วันที่ ศุกร์ สิงหาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คนตาบอด ต่อสู้กับคนตาดี “สว.มณเฑียร บุญตัน”


เรื่อง สุทธิคุณ กองทอง ภาพ ชวรินทร์​ เผงสวัสดิ์

คนตาบอด ต่อสู้กับคนตาดี

“สว.มณเฑียร บุญตัน”           

           

            โลกเทคโนโลยีมีการพัฒนาไปไกลแค่ไหนก็ไม่ได้ช่วยให้คนพิการลดจำนวนลงได้  สว. มณเฑียร บุญตัน ถือเป็นบุคคลตัวอย่างไม่ยอมแพ้กับโชคชะตาที่ตาบอดตั้งแต่อายุ 3 เดือน แต่ด้วยความมุ่งมั่นทำความฝันเรียนจบปริญญาโทที่อเมริกา


            วันนี้ WHO? ได้มีนัดสัมภาษณ์ อ.มณเฑียร บุญตัน นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา(สว.) แล้วเป็น สว.ตาบอดเพียงคนเดียวจากทั้งหมด 150 คน อาคารรัฐสภา 2 เป็นสถานที่นัดหมาย นับว่าโชคดีที่เราได้เจออาจารย์พอดี แต่ อ.มณเฑียรบอกว่าจะกลับแล้ว ลืมสนิทว่ามีนัดสัมภาษณ์ จึงพานั่งรถแท็กซี่ไปคุยกันที่ สมาคมย่านดินแดงแทน เป็นเรื่องน่าทึ่งอย่างมากเมื่อ อ.มณเฑียรเดินขึ้นลงสมาคมเหมือนคนตาดี แล้วชวนคุยอย่างอารมณ์ดีก่อนที่จะเดินไปเปิดไฟ เปิดแอร์ด้วยตัวเอง 

            อ.มณเฑียร พาไปนั่งในห้องประชุมพร้อมยิ้มให้  เล่าว่า ชีวิตในวัยเด็กเกิดมาเป็นลูกชาวนาบ้านน้ำฉ่ำ อ.สูงแม่น จ.แพร่ เมื่อแรกเกิดไม่มีความผิดปกติ กระทั่งล่วงเลยเข้าสู่เดือนที่สามมีบางอย่างทำให้รู้ว่าตาบอด พ่อแม่ต่างเสียใจ โดยมีความเชื่อในกรรมเวร แม้ตาบอดก็ไม่ได้มองตัวเองเป็นคนตาบอดหรือมีปมด้อย  แต่สิ่งที่บรรยายได้คือรำคาญ เหตุที่รำราญเพราะการตาบอดเราอยู่ในโลกที่ไม่ได้ใช้สายตาเป็นใหญ่มันย่อมมีความไม่สะดวกเป็นธรรมดา

            สมัยเป็นเด็กก็เล่นกับเพื่อนๆ ไม่รู้สึกว่าเรามีปมด้อยอะไร  สิ่งที่ทำให้เขาเริ่มรู้สึกแตกต่าง คือ เสียงหัวเราะของเด็กและผู้ใหญ่บางคนที่เอาความต่างของเขามาเป็นเรื่องสนุก  แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เขารับรู้ถึงความด้อย แต่มันกลับแปรเปลี่ยน เด็กชายที่สดใสให้เป็นคนแกร่ง ส่งผลให้เขากลายเป็นเด็กก้าวราวในสายตาผู้ใหญ่ เมื่อเขาไม่พอใจ โดนเกรง เขามีลูกน้อง หรือน้องๆ จึงวางแผนกันว่าเมื่อไรที่เขาทำเขาเจ็บ เขาจะต้องลงโทษ และตอบโต้ เช่น อาจทำลายข้าวของ เอาหนังสติ๊กไปยิงกระจกบ้านจนแตกบ้าง

