วันที่ ศุกร์ สิงหาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จากพระวิหาร ..ถึงตาเมือน (1)


บทสัมภาษณ์ "วสุ โปษยะนันทน์"  

โดย ชุติมา ซุ้นเจริญ

    จากปราสาทพระวิหาร ....ความวัวยังไม่ทันหาย กัมพูชาเพื่อนบ้านของเราก็เดินหน้าทวงคืนปราสาทตาเมือนธมที่คนไทยเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่าเป็นของไทย ในขณะที่คนกัมพูชาก็กังขามานานเช่นกันว่าอยู่ในพรมแดนของตัวเอง ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นนี้นอกจากจะไม่มีทีท่าว่าจะจบลงแบบ วิน-วิน อย่างง่ายๆ แล้ว ยังดูเหมือนว่าหากรัฐบาลไทยทำได้แค่ตั้งรับ อาจจะมีปราสาทอีกหลายหลังตามแนวพรมแดน รวมถึงกรณีพิพาทอีกหลายกรณีที่เราต้องเตรียมรับมือ
   แท้จริงแล้วใครคือผู้อยู่เบื้องหลังในเรื่องนี้ และคนไทยควรจะเรียนรู้อะไรจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น วสุ โปษยะนันทน์ คือผู้เกี่ยวข้องอีกคนหนึ่งที่จะมาไขข้อข้องใจ 


    เขาผู้นี้มีตำแหน่งเป็น สถาปนิก กลุ่มวิชาการอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร, ประธานกรรมาธิการการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม สมาคมสถาปนิกสยาม, ผู้ช่วยเลขานุการ อิโคโมสไทย (องค์กรเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานและมรดกวัฒนธรรม ซึ่งเป็นที่ปรึกษาให้กับยูเนสโก)
     ชื่อของเขาเริ่มปรากฎในแวดวงสื่อจากการประกาศถอนตัวไม่ร่วมสังฆกรรมกับคณะผู้เชี่ยวชาญอีกหลายประเทศที่ได้รับเชิญให้ไปทำแผนการบริหารจัดการพื้นที่กันชนของปราสาทพระวิหาร ซึ่งมีกัมพูชาเป็นเจ้าภาพ

-ตอนนั้นทำไมถึงถอนตัว
    อันนั้นสืบเนื่องมาจากมติของไครสต์เชิร์ช ที่บอกว่าให้เลื่อนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกไปเป็นครั้งหน้า ซึ่งก็หมายถึงการประชุมที่ควิเบกที่ผ่านมา แล้วก็ให้ไปทำแผนบริหารจัดการ รวมไปถึงพื้นที่กันชนที่อยู่โดยรอบให้ครบถ้วน ซึ่งก็หมายถึงตรงฝั่งไทยด้วย ทางรัฐบาลกัมพูชาก็เลยมีหนังสือเชิญมาที่กระทรวงการต่างประเทศ ไทยเองก็มอบหมายให้ผมเป็นผู้แทนไปเข้าร่วมในการเป็นผู้เชี่ยวชาญที่จะไปช่วยกัมพูชาทำแผนบริหารจัดการพื้นที่กันชนในเขตไทย อันนี้คือโจทย์ที่เขาว่ามา แต่เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่า พื้นที่ที่อยู่ในประเทศไทยมันไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นที่กันชน แต่มันควรจะต้องเป็นส่วนหนึ่งซึ่งมีคุณค่าในฐานะที่เป็นมรดกโลกด้วย แต่ว่ากัมพูชาเขาไม่ได้สนใจเลย เพราะว่าเขามุ่งที่จะขอให้ได้เป็นมรดกโลกโดยชื่อเขาอย่างเดียวโดยไม่มีฝ่ายไทยมาเกี่ยวข้อง และคนที่ไม่รับฟังไม่เฉพาะกัมพูชาแต่รวมถึงผู้เชี่ยวชาญชาติอื่นๆ ที่มาร่วมด้วย เพราะฉะนั้นมันก็ป่วยการที่จะทำงานร่วมกัน
     แล้วเห็นได้ชัดว่ากลุ่มผู้เชี่ยวชาญนั้นก็ไม่ได้มีมุมมองที่จะช่วยกันรักษาผลประโยชน์ของปราสาทพระวิหารอย่างแท้จริง ไม่ว่าปราสาทมันจะเป็นของชาติใดก็ตาม เห็นได้ชัดเลยว่าเขามีธงอยู่แล้วว่า เขาต้องการที่จะให้เป็นไปตามที่กัมพูชาต้องการ หรือ... ที่ผมบอกว่ากัมพูชาต้องการนี่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจริงๆ แล้วเบื้องหลังเบื้องลึกใครต้องการกันแน่ หรือยูเนสโกต้องการ...อะไรอย่างนี้เป็นต้น ก็ทำให้เราไม่สามารถทำงานกับทีมนั้นได้ ก็เลยต้องประกาศแยกตัว

