วันที่ พฤหัสบดี สิงหาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไม้กวาดดอกหญ้า กับปัญหาคาราคาซัง


ไม่แน่ใจเท่าไหร่นักว่าเดี๋ยวนี้เจ้าไม้กวาดดอกหญ้ายังเป็นเพื่อนสามัญประจำมือแม่บ้านอยู่รึเปล่า หรือว่ากลายเป็นหน้าที่ของเครื่องดูดฝุ่นไปเสียแล้ว เพราะก็แค่เสียบปลั๊กแล้วไถไปไถมาให้มันใช้พลังไฟฟ้าดูดฟื้ดๆเดี๋ยวเดียวก็เสร็จสะอาดเรียบร้อย

แต่บางทีเชยๆเสียบ้างมันก็น่าจะดีเหมือนกันนี่ ดีกว่าเก็บกักแรงงานคนเอาไว้ไม่ยอมใช้ แล้วหันไปเบียดเบียนพลังงานโลกมาใช้ ส่วนแหล่งพลังงานที่ยังหายใจได้อย่างเราๆกลับไม่ยอมเอาพลังงานตัวเองออกมาใช้ มัวแต่เก็บกักไว้เพื่อรอวันไปปะทุเป็นโรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคอ้วน และอื่นๆอีกมากมาย ใช้บริการแหล่งพลังงานจากซากพืชซากสัตว์ไปนานเข้าๆ โลกก็เลยเสียสมดุล กลายเป็นเหมือนผู้หญิงวัยทองที่กำลังหงุดหงิด ปรวนแปรเข้าใส่ไม่เลือกหน้าอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้

หนักเข้า คนเราลืมกันไปเสียเฉยๆว่า เซลล์ทุกเซลล์ภายในตัวเรานี่ก็แหล่งพลังงานชั้นยอดเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ทันสมัยน้อยๆหน่อย แต่เอาพลังงานที่ล้นเกินในตัวเราออกมาใช้ให้มากๆหน่อย ก็น่าจะดีอยู่เหมือนกัน

แล้วจะว่าไป การกวาดบ้านก็ไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจรังงอนอะไรนัก จริงๆมันคือตัวเลือกอันดับต้นๆที่บรรดาพวกเวรทั้งหลายจะเลือกทำกัน เอ่อ... หมายถึงการแบ่งเวรทำความสะอาดห้องเรียนตอนเด็กๆน่ะ ในครั้งนั้น การกวาดบ้านดูจะเป็นสิ่งที่น่าพิสมัยมากกว่าการเทขยะ หรือการเช็ดกระจกที่ต้องเอามือไปใกล้ชิดกับคราบเลอะๆ เหนียวๆ และบางครั้งเหม็นๆด้วย มากกว่าการจับด้ามไม้กวาดปัดไปปัดมาอันเรียกได้ว่าเป็นงานสบาย

ฉันสบายๆกับงานแสนสบายนี้มาจนกระทั่งขึ้นม.1 ครูประจำชั้นซึ่งเป็นครูภาษาไทยแต่สนิทสนมเป็นพิเศษกับครูสอนวิชาการงานพื้นฐานอาชีพนั้น เข้มงวดกวดขันกับการกวาดห้องเสียจนฉันต้องสำนึกในพระคุณที่ทำให้ฉันกวาดบ้านเป็นจริงๆ จำได้ว่าครูจะตรวจความสะอาดเรียบร้อยแบบเก็บทุกเม็ดเช็คทุกตารางนิ้ว และถ้าครูเห็นว่ายังคงมีฝุ่นอยู่ ครูก็ไม่มีทางปล่อยให้ได้กลับบ้าน แต่ต้องกวาดใหม่หมดทั้งห้องอีกครั้ง อีกครั้ง แล้วก็อีกครั้ง

แล้วฉันก็ได้เรียนรู้สัจธรรมว่า การกวาดบ้านไม่ใช่งานที่คู่ควรกับคนใจร้อนอย่างฉันเลย

เพราะเจ้างานบ้านพื้นฐานชนิดนี้ต้องใช้วิทยายายุทธสูงไม่ใช่เล่น นับได้ว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ต้องอาศัยความอดทน ใจเย็น และความมุ่งมั่นอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ใครเคยสังเกตบ้าง ว่าการกวาดบ้านก็น้องๆการฝึกทำสมาธิเหมือนกัน เชื่อเถอะ กวาดไปฟุ้งซ่านไปอย่างไรก็ไม่สะอาด

