤทธิ์ผลได้ก็ต่อเมื่อมีการสร้างสภาพ ซึ่งทุกคนจะมีสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม รวมทั้งพลเมืองและสิทธิทางการเมืองด้วย

            โดยพิจารณาถึงพันธกรณีแห่งรัฐภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติที่จะส่งเสริมความเคารพโดยสากลและการปฏิบัติตามสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพ

            โดยสำนึกว่า ปัจเจกบุคคล ซึ่งมีหน้าที่ต่อปัจเจกชนอื่น ๆ และต่อประชาคมซึ่งเป็นของตน มีความรับผิดชอบที่จะต่อสู้เพื่อการส่งเสริมและการปฏิบัติตามสิทธิรับรองไว้ในกติกา ปัจจุบันตกลงกันในข้อต่อไปนี้

ภาค ๑
ข้อ 

1.ประชาชนทั้งปวงมีสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเองโดยอาศัยสิทธินั้นประชาชนกำหนดสถานะทางการเมืองของตนอย่างเสรีรวมทั้งแสวงหาอย่างอิสระเสรีซึ่งการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม
2. ประชาชนทั้งปวง เพื่อจุดมุ่งหมายปลายทางของตน อาจจัดการเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ และทรัพยากรของตนอย่างเสรี โดยไม่จำเป็นที่เสื่อมเสียต่อพันธกรณีใด ๆ ซึ่งเกิดจาก ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ อันตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการแห่งประโยชน์ซึ่งกันและกัน และกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ว่ากรณีใด ๆ ประชาชนคนใดไม่อาจถูกลิดรอน จากวิถีทาง แห่งการยังชีพของตน
3. รัฐภาคีแห่งกติกาฉบับนี้ รวมทั้งผู้ซึ่งมีความรับผิดชอบต่อการบริหารของอาณาเขตในภาวะทรัสตี และมิได้ปกครองตนเอง จะส่งเสริมให้สิทธิแห่งการกำหนดเจตจำนงของตนเองบรรลุผลเป็นความจริง และจะเคารพสิทธินั้น ตามบทบัญญัติแห่งกฎบัตรสหประชาชาติ

ภาค ๒
ข้อ ๒

1. รัฐภาคีแห่งกติกาฉบับนี้แต่ละรัฐรับที่จะเคารพและให้ความมั่นใจแก่บรรดาบุคคลทั้งปวงภายในอาณาเขตของตน และภายใต้อำนาจของตนในสิทธิทั้งหลายที่ยอมรับแล้วในกติกาฉบับนี้ โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าชนิดใด ๆ เช่น เชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง หรืออื่นใด เผ่าพันธุ์แห่งชาติหรือสังคม ทรัพย์สิน กำเนิด หรือสถานะอื่น ๆ
2. ในกรณีที่ยังไม่มีมาตรการทางนิติบัญญัติหรืออื่นใดในขณะนี้ รัฐภาคีแห่งกติกาฉบับนี้แต่ละรัฐรับที่จะดำเนินการเป็นขั้นตอนอย่างสอดคล้องกับกระบวนการทางรัฐธรรม และบทบัญญัต ิแห่งกติกาฉบับนี้ เพื่อให้มีมาตรการทางนิติบัญญัติหรืออื่นใดอันจำเป็นแก่การให้ได้สมดังสิทธิตามที่ยอมรับไว้ในกติกาฉบับนี้
3. ภาคีรัฐแห่งกติกาฉบับนี้แต่ละรัฐรับที่จะ
        (ก) ให้ความมั่นใจว่า บุคคลใดก็ตามที่สิทธิหรือเสรีภาพของตนอันยอมรับแล้ว ณ ที่นี้ ถูกล่วงละเมิด ย่อมมีทางบำบัดแก้ไขอย่างเป็นผลจริงจัง แม้ถึงว่าการล่วงละเมิด จะเกิดจากบุคคลผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่ก็ตาม
        (ข) ให้ความมั่นใจว่าบุคคลใดก็ตามที่แสวงหาทางบำบัดแก้ไขดังกล่าว ย่อมมีสิทธิได้รับการพิจารณาจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายตุลาการ ฝ่ายปกครองหรือ
ฝ่ายนิติบัญญัติที่มีอำนาจ หรือจากหน้าที่ฝ่ายอื่นที่มีอำนาจตามที่กำหนด ไว้ในระบบกฎหมายของรัฐ และจักต้องดำเนินการให้การบำบัดแก้ไขทางศาลบังเกิดผลเป็นไปได้
        (ค) ให้ความมั่นใจว่า เมื่อได้ยอมรับจะบำบัดแก้ไขให้แล้ว เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจจะบังคับการให้เกิดผลจริงจังตามนั้น

ข้อ ๓

บรรดารัฐภาคีแห่งกติกาฉบับนี้รับที่จะประกันสิทธิเท่าเทียมกันระหว่างชายหญิงให้มีสิทธิทั้งปวงทางพลเมืองและทางการเมืองดังที่ได้ระบุไว้ในกติกาฉบับนี้

ข้อ ๔

1. ในยามที่เกิดภาวะการณ์ฉุกเฉินอันมีมาเป็นสาธารณะซึ่งคุกคามความอยู่รอดปลอดภัยของชาติ ดังได้ประกาศแล้วอย่างเป็นทางการ บรรดารัฐภาคีแห่งกติกา ฉบับนี้อาจดำเนินมาตรการหลักเลี่ยงพันธะของตน ที่มีอยู่ตามกติกาฉบับนี้ได้เพียงเท่าที่จำเป็นอย่างแท้จริงต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งนี้ภายใต้เงื่อนไขว่ามาตรการ เช่นนี้นั้นไม่ขัดแย้งต่อพันธะอื่น ๆ ของตน อันมีอยู่ตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่ก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติโดยอาศัยเหตุเพียงเนื่องมาจากเชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา หรือเผ่าพันธุ์ทางสังคม
2. การหลีกเลี่ยงพันธะกรณีตามข้อ 6, 7, 8 (วรรค 1 และ 2) 11, 15, 16 และ 18 ไม่อาจกระทำได้ภายใต้บทบัญญัติข้อนี้
3. รัฐภาคีใดแห่งกติกาฉบับนี้ใช้สิทธิหลีกเลี่ยงจากบัญญัติในกติกา จะต้องแจ้งแก่รัฐภาคีอื่น แห่งกติกาฉบับนี้โดยพลัน เพื่อให้ทราบถึงบทบัญญัติซึ่งตนได้หลีกเลี่ยง และเหตุผลอันก่อให้เกิดเหตุดังกล่าว โดยอาศัยเลขาธิการแห่งสหประชาชาติเป็นสื่อกลาง ในวันที่ได้ยุติการหลีกเลี่ยงดังกล่าวแล้ว ให้ติดต่อสืบไปโดยผ่านสื่อกลาง เดิมดังว่ามาแล้ว

ข้อ ๕

1. บทบัญญัติในกติกาฉบับนี้ไม่อาจตีความในทางให้รัฐ กลุ่มบุคคลหรือบุคคลใดอนุมานเอาได้ว่าก่อให้เกิดสิทธิในอันที่จะกระทำกิจกรรม หรือปฏิบัติการใดอันมุ่งประสงค ์ต่อการทำลายสิทธิหรือเสรีภาพประการใด อังที่ยอมรับไว้แล้ว ณ ที่นี้ หรือเป็นการจำกัดตัดสิทธิยิ่งไปกว่าเท่าที่ได้บัญญัติไว้แล้วในกติกาฉบับนี้
2. ต้องไม่มีการจำกัดตัดทอนหรือทำให้เกิดความเสียหายแก่สิทธิมนุษยชนขั้นมูลฐานใด ๆ อันเป็นที่ยอมรับหรือปรากฏตามกฎหมาย อนุสัญญา ระเบียบหรือธรรมเนียม ในรัฐภาคีใดแห่งกติกาฉบับนี้ โดยอ้างว่ากติกาฉบับนี้ไม่ได้ยอมรับสิทธิเช่นว่านั้น หรือยอมรับย่อหย่อนกว่านั้น