-แสดงว่าในการทำงานระดับนานาชาติอย่างนี้มีวาระซ่อนเร้น
    ผมทำงานวิชาการมาเกือบ 20 ปี เคยมีโอกาสไปประชุมระดับประเทศเหมือนกัน แต่ว่าเป็นการประชุมในลักษณะที่เป็นวิชาการจริงๆ ไปเสนอข้อมูลทางวิชาการ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่ครั้งนี้เรียกว่าเป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสกับลักษณะที่เป็นการทำงานในระดับระหว่างประเทศจริงๆ ทำให้รู้สึกว่าเพื่อที่จะให้ได้อะไรขึ้นมาบางอย่าง อย่างเช่นกรณีนี้ก็คือให้ได้มรดกโลกขึ้นมาอีกแหล่งหนึ่ง ซึ่งมันจะมีผลประโยชน์ มีเรื่องอะไรต่างๆ อีกมากมายเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็เพิ่งจะได้เห็นว่าเขามีความพยายามกันจริงๆ จังๆ มีการวางระบบเพื่อจะไปถึงเป้าหมายนั้น โดยที่แม้ว่าจะเป็นองค์กรด้านวิชาการ แต่ก็สามารถที่จะหลบหลีกความเป็นวิชาการอย่างแท้จริงเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ว่านั้นให้ได้ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราต้องทำรายงานข้อโต้แย้งไปที่องค์กรอิโคโมสซึ่งเป็นผู้ประเมินในครั้งนี้ด้วย ในฐานะที่ทั้งกรมศิลปากรและอิโคโมสไทยก็เป็นสมาชิกของอิโคโมส

-ทำไมดูเหมือนเราไม่มีเพื่อนเลยในระดับนานาชาติ
    ผมว่าในเรื่องที่เป็นการเมืองแบบนี้ มันก็คงไม่ใช่มิตรแท้ ศัตรูถาวร มันคงเป็นเรื่องเฉพาะกิจ การที่ครั้งนี้เราไม่มีมิตร อาจะเป็นเพราะว่าเราไม่ได้ตั้งนโยบายว่าเราจะดำเนินการทางการเมืองมาตั้งแต่ต้น คือไม่เหมือนกับการประชุมที่ไครส์เชิร์ซ ซึ่งในตอนนั้นพอกระทรวงต่างประเทศไทยรับทราบว่ามีวาระของปราสาทพระวิหารเข้าสู่การพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก แล้วมันมีปัญหาเรื่องพื้นที่เรื่องแผนผังที่เขาจะประกาศใช้ให้เป็นที่ยอมรับ ซึ่งมีส่วนกระทบต่ออำนาจอธิปไตยของเรา เขาก็มีการดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอนแล้วก็มีการเข้าไปล็อบบี้กรรมการต่างๆ มีการดำเนินการอย่างเต็มที่แม้ว่าจะเป็นในช่วงระยะเวลาอันสั้น แต่ว่าเป้าหมายของกระทรวงการต่างประเทศในยุคนั้น ชัดเจน มันก็เลยสามารถที่จะทำให้การทำงาน เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ คือทำให้เขาเลื่อนออกไปได้อีกหนึ่งปี
    แต่ว่าหลังจากนั้น พอจะมาถึงการประชุมที่ควิเบค การเมืองของเราเองไม่มีเอกภาพพอที่จะแสดงให้เห็นว่าเราจะเอาอย่างไร ผู้ให้นโยบายก็ให้ทางหนึ่ง ซึ่งมันอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทีนี้พอท่าทีไม่ชัดเจน ก็เลยทำให้เราไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ การที่จะไปล็อบบี้แข่งกับกัมพูชามันก็เลยไม่ทันการณ์ เขาไปล็อบบี้เสร็จหมดแล้ว ในขณะที่เราหยุดนิ่งอยู่ เราจะต้องดูท่าทีก่อนว่ารัฐบาลต้องการจะให้ทำอย่างไร แต่แน่นอนทางด้านวิชาการ มันไม่มีกำลังอยู่แล้วที่จะไปทำอะไรได้ ทางวิชาการเราพยายามยึดมั่นในหลักวิชาการ ส่งข้อโต้แย้งหรืออะไรไป แต่ก็อย่างที่เห็น เรื่องนี้มันเป็นเรื่องทางการเมืองที่เข้ามามีบทบาทสำคัญ