            //มองเห็นความแต่งต่างที่เพื่อนๆ ไปเรียน

            เมื่อเพื่อนๆ ต่างเข้าเรียนยิ่งเริ่มรู้สึกแตกต่าง เพราะโรงเรียนในหมู่บ้านไม่รับคนตาบอดเข้าเรียน ตรงนี้ทำให้รู้สึกแตกต่างว่ามัน เป็นความเสียเปรียบ แต่ไม่ได้เป็นความเสียเปรียบที่เราตาบอด แต่เป็นความเสียเปรียบที่ระบบ ทำไมระบบการศึกษาถึงไม่ต้อนรับคนตาบอด ความเป็นเด็กสมัยนั้นยังไม่ได้คิด เพียงแค่แปลกใจว่าทำไมถึงไม่ได้ไปเรียนหนังสือเหมือนเพื่อนคนอื่น พ่อแม่ต่างก็ช่วยอธิบายให้เราฟังว่าที่นี้ไม่มีโรงเรียนสอนคนตาบอด พ่อแม่จึงส่งเราไปเรียนที่เชียงใหม่ตามคำแนะนำของอา

            โรงเรียนประจำทำให้ได้เรียนรู้ในการที่จะอยู่กับผู้คนร้อยพ่อพันธุ์แม่ โรงเรียนประจำสอนให้ใช่ชีวิตแบบวัฒนธรรมกลุ่ม คือ คนตาบอดที่จะถ่ายทอดจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง รู้จักแก้ปัญหาชีวิตประจำวัน อย่างที่บอกว่าเราอยู่ในโลกของความน่ารำราญ ฉะนั้น มันก็จะมีเทคนิควิธีในการแก้ปัญหาหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบตัวเอง โรงเรียนประจำก็จะมีเวร ที่คอยสอนแล้วฝึกให้ทำเองทุกคน เช่น ซักผ้า ล้างจาน เวรจัดโต๊ะอาหาร ทั้งหมดนี้ได้หล่อหลอมทำให้เราแกร่งขึ้นสามารถอยู่ร่วมกับคนได้

            //ครูปราณี เหมือนน้ำทิพย์โฉลมใจ

            ผลการเรียนของมณเฑียรถือว่าอยู่ในระดับดีเยี่ยม จนฉายแววให้ครูปราณี สุดเสียงสังข์ ครูสอนภาษาสอนอังกฤษคนแรกที่ช่วยหาทางให้เขาได้เรียนในโรงเรียนที่จะช่วยส่งเสริมความสามารถของเขาให้มากยิ่งขึ้น ครูปราณีเห็นว่า เด็กโรงเรียนสอนคนตาบอดประสบความสำเร็จสามารถสอบเข้าเซนต์คาเบียลในกรุงเทพได้สำเร็จ ขณะนั้นเขาเองก็มีทางเลือกอยู่ทางหนึ่งคือ เข้าโรงเรียนสอนคนตาบอดในกรุงเทพ กับ ร.ร.มงฟอร์ต

            สิ่งที่ทำให้เด็กชายมณเฑียรมั่นใจตัดสินใจไม่ผิด เมื่อ ร.ร.มงฟอร์ตกลายเป็นโลกที่ไม่อาจรู้ว่าจะต้องพบกับอะไรที่รออยู่ข้างหน้า แต่คำว่า เธอต้องทำได้ ประโยคของครูปราณีที่สร้างกำลังใจอย่างมาก  ทำให้ต้องเดินหน้าต่ออย่างมั่นคง ด้วยการค้นหาวิธีเพื่อให้ตัวเองเรียนร่วมกับคนอื่นๆได้ เขาหนักใจมาก เพราะสมัยนั้นไม่มีทั้งหนังสือเสียง หรือหนังสือที่เป็นอักษรเบรลล์  ทันใดนั้น น้ำเสียงเย็นชาของอาจารย์ท่านหนึ่งสำทับเอาไว้เมื่อตอนที่เขาเข้าเรียนที่มงฟอร์ตว่า เขาจะไม่ได้การบริการพิเศษใดๆ ต่างจากคนอื่น และมันก็เป็นไปตามนั้นจริงอย่างที่อาจารย์ได้บอกไว้

            เขาเข้าไปเรียนด้วยความมุ่งมั่นได้ซื้อหนังสือมาแล้วก็หาอาสมัครมาอ่านให้ฟัง เนื่องจากสมัยเมื่อ 30 ปีที่แล้วรัฐบาลไทยยังไม่คิดเรื่องเรียนร่วมระหว่างคนพิการกับคนปกติ แต่ดีที่โรงเรียนเปิดกว้างให้เราเรียนโดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน ครูตั้งใจสอน ถือว่าดีมากในยุคนั้น ส่งการบ้านก็ต้องพิมพ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ หลายคนคงสงสัยว่าตาบอดแล้วพิมพ์ดีดได้

