วันที่ ศุกร์ สิงหาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

การเมืองเรื่องปราสาทขอม ใครได้ ใครเสีย? (2)


บทสัมภาษณ์ "วสุ โปษยะนันทน์" ผู้ช่วยเลขานุการ อิโคโมสไทย (องค์กรเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานและมรดกวัฒนธรรม ซึ่งเป็นที่ปรึกษาให้กับยูเนสโก) ***ต่อจากตอนที่ 1 จากพระวิหาร ถึงตาเมือน

โดย : ชุติมา ซุ้นเจริญ

-ถ้าดูจากรูปการณ์แล้วคิดว่านอกจากกลุ่มปราสาทตาเมือน ยังมีปราสาทหลังอื่นๆ ที่อาจกลายเป็นกรณีพิพาทอีกหรือไม่
   ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะเอามาเป็นประเด็นหรือเปล่า แต่ถ้าถามว่ามีปราสาทหลังอื่นๆ อีกมั้ยที่อยู่ในลักษณะเดียวกัน คือตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นส่วนเชื่อมต่อระหว่างประเทศ ก็เรียกได้ว่ามีตลอดแนวภูเขาพนมดงรักทั้งเทือก จนไปถึงอีกปราสาทหนึ่งที่พูดถึงกันก็คือ สด็กก๊อกธม บริเวณนั้นแม้ว่าจะไม่มีภูเขา แต่มันก็เป็นพื้นที่ที่เชื่อมต่อกัน ซึ่งมีอิทธิพลของศิลปะขอมข้ามพรมแดน และมันก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้นเพราะว่ามันมีหลักฐานของทางเดินโบราณของเขมรไปทุกทิศทุกทาง เพราะฉะนั้นมันก็ย่อมเป็นแหล่งที่จะพบสิ่งก่อสร้างในวัฒนธรรมขอมได้โดยรอบ
 อย่างในส่วนที่เป็นภูเขา อันนี้มันชัด เพราะอย่างไรก็ตามปราสาทหินก็มักจะสร้างอุทิศให้กับเทพสูงสุดคือพระศิวะ ซึ่งจะผูกพันกับภูเขา คือพื้นที่ของการก่อสร้างปราสาทจะเลือกจุดที่สูงก็คือยอดเขา แล้วเขาก็จะเลือกตรงปลายสุดที่เป็นจุดสูงสุด เพราะฉะนั้นตามบริเวณเทือกเขาพนมดงรักก็เลยมีจุดสูงสุดหลายๆ จุดที่เหมาะสมสำหรับการสร้างปราสาทหินได้ พอสร้างปราสาทที่เป็นจุดสูงสุดของปราสาทหินแล้ว น้ำที่ไหลมาจากภูเขาก็ถือเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ ตลอดเส้นทางของลำธารที่ไหลมาจากปราสาทที่อยู่บนยอด ก็อาจจะมีการตั้งชุมชน หรือมีการสร้างเทวาลัยในระดับรองลงมา อาจจะเป็นเทวาลัยสำหรับชุมชน ยกตัวอย่างเช่นเรามักเจอ ปราสาทที่มีการสร้างเป็นปราสาทอิฐสามองค์ตั้งอยู่บนฐานร่วมกันตลอดเส้นทางน้ำในลำดับที่ถัดลงมาจากยอดของภูเขาพนมดงรัก ซึ่งในภาคอีสานตอนล่างมีด้วยกันหลายปราสาท
 แล้วน้ำสายนี้ก็จะไหลต่อลงมาสู่แม่น้ำมูน จากแม่น้ำมูนก็จะสามารถเชื่อมต่อมาถึงเมืองสำคัญคือเมืองพิมาย ซึ่งก็เป็นเมืองใหญ่ อีกด้านก็ไหลลงสู่แม่น้ำโขง ซึ่งจะไปออกที่ปราสาทวัดภู นี่คือภาพของสภาพแวดล้อมตั้งแต่อดีตซึ่งมันเป็นเครือข่ายของชุมชนโบราณ ซึ่งมันมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกที่ทำไมถึงจะต้องมีการสร้างปราสาทอยู่ตรงชายขอบประเทศ เพราะเราใช้ภูเขาเป็นตัวแบ่งประเทศนั่นเอง

  

 (เจ้าหน้าที่รักษาชายแดน ประจำการหน้าปราสาทตาเมือน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณ ชายแดนไทยติดกับกัมพูชา)