-แต่หลังจากปราสาทพระวิหารก็ได้เป็นมรดกของกัมพูชาแล้ว ก็ยังมีกรณีการทวงคืนปราสาทตาเมือนอีก?
     ผมมองว่าการใช้ปราสาทหินเข้ามาเป็นแหมือนสัญลักษณ์ให้เกิดการรวมใจให้เป็นหนึ่งเป็นเรื่องที่กัมพูชาเขาใช้มาตั้งแต่อดีตแล้ว ถ้าย้อนไปมันสามารถย้อนไปได้ถึงสมัยที่เขมรยังแบ่งออกเป็น เขมรใน แล้วก็ เขมรนอก, เขมรนอก ก็คือดินแดนที่เราได้เสียการปกป้องคุ้มครอง ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เพราะว่าทางกษัตริย์ของเขมรได้ไปทำสัญญาอยู่ใต้การดูแลของฝรั่งเศส แต่ว่าเขมรส่วนใน ได้แก่ พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ ซึ่งดูแลโดยฝ่ายไทยคือตระกูลอภัยวงศ์มาโดยตลอดก็ยังอยู่ กระทั่งเมื่อรัชกาลที่ 4 เสด็จสวรรคต ความแข็งแกร่งในการที่ปกป้องในส่วนนี้ลดลง ทางฝรั่งเศสเองก็ใช้นครวัด มาเป็นจุดหรือหัวใจสำคัญที่ใช้ในการเรียกร้องให้ฝรั่งเศสเองสามารถดึงเอาดินแดนของกัมพูชาทั้งหมดมาอยู่ในครอบครอง โดยการชูประเด็นว่า นี่คือสัญลักษณ์ของชาติกัมพูชา นี่คือสัญลักษณ์ความเป็นหนึ่งของเขมร เพราะฉะนั้นเขาก็สำเร็จไปตั้งแต่ยุคนั้น ทำให้เขมรรวมกันเป็นหนึ่ง แม้ว่าความเป็นหนึ่งนั้นจะอยู่ภายใต้การดูแลของฝรั่งเศสก็ตาม
    ขณะนี้ก็เหมือนกัน เขาพยายามใช้เขาพระวิหาร ซึ่งเป็นประเด็นเป็นบริเวณซึ่งมีความละเอียดอ่อนที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและไทยมาตั้งแต่ก่อนคำตัดสินของศาลโลกและเป็นประเด็นที่เจ้าสีหนุใช้ฟ้องต่อศาลโลกสำเร็จมาครั้งหนึ่งแล้ว มันก็เป็นแผลที่อยู่ในใจของคนทั้งสองชาติ เพราะฉะนั้นการใช้มรดกทางวัฒนธรรมที่มีหน้าตาเป็นปราสาทขอม มันก็เลยเป็นรูปธรรมที่ใช้ได้ง่ายในการที่จะเร้าให้เกิดกระแสความรักชาติหรืออะไรขึ้นมาในหมู่คนกัมพูชา มันก็เลยไม่แปลกที่จะมีการไล่ไปตามโบราณสถานอื่นๆ ที่เลาะตามเขตแดนชายแดน ซึ่งก็อยู่ในรูปแบบที่เป็นศิลปะขอมทั้งสิ้น