            “ผมเองถูกปลูกฝังให้ใช้พิมพ์ดีดสัมผัสตั้งแต่ประถม พอเข้ามงฟอร์ตก็ซื้อพิมพ์ดีดสองเครื่องทั้งไทยกับอังกฤษ ผมก็หิ้วพิมพ์ดีดไปโรงเรียนเกือบทุกวัน หนักมาก สิ่งนี้ทำให้ผมมีวันนี้ อาจเป็นเพราะว่าผมเรียนหนังสือดีมาตลอด เป็นทั้งหัวหน้าชั้น เป็นผู้นำ พ่อแม่ก็ส่งเสริมเรื่องการศึกษา ท่านก็จะพูดตลอดเวลาเราเป็นคนจน เราไม่ได้มีที่นาไร่มากมาย สิ่งที่จะช่วยให้เราอยู่รอดต่อไปได้ก็คือ การศึกษา พ่อแม่ผมก็เป็นชาวนาแต่ว่าท่านใช้สมองในการเพิ่มรายได่ให้กับครอบครัวด้วยการค้าขาย” นี่เป็นเสมือนแรงผลัดดันให้เรียนรู้การต่อสู้ชีวิตจากพ่อแม่

            //ความท้าทายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

            หลังจบชั้น ม.6 เขาต้องเจอปัญหาใหญ่อีกครั้งเมื่อต้องเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะมนุษย์ศาสตร์ เอก อังกฤษ ถึงแม้จะสอบผ่านมาได้ด้วยคะแนนสูงสุด แต่ทัศนคติเรื่องความสามารถของคนพิการก็ยังไม่ได้รับการยอมรับอยู่ และก็ยิ่งจะย้ำประโยคข้างต้นได้อย่างชัดเจนจากอาจารย์ที่สอบสัมภาษณ์ว่า 

“คุณจะเดินเรียนเหมือนเพื่อนได้หรือเปล่า คุณจะเดินหาห้องเรียนเวลามีการเปลี่ยนชั่วโมงเรียนได้หรือ”

“ผมสามารถจัดการได้ครับ เพราะผมเคยเรียนในโรงเรียนปกติในชั้นมัธยม”

“เราไม่มีครูและหลักสูตรสำหรับคนตาบอด”

“ถ้าผมสอบตกวิชาใด วิชาหนึ่ง ผมจะลาออก”

            ระหว่างเรียนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่พยามเข้ากลุ่มกับเพื่อนเพื่อติววิชากัน เขาเก่งภาษาอังกฤษได้ติวให้เพื่อนๆ หรือไปร่วมกิจกรรมจนเพื่อนมีความประทับใจ มีความศรัทธาในตัวเรา เขาก็จะอ่านหนังสือให้เราฟัง จะไปหวังว่าเท็คบุ๊คลอยมาหาเรามันก็ไม่มีเหมือนเดิม แต่โชคดีที่เท็คบุ๊คภาษาอังกฤษสามารถยืมจากห้องสมุดต่างประเทศได้ ถือเป็นวิชาเดียวเท่านั้นที่มีเท็คบุ๊คเป็นอักษรเบรลล์ เขาบอกกับตัวเองว่าการเรียนเท่านั้นที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากคนด้อยโอกาส  

            เขาไม่ได้เก่งในเรื่องเรียนอย่างเดียว  แต่ยังมีพรสวรรค์ทางด้านดนตรี ที่สมัยก่อนมีความเชื่อกันว่าคนตาบอดมีความเก่งได้อย่างน้อยน่าจะเล่นดนตรี ร้องเพลงได้ ตรงนี้เป็นสิ่งที่สังคมคาดหวังกับเด็กที่ตาบอด จากที่เล่นดนตรีก็กลายเป็นความชอบขึ้นมาจนสามารถเรียบเรียงเสียงประสานได้ ส่วนเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่เล่นคือ กีตาร์ จนมาถึงคีบอร์ด และเข้าประกวดได้รับรางวัลรองชนะเลิศ

            //เคยฝันสักวันต้องไปศึกษาเมืองนอก

            ด้วยความสามารถทางดนตรี ทำให้เขาได้รับการคัดเลือกให้รับทุนการศึกษาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนในสถาบันที่มีความเด่นทางด้านศิลปศาสตร์การดนตรี ในมหาวิทยาลัยเซนโอลาฟ ที่สหรัฐอเมริกา โดยต้องแข่งขันกับคนตาดีอีก 40 คน ก่อนที่จะได้ทุนนี้เคยตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะต้องไปศึกษายังต่างประเทศ ท่องไปในโลกกว้าง ที่คนตาบอดสามารถจับต้องได้ สมัยเรียนอยู่มงฟอร์ตเกือบจะได้แต่ต้องเปลี่ยนศาสนาก็เลยไม่ไป