ภาค ๓
ข้อ ๖

1. มนุษย์ทุกคนมีสิทธิมาแต่กำเนิดในการดำรงชีวิต สิทธินี้ย่อมได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ไม่มีบุคคลสามารถล่วงชีวิตของใครได้ตามอำเภอใจ
2. ในประเทศซึ่งยังมิได้ยกเลิกโทษประหารชีวิต การลงโทษประหารชีวิตย่อมกระทำได้เฉพาะคดีอุกฉกรรจ์ที่สุด ตามกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำผิดและต้องไม่ขัดต่อบทบัญญัติ ในกติกาฉบับนี้ และอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทำลายล้างเผ่าพันธุ์
3. เมื่อมีการฆ่าผู้อื่นอันเป็นอาชญากรรมทำลายล้างเผ่าพันธุ์ ย่อมเป็นที่เข้าใจว่าข้อนี้มิได้ให้อำนาจรัฐภาคีแห่งกติกาฉบับนี้ในอันที่จะหลีกเลี่ยงจากพันธะใด ๆ อันพึงม ีต่อบทบัญญัติแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทำลายล้างเผ่าพันธุ์
4. บุคคลใดที่ต้องคำพิพากษาประหารชีวิต ย่อมมีสิทธิขออภัยโทษหรือลดหย่อนผ่อนโทษตามคำพิพากษา การนิรโทษกรรม การอภัยโทษ หรือการลดหย่อนผ่อนโทษ จากคำพิพากษาให้ประหารชีวิต พึงมีได้ในทุกกรณี
5. จะไม่มีการพิพากษาให้ประหารชีวิตในคดีอาชญากรรมที่กระทำโดยบุคคล ผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี และจะลงโทษประหารชีวิตต่อหญิงมีครรภ์มิได้
6. จะยกข้อนี้ขึ้นเป็นเหตุประวิงเวลา หรือขัดขวางการยกเลิกโทษประหารชีวิตในรัฐ

ข้อ ๗

บุคคลใดจะถูกกระทำทารุณกรรมหรือได้รับผลปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้ายผิดมนุษยธรรมหรือต่ำช้ามิได้ กล่าวโดยเฉพาะบุคคลใดจะถูกทดลองทางแพทย์ หรือทางวิทยาศาสตร์โดยปราศจาก ความยินยอมพร้อมใจอย่างอิสระหาได้ไม่

ข้อ ๘

1. บุคคลใดจะถูกเอาตัวลงเป็นทาสมิได้ ห้ามการเอาคนลงเป็นทาส และการค้าทาสทุกรูปแบบ
2. บุคคลจะถูกบังคับให้อยู่ในภาวะจำยอมมิได้
3. (ก) บุคคลใดจะถูกเกณฑ์แรงงานหรือบังคับให้ใช้แรงงานมิได้
    (ข) บทบัญญัติในวรรค 3 (ก) มิได้ห้ามการทำงานหนักตามคำพิพากษาของศาลที่มีอำนาจอันเป็นการลงโทษ ในประเทศที่ถือว่าการจำคุกและการทำงานหนัก เป็นโทษทางอาญาชนิดหนึ่ง
    (ค) เพื่อวัตถุประสงค์ของบทบัญญัติในวรรคนี้ คำว่า “เกณฑ์แรงงานหรือบังคับให้ใช้แรงงาน” ไม่หมายรวมถึง
         (1) การทำงานหรือการปฏิบัติงาน ซึ่งมิได้กล่าวถึงในวรรค (ข) อันบุคคลผู้ถูกควบคุมตามคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายหรือบุคคลผู้อยู่ระหว่างการปล่อยตัว จากการถูกควบคุมอย่างมีเงื่อนไขจะพึงกระทำ
         (2) การรับราชการทหารแบบใดแบบหนึ่ง และในประเทศที่ยอมรับการไม่เห็นด้วยกับการเป็นทหารเพราะขัดกับมโนธรรม จึงให้มีการรับใช้ชาติแบบอื่นใดแทนตามกฎหมายว่าด้วยการคัดค้านต่อการเป็นทหาร เพราะขัดกับนโมธรรม
         (3) การปฏิบัติงานใด ๆ ในยามฉุกเฉิน หรือหายนภัยที่คุกคามความอยู่รอดหรือ สวัสดิภาพของชุมชน
         (4) การทำงานหรือการปฏิบัติงานใด ๆ อันเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่พลเมืองตามปกติ

ข้อ ๙

1. บุคคลทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพและความมั่นคงของตน บุคคลใดจะถูกจับกุมหรือคุมขังโดยพลการมิได้ บุคคลใดจะถูกลิดรอนเสรีภาพของตนมิได้ ยกเว้นโดยเหตุและ อาศัยกระบวนการตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย
2. บุคคลที่ถูกจับกุมย่อมได้รับการแจ้งถึงสาเหตุในการจับกุม และการแจ้งข้อหาอันเป็นปฏิปักษ์ต่อตนโดยพลันในเวลาที่มีการจับกุม
3. บุคคลใดที่ถูกจับกุมหรือควบคุมตัวในข้อหาทางอาญา ย่อมต้องถูกนำตัวไปศาลหรือเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมายโดยพลัน เพื่อที่จะใช้อำนาจทางตุลาการ และได้รับการพิจารณาคดีภายในเวลาอันสมควร หรือมีการปล่อยตัว มิให้ถือเป็นหลักทั่วไปว่าจะต้องคุมขังบุคคลผู้อยู่ระหว่างพิจารณาคดี แต่จะปล่อยชั่วคราวโดยมีหลักประกัน ว่าจะกลับมาปรากฎตัวในการพิจารณาคดีหรือในกรณีจำเป็นตามโอกาส จะกลับมารับการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาในระหว่างกระบวนพิจารณาขั้นใดก็ได้
4. บุคคลใดที่ถูกลิดรอนเสรีภาพโดยการจับกุมหรือควบคุมตัว ย่อมมีสิทธิร้องเรียนต่อศาล เพื่อให้ศาลพิจารณาโดยมิชักช้าได้ถึงความชอบด้วยกฎหมายของการควบคุมตัวผู้นั้น และหากมีการควบคุมตัว โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็อาจมีคำสั่งให้ปล่อยตัวได้
5. บุคคลใดที่ตกเป็นผู้จับหรือควบคุมตัวโดยไม่ชอบกฎหมาย ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

ข้อ ๑๐

1. บุคคลทั้งหลายที่ถูกลิดรอนเสรีภาพ ต้องได้รับการปฏิบัติอย่างมีมนุษยธรรมและได้รับการเคารพในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์
2. (ก) เว้นแต่ในสถานการณ์พิเศษ ผู้ต้องหาว่ากระทำผิดต้องได้รับการจำแนกออกจากผู้ต้องโทษ และพึงได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกันตามความเหมาะสมแก่สถานะ อันมิใช่ผู้ต้องโทษ
    (ข) พึงแยกตัวผู้ต้องหาว่ากระทำผิดที่เป็นเยาวชนออกจากผู้ใหญ่ และให้นำตัวขึ้นพิจารณาพิพากษาคดีให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
3. ระบบการราชทัณฑ์พึงประกอบด้วยการปฏิบัติต่อนักโทษ ด้วยความมุ่งหมายสำคัญที่จะให้มีการกลับเนื้อกลับตัวและการฟื้นฟูทางสังคม พึงจำแนกผู้กระทำผิด ที่เป็นเด็กหรือเยาวชน จากผู้ใหญ่หรือได้รับการปฏิบัติตามความเหมาะสมแก่วัยและสถานะทางกฎหมาย

ข้อ ๑๑

บุคคลจะรับโทษจำคุกเพียงเพราะเหตุว่าไม่อาจปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาหาได้ไม่