-ถ้าดูจากข้อมูลทางวิชาการ กรณีปราสาทตาเมือน คิดว่าจะจบลงอย่างไร 
     ต้องดูว่าใช้ข้อมูลทางวิชาการไหนเป็นตัวกำหนดว่าเป็นของใคร มันคงไม่ชัดเจนนัก ต้องไม่ลืมว่าความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมขอม ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เส้นเขตแดนปัจจุบัน แต่ว่ามันเข้ามาในประเทศไทยตั้งเยอะ แล้วก็ไม่ได้อยู่แค่บริเวณเทือกเขาพนมดงรักที่เป็นพื้นที่ต่อเนื่อง มันยังเข้ามาอีกเยอะ แล้วก็สมัยก่อน จะว่าไปก่อนที่จะมีการตั้งเมืองหลวง คือเมืองอังกอร์ จริงๆ แล้วก่อนหน้านั้นเมืองหลวงเขาก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้น ตามเอกสารโบราณจะมีการพูดถึงอาณาจักรฟูนัน แล้วก็อาณาจักรเจนละ ซึ่งถ้าเทียบกับในประเทศไทยก็ร่วมสมัยกับอารยธรรมทวารวดี เป็นยุคของประสาทขอมก่อนเมืองพระนคร ในยุคนั้นมีการพบจารึกของกษัตริย์ที่อยู่ในสมัยเจนละหลายๆ หลักอยู่ในประเทศไทยด้วย กัมพูชาด้วย อย่างเช่นในบริเวณจังหวัดบุรีรัมย์ ยโสธร อุบลราชธานี หรือที่นครราชสีมาก็มี ที่เมืองสมโบร์ไพรกุกก็มีกล่าวถึง สิ่งก่อสร้าง แล้วก็กษัตริย์ในยุคก่อนเมืองพระนคร หรือในบ้านเราที่เมืองจันทบุรีก็มีจารึกของพระเจ้าจิตเสนด้วยเช่นกัน จะเห็นว่าในยุคที่เรียกว่าเจนละ มันมีอาณาเขตที่กว้าง และว่ากันว่าศูนย์กลางอาจจะอยู่บริเวณเมืองจำปาศักดิ์ หรือที่ปราสาทวัดภูในปัจจุบัน อันนี้ก็เหตุผลหนึ่งที่มีการเชื่อมโยงว่าอาจมีการย้ายศิวลึงค์จากวัดภูมาอยู่ที่ปราสาทพระวิหาร อันนี้คือศูนย์กลางความเจริญที่มีมาก่อนแล้วก็อยู่นอกเขตที่เป็นเมืองพระนครในปัจจุบัน 
     เพราะฉะนั้นการที่จะมองว่าอารยธรรมของขอมจำกัดอยู่เฉพาะในบริเวณที่เป็นประเทศกัมพูชาเท่านั้น อันนี้ในทางวิชาการก็เลยบอกได้ไม่ชัดนัก หรือถ้าจะอ้างว่า ที่ไหนที่เขมรเคยแผ่อิทธิพลไปถึง ตามที่ฝรั่งเศสเคยใช้อ้างเหมือนกัน ที่บอกว่า...ตรงไหนก็ตามที่มีหลักฐานโบราณวัตถุโบราณสถานของเขมร ให้ยึดถือว่าเป็นดินแดนที่เคยเป็นเขมรทั้งหมด หมายถึงเขมรสามารถอ้างสิทธิเหนือดินแดนนั้นได้ คือถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็คงไปได้ค่อนประเทศเลย ซึ่งถ้าอย่างนั้นเราจะไม่สามารถอ้างได้เหรอว่าเราก็เคยมีดินแดนประเทศราชกว้างไกลไปแค่ไหน แล้วเราสามารถทวงคืนได้หมดหรือเปล่า หรือว่าดินแดนที่เป็นชนเผ่าไทยทั้งหลายมีหลักฐานไปถึงสิบสองปันนา เราจะสามารถยึดถือว่านั่นคือประเทศไทยได้ด้วยหรือเปล่า อันนี้ก็เป็นคำถามที่คำตอบก็คงเห็นพ้องต้องกันว่า...มันไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น

(อ่านต่อตอน 2 "การเมืองเรื่องปราสาทขอม ใครได้ ใครเสีย?")

โดย เนชั่นบันเทิง

 

กลับไปที่ www.oknation.net