            ความฝันกลายเป็นจริง เมื่อสอบชิงทุนไปเรียนทางด้านดนตรี  เขาเดินทางสู่โลกใหม่ที่อเมริกาครั้งนี้ นอกจากเขาจะได้เรียนในสิ่งที่เป็นความฝัน คือการสร้างสรรค์ดนตรีเพื่อค้นหาความงาม ความจริงสูงสุด เขายังสร้างความประหลาดใจให้กับมหาวิทยาลัยที่ส่งเขาไปตรงที่เขาทำหน้าที่นักศึกษาจากประเทศไทย ที่แสดงศักยภาพของเด็กไทยอย่างเต็มที่ ไม่ว่าเวทีไหน การแสดง หรือ ปาฐกถาเมื่อเจ้าภาพเชิญมา เขาไม่เคยขัดและยังทำหน้าที่ได้ประทับใจ เป็นการทำหน้าที่ฑูตวัฒนธรรมอย่างเข้มข้น จนจบปริญญาตรีทางด้านดนตรีอีกหนึ่งใบ

            เขาเล่าด้วยนำเสียงที่ภูมิใจ พร้อมเล่าต่อว่า ไม่นานได้รู้จักกับองค์กรเพื่อคนตาบอดที่เก่าแก่คือNFB (National Federation of the Blind) ที่นี่ได้กลายเป็นแหล่งความรู้ใหม่ของการเรียนรู้ของสิทธิ ความเท่าเทียม และ ศักยภาพของคนตาบอดของบรรดาสมาชิกในองค์กร ซึ่งน่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก และสมาชิกที่มีชื่อเสียงของที่นี่หลายคนได้กลายเป็นแรงและแนวร่วมที่ให้ความมั่นใจว่า การมองไม่เห็นไม่ใช่ปัญหา คนตาบอดอาจทำได้หากใจเต็มร้อย

            “ท่องไปในโลกกว้างในความรู้สึกของผมไม่รู้จะบอกยังไง เพราะภาพของคนตาดีก็จะเห็นภาพด้วยตา แต่ภาพของผมที่เห็น มันเป็นภาพทั้งการสัมผัสดมกลิ่นรู้จำ คืออายตนะทุกอย่างที่ผมมีอยู่มันก็ประกอบกันขึ้นมาเป็นภาพ มันจะต่างจากคนที่เห็นด้วยตายังไงผมไม่รู้ การสัมผัสมันประกอบกันขึ้นมาในสมองผมได้ มันก็เกิดจากการที่ผมได้ยิน ดมกลิ่น เกิดจากการที่ผมสัมผัส หรือบางครั้งเห็นแสงบ้างก็จะเอามาประกอบกันได้เหมือนกัน” เขาอธิบายถึงการมองเห็นภาพจากด้วยการสัมผัส



            //คนตาบอดใช่ว่าจะไร้รัก

            ช่วงเวลาของการดิ้นรนเพื่อสร้างชีวิตใหม่ เมื่อ John Milton Society for Blind ตกลงให้โอกาสเขารับทุนเพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาโท แม้จะหนักหนา แต่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา โดยเฉพาะช่วงนี้ได้พบเพื่อนสาวชาวญี่ปุ่นชื่อยูมิ ชิราอิชิ มาเป็นน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจและเป็นดวงตาคู่ใหม่ให้กับชีวิต ยูมิเรียนจบอนุปริญญาจากญี่ปุ่นแล้วมาเรียนต่อในระดับปริญญาตรีสาขาการเมืองระหว่างประเทศ ความที่สนใจศึกษาการเมืองระหว่างประเทศมาตั้งแต่เป็นเด็กก็เลยเป็นที่ปรึกษาและคบกันเป็นเพื่อน