ข้อ ๑๒

1. บุคคลทุกคนที่อยู่ในดินแดนของรัฐใดโดยชอบด้วยกฎหมายย่อมมีเสรีภาพในการเคลื่อนย้ายและเสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู่ภายในอาณาเขตของรัฐนั้น
2. บุคคลทุกคนย่อมมีสิทธิที่จะออกจากประเทศใดรวมทั้งประเทศของตนโดยเสรี
3. สิทธิดังกล่าวข้างต้นไม่อาจถูกจำกัดตัดทอนอย่างใดอย่างหนึ่ง เว้นแต่เป็นไปตามกฎหมายอันจำเป็นต้องมีเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ ความสงบเรียบร้อย การสาธารณสุขหรือศีลธรรม หรือสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น และสอดคล้องกับสิทธิอื่น อันรับรองไว้แล้วในกติกาฉบับนี้
4. บุคคลจะถูกลิดรอนสิทธิในการเดินทางเข้าประเทศของตนโดยพลการหาได้ไม่

ข้อ ๑๓

คนต่างด้าวผู้ในดินแดนของรัฐภาคีแห่งกติกาฉบับนี้โดยชอบด้วยกฎหมายจะถูกเนรเทศได้ก็โดยคำวินิจฉัยอันเป็นไปตามกฎหมายและย่อมมีสิทธิที่จะชี้แจง
แสดงเหตุผลคัดค้านคำสั่งเนรเทศ และมีสิทธิที่จะนำคดีขึ้นสู่การพิจารณาของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหรือบุคคลหรือคณะบุคคลที่ตั้งขึ้นเฉพาะเพื่อการนี้โดยเจ้าหน้าที่
ผู้มีอำนาจและมีสิทธิที่จะมีทนาย เว้นแต่ในกรณีมีเหตุผลจำเป็นเพื่อความมั่นคงของชาติเป็นประการอื่น

ข้อ ๑๔

1. บุคคลทุกคนย่อมเสมอภาคในการพิจารณาของศาลและตุลาการ ในการพิจารณาคดีอาญาอันบุคคลต้องหาว่ากระทำหรือการพิจารณาข้อพิพาททางสิทธิและหน้าที่ของตน ทุกคนย่อมมีสิทธิได้รับการพิจารณา อย่างเป็นธรรมและเปิดเผยในศาลที่มีอำนาจมีอิสระและเป็นกลาง ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย หนังสือพิมพ์หรือสาธารณชนอาจถูกห้าม รับฟังการพิจารณาคดีทั้งหมด หรือบางส่วนได้ก็ด้วยเหตุผลทางศีลธรรม ความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติในสังคมประชาธิปไตย หรือด้วยเหตุผลด้านความเป็นอยู่ ส่วนตัวของคู่กรณี หรือในกรณีศาลเห็นเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งว่าเป็นพฤติกรรมการณ์พิเศษ ซึ่งการเป็นข่าวอาจทำให้กระทบต่อความยุติธรรม แต่คำพิพากษาในคดีอาญา หรือข้อพิพาททางแพ่งย่อมเป็นที่เปิดเผย เว้นแต่จำเป็นเพื่อผลประโยชน์ของเด็กและเยาวชน หรือเป็นกระบวนการพิจารณาคดีเกี่ยวด้วย ข้อพิพาทเรื่องทรัพย์สินของคู่สมรส หรือการเป็นผู้ปกครองเด็ก
2. บุคคลทุกคนผู้ถูกหาว่ากระทำผิดสัญญา ย่อมมีสิทธิได้รับการสันนิษฐานเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ากระทำผิดตามกฎหมาย
3. ในการพิจารณาคดีอาญาซึ่งบุคคลถูกหาว่ากระทำผิด บุคคลทุกคนย่อมมีสิทธิที่จะได้รับหลักประกันขั้นต่ำอย่างเสมอภาคเต็มที่ดังต่อไปนี้
    (ก) สิทธิที่จะได้รับแจ้งสภาพและข้อหาแห่งความผิดที่ถูกกล่าวหาโดยพลันและละเอียดในภาษาซึ่งบุคคลนั้นเข้าใจได้
    (ข) สิทธิที่จะมีเวลาและได้รับความสะดวกเพียงพอแก่การเตรียมการเพื่อสู้คดีและติดต่อกับทนายความได้ตามความประสงค์ของตน
    (ค) สิทธิที่ได้รับการพิจารณาโดยปราศจากการชักช้าอย่างไม่เป็นธรรม
    (ง) สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาต่อหน้าและสิทธิที่จะต่อสู้คดีด้วยตนเองหรือผ่านทางผู้ช่วยเหลือทางกฎหมายตามที่เลือกหาเอง สิทธิที่จะได้รับการแจ้งให้ทราบถึงสิทธ ิในการมีผู้ช่วยเหลือทางกฎหมาย ถ้าไม่มีผู้ช่วยเหลือทางกฎหมายและสิทธิที่จะมีการช่วยเหลือทางกฏหมายซึ่งมีการแต่งตั้งให้โดยไม่คิดมูลค่า ถ้าบุคคลนั้นไม่อาจรับภาระ จัดการได้เอง หากจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
    (จ) สิทธิที่จะถามพยานซึ่งเป็นปรปักษ์ต่อตน และขอให้หมายเรียกพยานฝ่ายตนมาซักถามภายใต้เงื่อนไขเดียวกับพยานฝ่ายตรงข้ามของตน
    (ฉ) สิทธิที่จะขอความช่วยเหลือให้มีล่ามโดยไม่คิดมูลค่า หากไม่อาจเข้าใจหรือพูดภาษาที่ใช้ในศาลได้
    (ช) สิทธิที่จะไม่ถูกบังคับให้ให้การปรักปรำตนเองหรือรับสารภาพผิด
4. ในกรณีผู้ที่กระทำผิดเป็นเด็กหรือเยาวชน วิธีพิจารณาความเป็นไปให้คำนึงถึงอายุและด้วยความประสงค์จะส่งเสริมการแก้ไขความประพฤติของบุคคลนั้น
5. บุคคลทุกคนที่ถูกลงโทษในความผิดอาญา ย่อมมีสิทธิที่จะอุทธรณ์การลงโทษ และคำพิพากษาต่อศาลสูงให้พิจารณาทบทวนอีกครั้งตามกฎหมาย
6. เมื่อบุคคลใดถูกลงโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาและภายหลังจากนั้นคำพิพากษาได้ถูกกลับหรือได้รับอภัยโทษ โดยเหตุได้ปรากฎข้อเท็จจริงที่เพิ่งค้นพบใหม่ ว่ามีการปฏิบัติขัดต่อความยุติธรรม บุคคลผู้ได้รับโทษอันเป็นผลมาจากการลงโทษดังกล่าวย่อมได้รับการชดใช้ตามกฎหมาย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการไม่เปิดเผยข้อเท็จจริง ในขณะนั้นเป็นผลมาจากบุคคลนั้นทั้งหมดหรือบางส่วน
7. บุคคลย่อมไม่อาจถูกพิจารณา หรือลงโทษซ้ำในการกระทำผิดกรรมเดียวกัน ซึ่งได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษหรือปล่อยตัวแล้วตามกฎหมาย และวิธีพิจารณา ความอาญาของแต่ละประเทศ

ข้อ ๑๕

1. บุคคลจะไม่ต้องรับผิดทางอาญา เพราะกระทำหรืองดเว้นกระทำการใด ถ้าไม่ถึงกับเป็นความผิดทางอาญาตามกฎหมายภายในหรือกฎหมายระหว่างประเทศ ในขณะที่ กระทำการนั้น โทษที่จะลงก็ไม่อาจหนักกว่าโทษที่มีอยู่ในขณะทำการอันเป็นความผิด หากภายหลังการกระทำความผิดนั้น ได้มีบทบัญญัติกฎหมายกำหนดโทษน้อยลง ผู้กระทำย่อมได้รับประโยชน์จากการนั้น
2. ความข้อนี้ไม่กระทบต่อการพิจารณาคดีและการลงโทษบุคคล ซึ่งได้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการอันเป็นความผิดอาญาตามหลักกฎหมายทั่วไป อันรับรอง กันในประชาคมนานาชาติในขณะที่มีการกระทำนั้น

ข้อ ๑๖

บุคคลทุกคนมีสิทธิ์จะได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็นบุคคลตามกฎหมายในทุกสถานที่