ก็ใครว่ามันเป็นงานสบายๆเล่า ทุกครั้งที่เจ้ามัดดอกหญ้ากระทำหน้าที่ของมันตามแรงบังคับของข้อมือ ปาเก้สีน้ำตาลไหม้เงาวับก็ดูเหมือนกับจะไม่ให้ความร่วมมือเท่าไหร่นักในการดักเจ้าฝุ่นฟุ้งสีขาวแสนซนให้อยู่รวมกันอย่างเฉยๆ ยิ่งพอเจอกับรองเท้าปาแตง หรือรองเท้าแตะทำจากผ้าสำหรับใส่ในบ้าน ที่ลงขี้ผึ้งเอาไว้สำหรับให้นักเรียนคอนแวนต์ใส่เดินไปขัดพื้นไปด้วยนั้น พื้นก็ยิ่งลื่นเป็นมัน การเอาฝุ่นมารวมๆกันเพื่อให้สะดวกต่อการโกยทิ้งหรือกำจัดทิ้งไปก็ยิ่งยากเข้าไปอีก กวาดทีก็ลื่นไถลไปไกล ไม่ยอมอยู่รวมๆกัน ยิ่งใจร้อนกระหน่ำกวาดเท่าไหร่ แทนที่เศษผงต่างๆมันจะมารวมกันโดยดุษณี ฝุ่นเจ้ากรรมมันก็ยิ่งฟูขึ้นมากระจายทั่วห้อง กวาดเท่าไร่ก็กวาดไม่เสร็จ ตอนใช้ที่โกยผงโกยเจ้าขยะดื้อด้านกองนั้น ก็ถือได้ว่าเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด เพราะกวาดที ถ้าฝุ่นไม่ใส่รองเท้าสเก็ตช์ลื่นไถลออกนอกที่โกยผง มันฟุ้งขึ้นมาเยาะเย้ยฉันให้เห็นได้ชัดๆใกล้ๆเสียนี่

ฉันเคยทำสถิติกวาดพื้นห้องมากที่สุดถึง 12 รอบ กวาดกันจนขำ โมโห แล้วก็กลับมาขำใหม่ จนสุดท้าย ...สงบนิ่ง ฉันกวาดจนกระทั่งพอมาถึงการกวาดรอบท้ายๆนั้น ก็ได้พบว่าแท้จริงแล้วเจ้าไม้กวาดด้ามนี้มันกำลังกวาดตัวเองอยู่ ไม่ใช่ฝุ่นผงที่ไหนหรอก มันหมดไปตั้งนานแล้ว แต่กลับเป็นไอ้เจ้าเศษดอกหญ้าที่ผละจากเคหสถานด้ามไม้กวาดมาพำนักอยู่บนพื้นห้องโดยไม่ได้รับเชิญนี่ต่างหากที่ทำให้งานของฉันไม่เสร็จเสียที ความฉลาดอันมีอยู่น้อยนิดของฉันกระซิบบอกมาว่า ก็กวาดเบาๆสิ ละมุนละม่อมกับมันเสียหน่อย มัวแต่กวาดแรงๆ ระบายอารมณ์ใส่การกวาดพื้น เจ้าดอกหญ้าเหล่านั้นมันก็ต้องหลุดออกเป็นธรรมดา แทนที่จะหมดปัญหา แต่ความรุนแรงที่ไม่จำเป็น ยิ่งกลายเป็นการเพิ่มภาระให้มาตามแก้กันไม่จบไม่สิ้น

ถ้าไม่เข้าข้างตัวเองมากจนเกินไป ฉันว่าฝีมือการกวาดบ้านของฉันกระเตื้องขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดูได้จากจำนวนรอบการกวาดที่ค่อยๆลดลงเรื่อยๆ จากสิบกว่ารอบ ลดลงเหลือแค่ประมาณ เจ็ดรอบ หกรอบ ห้ารอบ และดีขึ้นมาเรื่อยๆจนในที่สุดเมื่อถึงวันท้ายๆของการเรียนชั้นม.1 ฉันกวาดแค่รอบเดียวก็ผ่านแล้ว มันเป็นความภาคภูมิเสียยิ่งกว่าการสอบได้ที่เจ็ดเสียอีก ฉันอวดเพื่อนๆ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครเข้าใจความภูมิใจอันน้อยนิดมหาศาลของฉันได้เลยนอกจากเพื่อนร่วมห้องที่เคยคุ้นกับความเฮี้ยบของครูประจำชั้นท่านเดียวกันนี้มาตลอดเกือบหนึ่งปี

ฉันยังไม่มีโอกาสย้อนกลับไปบอกครูท่านนั้นเลยว่า ครูไม่เพียงแต่สอนฉันให้กวาดบ้านเป็นเท่านั้น แต่บทเรียนจากการกวาดซ้ำแล้วซ้ำอีก ที่ฉันทำไปโมโหไป จนขำ จนแค้น จนขำอีกครั้ง และในที่สุดปลงตก ซึ่งในความสงบนิ่งของอารมณ์ปลงตกนี้เองที่ทำให้ฉันได้เรียนรู้อะไรมากมาย ฝุ่นผงกับพื้นลื่นๆ และเศษดอกหญ้านั้น ต่างก็สอนให้ฉันรู้จักการจัดการกับปัญหาด้วยความใจเย็น ความรุนแรงแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจพางานเสียทั้งแถบ ต้องตามกวาดฝุ่นผงที่ฟุ้งกระจาย และเศษดอกหญ้าที่หลุดลุ่ยออกมานั้นกันอีกรอบ อีกรอบ และอีกรอบ

ฉันไม่รู้ว่าการดูดฝุ่นสอนอะไรรึเปล่า เพราะฉันไม่เคยต้องดูดฝุ่นถึงสิบสองรอบ และถ้าให้ทำ ฉันก็ไม่นึกอยากด้วย มันหนวกหูจะตาย

สู้หยิบไม้กวาดดอกหญ้าเชยๆขึ้นมากวาดพื้นเงียบๆ

สบายใจกว่ากันเยอะเลย


เสี้ยวตะวัน พระจันทร์ข้างฝา -- เรื่อง

โดย เสี้ยว

 

กลับไปที่ www.oknation.net