            ยูมิอยากรู้ว่าอยู่กินอย่างไรจึงมาหาที่อพาร์ทเมนต์  อ.มณเฑียร จึงโชว์ฝีมือทำอาหารไทยให้ยูมิรับประทาน ไม่นานความรักจากเพื่อนได้เริ่มกลายมาเป็นคนรัก หลังจากรู้จักกันตั้งแต่ปี 2533 พอเรียนจบในปี 2536 ต่างแยกย้ายกลับประเทศ  ส่วนเขากลับมาเป็นอาจารย์ที่วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล แต่ก็ยังติดต่อกันมาอย่างต่อเนื่อง จนปี 2537 ยูมิได้มาเที่ยวเมืองไทยติดต่อกันประมาณ 4-5 ครั้ง แล้วเธอก็สนใจที่จะมาอยู่เมืองไทยว่าจะอยู่ได้ไหม  ปี 2539 ได้เริ่มมาอยู่เมืองไทย เรียนภาษาไทยจนสอบเทียบ ป.6  ในที่สุดทั้งสองตอบตกลงที่จะแต่งงานกันในเดือน พ.ย. 2540

            เมื่อถามว่าใครบอกรักใครก่อน อ.มณเฑียร หน้าแดงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนตอบด้วยความเขินอายว่า โอ้ย! เรื่องนี้จำไม่ได้แล้ว สิ่งสำคัญที่ตัดสินใจแต่งงานน่าจะเกิดความผูกพัน ความเห็นอกเห็นใจกันตลอด 7 ปี วันนี้มีลูกสาวชื่อมิกะ 1 คน อายุ 9 ขวบแล้ว อยากจะบอกว่าลูกสาวคนนี้เป็นคนมองโลกในแง่ดี สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้ เคยส่งไปอยู่กับพี่สาวที่เชียงใหม่ หรือบางครั้งส่งให้ไปอยู่ญี่ปุ่นลูกสาวคนนี้ก็อยู่ได้

            หลายคนอาจเข้าใจว่าลูกที่มีพ่อตาบอดอาจเกิดความอาย กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ลูกสาวไปโรงเรียนจะไปเล่าเรื่องให้เพื่อนทุกคนฟังว่า ตัวเองมีพ่อเป็นคนตาบอดโดยไม่มีการปิดบังใดๆ ลูกสาวจะเล่าด้วยความภาคภูมิใจว่า พ่อเราเป็นคนตาบอด พ่อเราเดินทางไปทั่วโลกด้วยตนเอง อนาคตลูกสาวจะเป็นอะไรก็ได้ แต่ต้องเอาตัวรอดได้ไม่ตกเป็นเบี้ยล่างคนอื่น  ไม่รังแกไม่เอาเปรียบใคร  สิ่งสำคัญต้องเป็นคนดีรับใช้สังคม

            ก่อนลาจากกันวันนี้ อ.มณเฑียร กล่าวฝากข้อคิดเอาไว้อย่างน่าสนใจ “ถ้าวันนี้คิดจะใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ เป็นศิลปินไม่มีหลักแหล่งก็ทำได้ แต่ถ้าเราต้องการสร้างกรอบความคิดใหม่ของสังคม ให้มองคนตาบอดหรือคนพิการในเชิงบวกเราก็ต้องสร้างเงื่อนไขให้มันเป็นบวก ผมเกิดมาไม่ชอบการพิสูจน์ แน่นอนเราอยู่ในสังคมเวทนานิยม สังคมที่ให้เครื่องหมายลบคนพิการมาตลอด เราจะบอกไม่อยากพิสูจน์ตรงนั้นเป็นการเพ้อฝันของเรา ท้ายที่สุดเราต้องพิสูจน์เพราะสังคมเราไม่มีความเท่าเทียมกันตั้งแต่ต้น เราจำเป็นต้องพิสูจน์ว่าเราทำได้ เพื่อให้คนในสังคมยอมรับ”

            ใครที่เกิดมาอาการครบ 32 แล้วยังไม่ได้ทำความฝันให้กับตัวเอง คงต้องละอายในความมุ่งมั่นของ “สว.มณเฑียร บุญตัน”  เพราะในความมืดถ้าเรารู้สึกว่าไม่พึงปรารถนาก็ต้องช่วยกันจุดเทียนให้มันเกิดแสงสว่าง


เรื่อง สุทธิคุณ กองทอง ภาพ ชวรินทร์​ เผงสวัสดิ์


หมายเหตุ ติดตามเรื่องราว  

 WhO? Magazine ฮู แมกกาซีน ทุกวันอังคารของเดือน ครับ) 

 




โดย ท่านเจ้าคุณ

 

กลับไปที่ www.oknation.net