ข้อ ๑๗

1. บุคคลจะถูกแทรกสอดในความเป็นอยู่ส่วนตัว ครอบครัว เคหสถานหรือการติดต่อสื่อสารโดยพลการ หรือมิชอบด้วยกฎหมายหาได้ไม่ และจะถูกลบหลู่เกียรติยศและ ชื่อเสียงเกียรติโดยมิชอบ ด้วยกฎหมายหาได้ไม่เช่นกัน
2. บุคคลทุกคนย่อมมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายจากการแทรกแซงหรือการลบหลู่เช่นว่านั้น

ข้อ ๑๘

1. บุคคลทุกคนย่อมมีสิทธิในการเสรีภาพทางความคิด มโนธรรมและศาสนา สิทธินี้รวมถึงเสรีภาพในการเลือกนับถือศาสนาหรือความเชื่อถือและเสรีภาพในการประกาศศาสนา
หรือความเชื่อถือของตนในการสักการะบูชา การปฏิบัติการประกอบพิธีกรรมและการเผยแพร่ศาสนาไม่ว่าจะโดยลำพังตนเอง หรือในประชาคมร่วมกับผู้อื่น และไม่ว่าใน ที่สาธารณหรือเป็นการส่วนตัวก็ตาม
2. บุคคลจะถูกบังคับการใดให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่เสรีภาพในการนับถือ หรือเลือกศาสนาหรือความเชื่อตามคตินิยมของตนหาได้ไม่
3. เสรีภาพในการประกาศศาสนาหรือความเชื่อของบุคคลจะถูกกำจัดก็แต่โดยกฎหมายอันจำเป็นต้องมีเพื่อรักษาความปลอดภัยสาธารณะความสงบเรียบร้อยอนามัย หรือศีลธรรมหรือสิทธิมูลฐานและเสรีภาพของบุคคลอื่นเท่านั้น
4. รัฐภาคีทั้งหลายแห่งกติกาฉบับนี้ รับที่จะเคารพเสรีภาพของบิดามารดาและผู้ปกครองตามกฎหมายในกรณีที่มีในอันที่จะให้การศึกษาทางศาสนา และศีลธรรมแก่เด็ก
ให้เป็นไปตามความเชื่อของตน

ข้อ ๑๙

1. บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะถือเอาความเห็นใดก็ได้โดยปราศจากการแทรกแซง
2. บุคคลทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพในเสรีภาพแห่งการแสดงออก สิทธินี้รวมถึงเสรีภาพที่จะแสวงหา รับและกระจายข่าวและความคิดเห็นทุกรูปแบบโดยไม่คำนึงถึงพรมแดน ทั้งนี้ไม่ว่าด้วยวาจาเป็นลายลักษณ์อักษร หรือการตีพิมพ์ ในรูปของศิลปะหรือโดยอาศัยสื่อประการอื่นตามที่ประสงค์
3. การใช้สิทธิตามที่บัญญัติในวรรค 2 ของข้อนี้ ต้องเป็นไปโดยมีหน้าที่และความรับผิดชอบเป็นพิเศษ ดังนั้นจึงอาจตกอยู่ใต้ข้อจำกัดตัดทอนบางเรื่องแต่ทั้งนี้ต้องบัญญัติไว้ในกฎหมายและเป็นเรื่องจำเป็นแก่
   (ก) การเคารพในสิทธิหรือชื่อเสียงของบุคคลอื่น
   (ข) การรักษาความมั่นคงของชาติ หรือความสงบเรียบร้อย หรือการสาธารณสุขหรือศีลธรรม

ข้อ ๒๐

1. การโฆษณาชวนเชื่อเพื่อการสงครามใด ๆ เป็นส่งพึงต้องห้ามตามกฎหมาย
2. การสนับสนุนความเกลียดชังในชาติ เผ่าพันธุ์ หรือศาสนา ซึ่งนำไปสู่การยั่วยุให้เกิดการเลือกปฏิบัติ การจงเกลียดจงชัง หรือความโหดเหี้ยมเป็นสิ่งพึงต้องห้ามตามกฎหมาย

ข้อ ๒๑

สิทธิในการร่วมประชุมโดยสงบย่อมเป็นที่ยอมรับ การจำกัดตัดทอนการใช้สิทธิ์นี้ นอกเหนือจากที่เป็นไปตามกฎหมายและจำเป็นแก่สังคมประชาธิปไตยเพื่อผลประโยชน ์ทางความมั่นคงของชาติ หรือความปลอดภัย สาธารณะ ความสงบเรียบร้อย การสาธารณสุข หรือศีลธรรม หรือการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น จะมีไม่ได้

ข้อ ๒๒

1. บุคคลทุกคนย่อมมีสิทธิในเสรีภาพแห่งการสมาคมกับผู้อื่น รวมทั้งสิทธิที่จะก่อตั้งหรือเข้าร่วมสหภาพแรงงานเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน
2. การจำกัดตัดทอนการใช้สิทธินี้ นอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ในกฎหมายและจำเป็นแก่สังคมประชาธิปไตย เพื่อผลประโยชน์ทางความมั่นคงของชาติหรือความปลอดภัย สาธารณะความสงบเรียบร้อย การคุ้มครองสาธารณสุขหรือศีลธรรมหรือการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ข้อนี้ย่อมไม่ห้ามการวางข้อจำกัดตัดทอนอันชอบธรรม ด้วยกฎหมายแก่เจ้าหน้าที่ในกองทัพและตำรวจในการใช้สิทธินี้ของบุคคลเหล่านั้น
3. ความในข้อนี้ย่อมไม่ให้อำนาจรัฐภาคีแห่งอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ค.ศ. 1948 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิในการจัดตั้งองค์กร
ในอันที่จะมีมาตรการทางนิติบัญญัติหรือการใช้กฎหมายในทางที่จะกระทบต่อหลักประกันอนุสัญญานั้นได้ให้ไว้แล้ว

ข้อ ๒๓

1. ครอบครัวเป็นหน่วยธรรมชาติ และหลักมูลของสังคมและมีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากสังคมและรัฐ
2. สิทธิของชายและหญิงในวัยที่อาจสมรสได้ในการที่จะสมรส และมีครอบครัวพึงได้รับการยอมรับ
3. การสมรสจะกระทำโดยปราศจากความยินยอมโดยเสรี เพื่อรับรองความเสมอภาคแห่งสิทธิและความรับผิดชอบของคู่สมรสในการที่จะสมรส การอยู่กินระหว่างสมรสและ
การสิ้นสุดของการสมรส ในกรณีเกี่ยวด้วยการสิ้นสุดของการสมรสย่อมต้องมีบทบัญญัติเพื่อการคุ้มครองบุตรเท่าที่จำเป็น

ข้อ ๒๔

1. เด็กทุกคนย่อมมีสิทธิในมาตรการต่าง ๆ เพื่อการคุ้มครองเท่าที่จำเป็นแก่สถานะแห่งผู้เยาว์ในส่วนของครอบครัวของตน สังคมและรัฐ โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ อันเนื่องจากเชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา เผ่าพันธุ์แห่งชาติหรือสังคม ทรัพย์สิน หรือกำเนิด
2. เด็กทุกคนย่อมมีหลักฐานทางทะเบียนทันที่ถือกำเนิดและย่อมได้รับการตั้งชื่อ
3. เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับสัญชาติ

ข้อ ๒๕

พลเมืองทุกคนย่อมมีสิทธิและโอกาสโดยปราศจากความแตกต่างดังกล่าวไว้ในข้อ 2 และปราศจากข้อจำกัดตัดทอนอันไม่สมเหตุสมผล
    (ก) ในอันที่จะมีส่วนในรัฐกิจในโดยตรงหรือผ่านทางผู้แทนซึ่งได้รับเลือกมาอย่างเสรี
    (ข) ในอันที่จะออกเสียงหรือได้รับเลือกตั้งในการเลือกตั้งตามโอกาสอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นการเลือกตั้งทั่วไป และเสมอภาคและโดยการออกเสียงลงคะแนนลับ ซึ่งรองรับหลักการแสดงเจตนา อย่างเสรีของผู้ใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
    (ค) ในอันที่จะเข้าถึงบริการสาธารณะในประเทศของตนบนรากฐานทั่วไปว่าด้วยความเสมอภาค

ข้อ ๒๖

บุคคลทั้งปวงย่อมเสมอภาคกันตามกฎหมายและมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองเท่าเทียมกันโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติใด ๆ ในกรณีนี้พึงมีกฎหมายห้ามการเลือกปฏิบัติใด ๆ และให้หลักประกันคุ้มครองบุคคลทุกคนอย่างเสมอภาคและมีผลจริงจังเพื่อให้ปลอดจากการเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากเชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ความคิดเห็น ทางการเมืองหรืออื่น ๆเผ่าพันธุ์แห่งชาติหรือสังคม ทรัพย์สิน กำเนิดหรือสถานะอื่นใด

ข้อ ๒๗

ในรัฐทั้งหลายซึ่งมีชนกลุ่มน้อยทางเผ่าพันธุ์ ศาสนาหรือภาษา บุคคลผู้เป็นชนกลุ่มน้อยดังกล่าวจะไม่ถูกปฏิเสธสิทธิในอันที่จะมีวัฒนธรรมของตนเอง ในอันที่จะนับถือและ ปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนาหรือ ใช้ภาษาของตนเองภายในชุมชนร่วมกับสมาชิกอื่น ๆ ของชนกลุ่มน้อยด้วยกัน

ภาค ๔
ข้อ ๒๘

1. ให้จัดตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนขึ้นคณะหนึ่ง (ซึ่งต่อไปจะเรียกในกติกาฉบับนี้ว่าคณะกรรมการ) ประกอบด้วย กรรมการ 18 คน และปฏิบัติหน้าที่ตามจะกล่าวถึงต่อไปนี้
2. คณะกรรมการประกอบด้วยผู้มีสัญชาติของรัฐสมาชิกแห่งกติกาฉบับนี้เป็นผู้มีความประพฤติดี และมีความสามารถเป็นที่ยอมรับในทางสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ให้คำนึงถึง ประโยชน์ของการมีกรรมการมีบางคน ผู้มีประสบการณ์ทางกฎหมายในการเข้าร่วมประชุมด้วย
3. กรรมการมาจากเลือกตั้งและปฏิบัติหน้าที่เป็นการเฉพาะตัว

ข้อ ๒๙

1. ให้เลือกกรรมการโดยวิธีลงคะแนนลับจากบัญชีรายชื่อบุคคลผู้มีคุณสมบัติดังกล่าวในข้อ 28 และรัฐภาคีแห่งกติกาฉบับนี้ได้เสนอ
2. รัฐภาคีแห่งกติกาฉบับนี้แต่ละรัฐอาจเสนอชื่อได้ไม่เกิน 2 ชื่อ บุคคลเหล่านี้ต้องเป็นผู้มีสัญชาติของรัฐที่เสนอ
3. บุคคลอาจได้รับการเสนอชื่อซ้ำอีกก็ได้คะแนนลับจากบัญชีรายชื่อบุคคลผู้มีคุณสมบัติดังกล่าวในข้อ 28 และรัฐภาคีแห่งกติกาฉบับนี้ได้เสนอ

ข้อ ๓๐

1. การเลือกตั้งให้กระทำไม่ช้ากว่าหกเดือนนับแต่วันที่กติกาฉบับนี้เริ่มมีผลบังคับใช้
2. อย่างน้อยที่สุดในเวลาสี่เดือนนับแต่วันที่มีการเลือกตั้งกรรมการโดยไม่นับการเลือกตั้งซ่อมเพื่อแทนตำแหน่งที่ว่างตามมาตรา 34 เลขาธิการสหประชาชาติ จะสงคำเชิญชวนเป็นลายลักษณ์อักษร ไปยังรัฐภาคีแห่งกติกาฉบับนี้ให้เสนอรายชื่อผู้ควรดำรงตำแหน่งกรรมการภายในสามเดือน
3. เลขาธิการสหประชาชาติจะเตรียมบัญชีรายชื่อบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อตามลำดับอักษร โดยกำกับรัฐภาคีที่เสนอด้วยและจะจัดส่งบัญชีไปให้รัฐภาคีแห่งกติกาฉบับน ี้ไม่ช้ากว่าหนึ่งเดือนก่อนวันเลือกตั้งแต่ละครั้ง
4. การเลือกตั้งกรรมการให้กระทำในที่ประชุมรัฐภาคีทั้งหลายแห่งกติกาฉบับนี้ ตามที่เลขาธิการสหประชาชาติเรียกประชุม ณ ที่ทำการสหประชาชาติ ในการประชุมนั้น สองในสามของรัฐภาคีแห่งกติกา ฉบับนี้เป็นองค์ประชุม บุคคลได้รับเลือกเป็นกรรมการคือ ผู้ได้รับการเสนอชื่อซึ่งได้คะแนนเสียงสูงสุดและเกินกึ่งหนึ่งของคะแนนเสียง จากผู้แทนรัฐภาคีที่เข้าประชุมและลงคะแนนเสียง


ข้อ ๓๑

1. คณะกรรมการย่อมไม่ประกอบด้วยผู้มีสัญชาติจากรัฐเดียวกันเกินกว่าหนึ่งคน
2. ในการเลือกตั้งคณะกรรมการให้คำนึงถึงการแบ่งส่วนกระจายสมาชิกภาพตามสภาพทางภูมิศาสตร์อย่างทัดเทียมกันและคำนึงถึงการเป็นตัวแทนของอารยธรรม และระบบกฎหมายหลัก ๆที่มีรูปแบบแตกต่างกัน


ข้อ ๓๒

1. กรรมการจะได้รับเลือกให้อยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี ถ้าได้รับการเสนอชื่อซ้ำอีกก็อาจได้รับเลือกใหม่ได้ อย่างไรก็ตามวาระของกรรมการ 9 คน ซึ่งได้รับเลือกในการเลือกตั้ง ครั้งแรกจะสิ้นสุดเมื่อครบกำหนดสองปี รายชื่อของกรรมการทั้ง 9 นี้ ประธานในที่ประชุมจะจับสลากตามที่กล่าวถึงในข้อ 30 วรรค 4 ทันที ภายหลังการเลือกตั้งครั้งแรก
2. การเลือกตั้งภายหลังการครบวาระจะมีขึ้นตามข้อก่อน ๆ ในภาคนี้แห่งกติกาฉบับนี้
3. บุคคลอาจได้รับการเสนอชื่อซ้ำอีกก็ได้


ข้อ ๓๓

1. ในกรณีที่กรรมการอื่น ๆ มีมติเอกฉันท์ว่ากรรมการผู้ใดได้งดการปฏิบัติหน้าที่โดยเหตุอื่น นอกจากงบปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ประธานกรรมการจะแจ้งให้เลขาธิการ สหประชาชาติทราบ ซึ่งจะได้ประกาศให้ตำแหน่งกรรมการของผู้นั้นว่างลงองเป็นผู้มีสัญชาติของรัฐที่เสนอ

ข้อ ๓๔

1. เมื่อมีการประกาศให้ตำแหน่งว่างลงตามข้อ 33 และวาระของกรรมการผู้นั้นเหลืออยู่เกินกว่า 6 เดือน หลังจากการประกาศ เลขาธิการสหประชาชาติจะแจ้งไปยังรัฐภาค ีแห่งกติกาฉบับนี้ แต่ละรัฐให้เสนอรายชื่อเข้ามาภายในสองเดือนตามข้อ 29 เพื่อดำเนินการเลือกตั้งซ่อมต่อไป
2. เลขาธิการสหประชาชาติจะจัดเตรียมรายชื่อบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อตามลำดับตัวอักษร และส่งชื่อเหล่านั้นไปยังรัฐภาคีกติกาฉบับนี้ การเลือกตั้งซ่อมแทนตำแหน่งที่ว่าง จะมีขึ้นตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องในภาคนี้ของกติกาฉบับนี้
3. กรรมการที่ได้รับการเลือกแทนตำแหน่งที่ว่างตามที่ประกาศในข้อ 33 จะอยู่ในตำแหน่งเพียงเท่าวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการที่ตำแหน่งสิ้นสุดลงตามบทบัญญัติในข้อนั้น

ข้อ ๓๕

เมื่อได้รับความเห็นชอบจากสมัชชาสหประชาชาติแล้ว กรรมการย่อมได้รับค่าตอบแทนจากงบประมาณของสหประชาชาติตามข้อความและเงื่อนไข ซึ่งสมัชชา จะกำหนดโดยคำนึงถึงความสำคัญ ในภาระรับผิดชอบของคณะกรรมการ


ข้อ ๓๖ 

เลขาธิการสหประชาชาติจะจัดเจ้าหน้าที่ที่จำเป็นและอำนวยความสะดวกต่าง ๆให้เพื่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการตามกติกาฉบับนี้ จะได้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ


ข้อ ๓๗

1. เลขาธิการสหประชาชาติ จะเรียกประชุมคณะกรรมการเป็นครั้งแรก ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ
2. ภายหลังการประชุมครั้งแรก คณะกรรมการจะมีการประชุมตามเวลาที่กำหนดในข้อบังคับการประชุม
3. คณะกรรมการจะประชุมกันตามปกติ ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ หรือสำนักงาน สหประชาชาติในกรุงเจนีวา


ข้อ ๓๘

ก่อนเริ่มการปฏิบัติหน้าที่กรรมการทุกคนจะปฏิญาณตนในที่ประชุมคณะกรรมการว่าตนจะปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่ลำเอียงและอย่างมีมโนธรรม


ข้อ ๓๙

1. คณะกรรมการจะเลือกตั้งเจ้าหน้าที่ของตนทุกสองปี เจ้าหน้าที่เหล่านี้อาจได้รับเลือกใหม่ก็ได้
2. คณะกรรมการจะเป็นผู้กำหนดข้อบังคับการประชุมของตน แต่ข้อบังคับการประชุมจะต้องมีข้อความอย่างน้อยต่อไปนี้
   (ก) กรรมการ 12 คน เป็นองค์ประชุม
   (ข) การลงมติของคณะกรรมการให้เป็นไปตามเสียงข้างมากของกรรมการที่เข้าประชุม


ข้อ ๔๐

1. รัฐภาคีแห่งกติกาฉบับนี้รับที่จะเสนอรายงานว่าด้วยมาตรการต่าง ๆ ซึ่งตนใช้ในอันที่จะทำให้สิทธิอันได้รับรองไว้ ณ ที่นี้เป็นผลอันจริงจังและว่าด้วยความคืบหน้า ในการใช้สิทธิเช่นว่านั้น
   (ก) ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่กติกาฉบับนี้มีผลใช้บังคับสำหรับรัฐภาคีที่เกี่ยวข้อง
   (ข) ภายหลังจากนั้น ตามที่คณะกรรมการร้องขอ
2. ให้ส่งรายงานทั้งปวงต่อเลขาธิการสหประชาชาติ ผู้ซึ่งจะจัดส่งต่อไปให้คณะกรรมการพิจารณา รายงานนั้นให้แจ้งถึงปัจจัยและอุปสรรคต่าง ๆ อันกระทบต่อการปฏิบัติตามกติกาฉบับนี้ ถ้าหากว่าพึงมี
3. ภายหลังจากที่ได้หารือกับกรรมการแล้ว เลขาธิการสหประชาชาติ อาจจัดส่งรายงานบางส่วนเท่าที่อยู่ในขอบอำนาจของทบวงการชำนัญพิเศษใดไปยังทบวง การชำนัญพิเศษนั้นก็ได้
4. คณะกรรมการจะศึกษารายงานที่รัฐภาคีแห่งกติกาฉบับนี้ได้เสนอ โดยจัดทำรายงานของตนและความเห็นทั่วไปตามที่เห็นสมควรแล้วส่งให้รัฐภาคีนั้น ๆ คณะกรรมการ อาจส่งความเห็นดังกล่าวพร้อมด้วยสำเนารายงาน ที่ได้รับจากรัฐภาคีแห่งกติกาฉบับนี้ ไปยังคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมด้วยก็ได้
5. รัฐภาคีแห่งกติกาฉบับนี้อาจเสนอข้อสังเกตความเห็นที่ได้รับตามวรรค 4 แห่ง ข้อนี้ต่อคณะกรรมการก็ได้


ข้อ ๔๑

1. รัฐภาคีใดแห่งกติกาฉบับนี้ อาจประกาศตามบทบัญญัติในข้อนี้ในเวลาใดก็ได้ว่าตนยอมรับอำนาจของคณะกรรมการในอันที่จะรับและพิจารณาคำกล่าวโทษ
เพื่อพิจารณาตามข้ออ้างของรัฐภาคีนั้นว่า รัฐภาคีอื่นไม่ได้ปฏิบัติตามพันธะที่มีกติกาฉบับนี้ การกล่าวโทษตามข้อนี้ อาจได้รับและมีการพิจารณาได้ก็ต่อเมื่อรัฐภาค
ีซึ่งได้ประกาศยอมรับอำนาจของคณะกรรมการแล้ว เป็นผู้เสนอคณะกรรมการอาจจะไม่รับคำกล่าวโทษใด ๆ หากว่าเกี่ยวข้องกับรัฐภาคีซึ่งมิได้ประกาศเช่นนั้น การพิจารณาคำกล่าวโทษตามข้อนี้ให้เป็นไปตามกระบวนการต่อไปนี้
   (ก) ถ้ารัฐภาคีแห่งกติกาฉบับนี้พิจารณาเห็นว่ารัฐภาคีอื่นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติในกติกาฉบับนี้ก็อาจจัดทำเอกสารกล่าวโทษขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรและเสนอให้รัฐภาคีที่ถูกกล่าวโทษพิจารณาก็ได้ ภายในเวลาสามเดือนนับแต่วันที่ได้รับคำกล่าวโทษ ให้รัฐที่ถูกกล่าวโทษ ให้รัฐที่ถูกกล่าวโทษตอบไปยังรัฐที่ส่งคำกล่าวโทษ
โดยมีคำอธิบายหรือเอกสารรายงานที่ให้ความกระจ่าง เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงกระบวนการภายในประเทศ และวิธีการแก้ไขที่ทำไปแล้วหรือ
รออยู่เท่าที่เป็นไปได้ในกรณีนั้น ๆ
   (ข) ถ้ากระบวนการเช่นนี้ ยังไม่เป็นที่พอใจแก่รัฐภาคีทั้งสองฝ่ายภายในหกเดือน นับแต่วันที่ได้รับคำกล่าวโทษ แต่ละรัฐอาจส่งเรื่องให้คณะกรรมการพิจารณา โดยบอกกล่าวให้คณะกรรมการและรัฐอีกฝ่ายหนึ่งทราบ
   (ค) คณะกรรมการจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับปัญหาที่มาสู่การพิจารณาของตนได้ก็ต่อเมื่อแน่ใจแล้วว่าหนทางแก้ไขปัญหานั้น ๆ ภายในประเทศได้ถูกยกขึ้นอ้างแล้ว ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป แต่หลักนี้มิให้ใช้ในเมื่อวิถีทางเยียวยาได้ถูกยืดออกไปอย่างไม่มีเหตุผลสมควร
   (ง) ให้คณะกรรมการจัดประชุมลับเมื่อมีการพิจารณาคำกล่าวโทษตามข้อนี้
   (จ) ภายใต้แห่งข้อ (ค) คณะกรรมการจะแนะนำหนทางที่เหมาะสมแลถอยทีท้อยอาศัยในปัญหาที่เกิดขึ้นแก่รัฐภาคีที่เกี่ยวข้อง โดยยึดหลักการเคารพต่อสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นมูลฐาน ตามที่รับรองไว้ในกติกาฉบับนี้
   (ฉ) ในกรณีมีปัญหาอ้างอิงถึงคณะกรรมการอาจขอให้รัฐภาคีที่เกี่ยวข้องตามที่กล่าวไว้ในข้อ (ข) เสนอข้อมูลที่เกี่ยวเนื่องกันก็ได้
   (ช) รัฐภาคีที่เกี่ยวข้องตามข้อ (ข) ย่อมมีสิทธิจะมีผู้แทนเข้าชี้แจงเมื่อปัญหาเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ และมีสิทธิที่จะแถลงชี้แจงด้วยวาจาและหรือเป็นลายลักษณ์อักษร
   (ซ) คณะกรรมการจะเสนอรายงานภายในสิบสองเดือน นับแต่วันที่ได้รับคำบอกกล่าวตามข้อ (ข) : (1) ถ้าสามารถสรุปได้ตามข้อ (จ) คณะกรรมการจะจัดทำรายงาน
สรุปข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและบทสรุป(2) ถ้าไม่สามารถสรุปได้ตามข้อ (จ) คณะกรรมการจะจัดทำเพียงรายงานสรุปข้อเท็จจริง ทั้งนี้ให้แนบคำแถลงเป็นลายลักษณ์อักษร และรายงานคำแถลงด้วยวาจาของรัฐภาคีที่เกี่ยวข้องไปกับรายงานฉบับย่อด้วยในทุกกรณี ให้ส่งรายงานดังกล่าวไปยังรัฐภาคีที่เกี่ยวข้อง
2. บทบัญญัติในข้อนี้มีผลใช้บังคับเมื่อรัฐภาคีสิบรัฐแห่งกติกาฉบับนี้ได้ทำคำประกาศตามวรรคหนึ่งของข้อนี้ ให้เก็บรักษาคำประกาศของรัฐภาคีไว้ที่เลขาธิการ
สหประชาชาติซึ่งจะส่งสำเนาประกาศนั้น ๆ ไปยังรัฐภาคีอื่น ๆ คำประกาศจะถอนเมื่อใดก็ได้ โดยบอกกล่าวให้เลขาธิการทราบ การถอนคำประกาศย่อมไม่กระทบกระเทือน การพิจารณาปัญหาตามคำกล่าวโทษซึ่งส่งไปแล้วตามข้อนี้ คำกล่าวโทษของรัฐภาคีใดจะส่งไปภายหลัง การถอนคำประกาศซึ่งเลขาธิการได้รับไว้แล้วไม่ได้ เว้นแต่รัฐภาคี ที่เกี่ยวข้องจะทำคำประกาศใหม่


ข้อ ๔๒

1. (ก) ในกรณีที่ปัญหาซึ่งเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาตามข้อ 41 ยุติลงไม่เป็นที่พอใจแก่รัฐภาคีที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการอาจแต่งตั้งคณะกรรมาธิการประนีประนอม เฉพาะกิจขึ้น (ต่อไปนี้จะเรียกว่า คณะกรรมาธิการ) โดยได้รับความยินยอมจากรัฐภาคีที่เกี่ยวข้องแล้ว คณะกรรมาธิการจะให้คำแนะนำในปัญหาที่เกิดขึ้นแก่รัฐภาค ีที่เกี่ยวข้องฉันมิตรโดยยึดหลักการเคารพต่อกติกาฉบับนี้
   (ข) คณะกรรมาธิการประกอบด้วยบุคคล 5 คน ซึ่งเป็นที่ยอมรับของบรรดารัฐภาคีที่เกี่ยวข้อง ถ้ารัฐภาคีที่เกี่ยวข้องไม่อาจตกลงเรื่ององค์ประกอบของคณะกรรมาธิการ ได้ภายในสามเดือน ให้เลือกตั้งกรรมาธิการที่ไม่อาจตกลงกันได้นั้นเป็นการลับ โดยอาศัยคะแนนเสียงสองในสามของคณะกรรมการ
2. กรรมาธิการดำรงตำแหน่งเป็นการเฉพาะตัว กรรมาธิการย่อมไม่ประกอบด้วยผู้มีสัญชาติของรัฐภาคีที่เกี่ยวข้องหรือที่มิได้เป็นภาคีแห่งกติกาฉบับนี้หรือรัฐภาค ีที่มิได้ประกาศตามข้อ 41
3. ให้คณะกรรมาธิการเลือกกันเองเป็นประธานคนหนึ่ง และกำหนดข้อบังคับการประชุมของตนเอง
4. การประชุมของคณะกรรมาธิการนั้น โดยปกติแล้วให้กระทำที่สำนักงานสหประชาชาติหรือสำนักงานสหประชาชาติในกรุงเจนีวา อย่างไรก็ตาม อาจจัดขึ้น ณ สถานที่อันเหมาะสมตามที่คณะกรรมการจะกำหนดโดยปรึกษากับเลขาธิการสหประชาชาติและรัฐภาคีที่เกี่ยวข้องก็ได้
5. สำนักงานเลขาธิการมาตรา 36 จะเป็นฝ่ายอำนวยความสะดวกแก่คณะกรรมาธิการที่ตั้งขึ้นตามข้อนี้
6. บรรดาข้อมูลข่าวสารที่คณะกรรมาธิการได้รับจะจัดให้แก่คณะกรรมาธิการด้วย และคณะกรรมาธิการอาจขอให้รัฐภาคีที่เกี่ยวข้องเสนอข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวพันกันก็ได้
7. เมื่อคณะกรรมาธิการได้พิจารณาปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ให้เสนอรายงานต่อประธานคณะกรรมการเพื่อส่งต่อไปยังรัฐภาคีที่เกี่ยวข้อง แต่ทั้งนี้ต้องไม่ช้ากว่าสิบสอง นับแต่วันที่ได้รับเรื่องไว้ :
    (ก) ถ้าคณะกรรมาธิการไม่อาจยุติการพิจารณาปัญหาได้ภายในสิบสองเดือนให้ทำรายงานสรุปสถานการณ์ตามที่ได้พิจารณา
    (ข) ถ้าสามารถยุติได้โดยคำแนะนำในปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างฉันมิตร โดยยึดหลักการเคารพสิทธิมนุษยชนตามที่รับรองไว้ในกติกาฉบับนี้ ให้คณะกรรมาธิการจัดทำรายงานสรุปข้อเท็จจริงและข้อยุติ
    (ค) ถ้าไม่อาจหาข้อยุติตามข้อ (ข) ได้ รายงานของคณะกรรมาธิการให้ระบุถึงผลการพิจารณาในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งปวงที่เกี่ยวกับประเด็นระหว่างรัฐภาคีที่เกี่ยวข้อง และความเห็นของคณะกรรมาธิการว่าควรจะเสนอแนะข้อยุติที่เป็นไปได้อย่างไร รายงานนี้ควรจะระบุคำแถลงเป็นลายลักษณ์อักษรและรายงานการ แถลงด้วยวาจา ของรัฐภาคีที่เกี่ยวข้องด้วย
    (ง) ถ้ารายงานของคณะกรรมาธิการเสนอไปตามข้อ (ค) รัฐภาคีที่เกี่ยวข้องอาจแจ้งให้ประธานคณะกรรมาธิการทราบว่า ตนยอมรับสาระตามรายงานของคณะกรรมาธิการ หรือไม่ ทั้งนี้ต้องกระทำภายในสามเดือนนับแต่ได้รับรายงานดังกล่าว
8. บทบัญญัติในข้อนี้ไม่กระทบต่อความรับผิดชอบของคณะกรรมการตามข้อ 41

9. รัฐภาคีที่เกี่ยวข้องจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของคณะกรรมาธิการตามที่เลขาธิการสหประชาชาติประมาณการอย่างเท่าเทียมกัน
10. เลขาธิการสหประชาชาติมีอำนาจจ่ายทดลองค่าใช้จ่ายแก่คณะกรรมาธิการไปก่อนได้ ถ้าหากจำเป็น ก่อนที่จะได้ชดใช้คืนจากรัฐภาคีที่เกี่ยวข้องตามวรรค 9 ของข้อนี้


ข้อ ๔๓ 

กรรมการและคณะกรรมาธิการประนีประนอมเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นตามข้อ 42 ย่อมมีอำนาจใช้ประโยชน์ มีเอกสิทธิ์ และมีความคุ้มกันในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่ปฏิบัติหน้าที่ ของสหประชาชาติตามที่กำหนด ในบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิ์และความคุ้มกันของสหประชาชาติ


ข้อ ๔๔

บทบัญญัติในการปฏิบัติตามกติกาฉบับนี้ย่อมใช้ได้โดยไม่กระทบต่อกระบวนการในทางสิทธิมนุษยชนดังที่กำหนดในเอกสารและอนุสัญญาต่าง ๆ ของสหประชาชาติ และทบวงการชำนัญพิเศษ และไม่ตัดสิทธิรัฐภาคีแห่งกติกาฉบับนี้ในอันที่จะแสวงหาทางแก้ไขตามกระบวนการอื่น ๆ เพื่อระงับข้อพิพาทตามข้อตกลงระหว่างประเทศที่ทำขึ้น ในระหว่างกันเป็นการเฉพาะหรือเป็นการทั่วไป


ข้อ ๔๕

คณะกรรมการเสนอรายงานประจำปีว่าด้วยกิจกรรมของตนไปยังสมัชชาสหประชาชาติโดยผ่านทางคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม


ภาค ๕
ข้อ ๔๖

จะตีความข้อความใดในกติกาฉบับนี้ในทางที่ขัดต่อบทบัญญัติในกฎบัตรสหประชาชาติ และธรรมนูญของทบวงการชำนัญพิเศษ ซึ่งกำหนดความรับผิดชอบขององค์การต่าง ๆ ของสหประชาชาติ และของทบวงการชำนัญพิเศษในเรื่องที่กติกาฉบับนี้พาดพิงไปถึงหาได้ไม่


ข้อ ๔๗

จะตีความข้อความใดในกติกาฉบับนี้ในทางที่ขัดต่อสิทธิอันมีมาแต่กำเนิดของปวงชนในอันที่จะใช้สอยและรับประโยชน์จากความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติของตนอย่างเต็มภาคภูมิและอิสระหาได้ไม่

ภาค ๖
ข้อ ๔๘

1. กติกาฉบับนี้เปิดให้รัฐซึ่งเป็นสมาชิกของสหประชาชาติหรือสมาชิกทบวงการชำนัญพิเศษรัฐภาคีแห่งธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศและรัฐอื่น ๆ ซึ่งสมัชชา แห่งสหประชาชาติได้เชิญให้เข้าร่วมเป็นภาค ีกติกาฉบับนี้ลงนามได้
2. กติกาฉบับนี้ต้องมีการให้สัตยาบัน สัตยาบันสารจะต้องเก็บรักษาไว้ที่เลขาธิการสหประชาชาติ
3. กติกาฉบับนี้จะเปิดให้รัฐซึ่งกล่าวถึงในวรรค 1 ของข้อนี้เข้าภาคยานุวัติได้
4. ภาคยานุวัติจะมีผลเมื่อมีการมอบภาคยานุวัติสารให้เก็บรักษาไว้ที่เลขาธิการสหประชาชาติ
5. เลขาธิการสหประชาชาติจะเป็นผู้แจ้งไปให้รัฐทั้งหลายซึ่งได้ลงนาม หรือเข้าภาคยานุวัติกติกานี้แล้วได้ทราบถึงการที่มีการมอบสัตยาบันสารหรือภาคยานุวัติสา เก็บรักษาไว้ที่ตน


ข้อ ๔๙

1. กติกาฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้เมื่อครบกำหนดสามเดือนนับแต่วันที่ได้รับมอบสัตยาบันสารหรือภาคยานุวัติสารฉบับที่ 35 ต่อเลขาธิการสหประชาชาติแล้ว
2. สำหรับแต่ละรัฐซึ่งได้ให้สัตยาบันกติกาฉบับนี้หรือได้เข้าภาคยานุวัติ ภายหลังจากที่ได้มอบสัตยาบันสารหรือภาคยานุวัติฉบับที่ 35 แล้ว กติกาฉบับนี้จะมีผลใช้บังคับ เมื่อครบกำหนดสามเดือนนับแต่ที่ได้มอบสัตยาบันสาร หรือภาคยานุวัติสารของรัฐนั้น ๆ


ข้อ ๕๐

 บทบัญญัติในกติกาฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ตลอดทั่วทุกภาคของรัฐที่เป็นรัฐรวมโดยปราศจากข้อจำกัดหรือข้อยกเว้นใด ๆ


ข้อ ๕๑

 1. รัฐภาคีแห่งกติกาฉบับนี้รัฐหนึ่งอาจเสนอขอแก้ไขเพิ่มเติมและยื่นเรื่องราวต่อเลขาธิการสหประชาชาติได้ ต่อจากนั้นเลขาธิการสหประชาชาติจะติดต่อส่งบทแก้ไขเพิ่มเติม ที่เสนอไปยังบรรดา รัฐภาคีทั้งหลายแห่งกติกาฉบับนี้พร้อมทั้งร้องขอให้แจ้งไปยังตนว่า เห็นควรให้มีการประชุมบรรดารัฐภาคีทั้งหลายเพื่อพิจารณาและลงมติในข้อเสนอ อย่างไรหรือไม่ ในกรณีที่ปรากฏว่าอย่างน้อยหนึ่งในสาม ของบรรดารัฐภาคีเห็นควรให้มีการประชุม เลขาธิการจะเรียกประชุมโดยความอนุเคราะห์ของสหประชาชาติ บทแก้ไขเพิ่มเติมซึ่งบรรดารัฐภาคีฝ่ายข้างมากที่เขาร่วมประชุมได้รับรองและลงมติเห็นชอบ ในการประชุมแล้วให้นำเสนอต่อสมัชชาสหประชาชาติเพื่อรับความเห็นชอบ
2. บทแก้ไขเพิ่มเติมจะมีผลบังคับใช้เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้วจากสมัชชาสหประชาชาติ และเสียงข้างมากสองในสามของรัฐภาคีแห่งกติกานี้ได้ยอมรับ ตามกระบวนการทางรัฐธรรมนูญของรัฐนั้น ๆ
3. บทแก้ไขเพิ่มเติมที่มีผลบังคับใช้ย่อมมีผลผูกพันบรรดารัฐภาคีทั้งหลาย ซึ่งได้ยอมรับแล้ว ส่วนบรรดารัฐภาคีอื่นยังคงผูกพันตามบทบัญญัติในกติกาฉบับนี้ และบทแก้ไข เพิ่มเติมก่อน ๆ ซึ่งได้เคยรับรองแล้ว



ข้อ ๕๒

 นอกเหนือจากที่ต้องดำเนินการแจ้งข้อ 48 วรรค 5 เลขาธิการสหประชาชาติจะแจ้งไปยังบรรดารัฐทั้งหลายที่กล่าวถึงในวรรค 1 ของข้อเดียวกันในเรื่องต่อไปนี้ :
    (ก) การลงนาม การให้สัตยาบัน และการเข้าภาคยานุวัติตามข้อ 48
    (ข) วันที่กติกาฉบับนี้ผลบังคับใช้ตามข้อ 49 และวันที่บทแก้ไขเพิ่มเติมมีผลใช้บังคับตามข้อ 51


ข้อ ๕๓

1. กติกาฉบับนี้ซึ่งตัวบทภาษาจีน อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย และสเปน เป็นต้นฉบับแท้จริงเท่าเทียมกัน ให้เก็บรักษาไว้ ณ หอเอกสารของสหประชาชาติ
2. เลขาธิการสหประชาชาติ จะส่งสำเนากติกาฉบับนี้อันได้รับรองแล้วไปให้บรรดารัฐทั้งหลายตามที่กล่าวถึงไว้ในข้อ 48

 



[1] ที่มา : ศูนย์ศึกษาสิทธิมนุษยชนและสันติวิธี (http://www.msu.ac.th/politics/CHRN/chrn_1.htm)

โดย ครส.

 

กลับไปที่ www.oknation.net