-ล่าสุดกัมพูชาออกมาประกาศว่าปราสาทตาเมือนธมเป็นของกัมพูชา คิดว่ารัฐบาลไทยควรจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
   ผมคิดว่ามันคงจะต้องมีการประชุมร่วมกันของทุกๆ ฝ่าย ว่าทิศทางของประเทศไทยในเรื่องความสัมพันธ์กับกัมพูชาจะเป็นอย่างไรต่อไป ซึ่งอันนี้จริงๆ แล้วเป็นความเห็นผมตั้งแต่เดิม แล้วก็สอดคล้องกับที่นายกฮุนเซนได้พูดด้วยว่า เราและกัมพูชายังไงก็มีประเทศอยู่ตรงนี้แหละ ยังไงคงย้ายประเทศหนีกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นในการที่จะอยู่ร่วมกันอย่างไรขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเราว่า จะอยู่กันด้วยความอึมครึมมีแรงกดดันซึ่งกันและกันตลอดไป หรือว่าจะสงบโดยการที่เราจะต้องยอมเขาทุกอย่าง หรือจะสงบด้วยการที่จะมีนโยบายอะไรที่จะทำให้มีการได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย อันนี้เป็นสิ่งที่จะต้องมีการสรุปร่วมกันออกมาว่าท่าทีของเราจะเอาอย่างไร และได้ท่าทีที่ชัดเจนแล้ว ทุกฝ่ายจะต้องเป็นเสียงเดียวกันที่จะต้องไปให้ถึงเป้าหมายที่ว่านั้นให้ได้ ซึ่งผมว่าถ้ามันมีท่าทีที่ชัดเจนว่าเราจะเอาอย่างไร การดำเนินการไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก

-มองอย่างไรที่มีการนำประวัติศาสตร์มาปลุกเร้าความรู้สึกชาตินิยม
    คือผมมองว่า ถ้าในมุมมองที่เรามองเข้าข้างโบราณสถานก็จะเห็นว่ามันดูไม่เป็นธรรม เหมือนกับโบราณสถานหรือมรดกทางวัฒนธรรม ถูกใช้เป็นเครื่องมือ แต่เราเคยมีการตั้งคำถามบ้างหรือเปล่าว่า การที่เรา...เหมือนกับมาแย่งชิงกันแบบนี้ ก่อนหน้านี้เราเคยนึกถึงคุณค่าของโบราณสถานมากน้อยแค่ไหน ก่อนที่จะมามีประเด็นว่ามันจะกลายเป็นของใคร นอกจากแค่ว่าไปเที่ยว แล้วก็ไปเดินกันอย่างเต็มที่ มีการไปตั้งตลาด ร้านค้า อันนี้คงไม่ได้มองเฉพาะปราสาทพระวิหาร คงหมายถึงโบราณสถานทุกๆ แห่ง เอาง่ายๆ ว่าคุณไปเที่ยวโบราณสถาน คุณยังทิ้งขยะมั้ย คุณมองเห็นคุณค่าของมันจริงหรือเปล่า หรือว่าไปแล้วก็..เฮ้อ ไม่เห็นจะมีอะไรเลย ดูแล้วก็ไม่ได้เข้าใจ ฝ่ายที่จะต้องให้ความรู้ในเรื่องนี้ได้มีบทบาทให้ข้อมูลอย่างเต็มที่หรือเปล่า ทำให้คนที่มามองเห็นคุณค่า เพื่อที่จะรักษารากเหง้าของตัวเอง ให้รู้ว่าเรามีวัฒนธรรม มีประวัติความเป็นมาของชาติเราอย่างยาวนานอย่างไรเราได้ทำในบทบาทนี้มากน้อยแค่ไหน
 สำหรับคำถามนี้ถ้าเราตอบได้ว่า อ้อ..เราเห็นคุณค่ามาโดยตลอด เรามีความภูมิใจในมรดกวัฒนธรรมของเรา เรามีความชื่นชม ไม่ว่ามันจะอยู่ตรงไหน แต่ว่าถ้ามันมีความเกี่ยวเนื่องกับอดีตที่ยิ่งใหญ่ของเรา เราก็รู้สึกภาคภูมิใจ แล้วเราดูแลอย่างดีมาตลอด เราทำเพื่อรักษาคุณค่าตรงนั้นมาตลอด ผมว่าไม่ว่าจะเป็นอย่างไร เราก็คงไม่เสียใจ

-แต่ดูเหมือนมันจะไม่เป็นอย่างนั้น? 
    เราเหมือนกับต้องการรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของเรามากกว่ารักษาปราสาท เรานึกถึงตัวตนของเรามากกว่า แล้วก็อย่างที่ว่า จริงๆ แล้วถ้าเราสามารถถอดความรู้สึก ความเป็นตัวตนออกไปได้ อันนี้ผมหมายถึงทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชา มองให้เห็นเนื้อแท้ของโบราณสถาน ให้เห็นถึงคุณค่าของมันจริงๆ สิ่งต่างๆ ที่ผ่านมามันคงไม่เกิดขึ้น ถ้ากัมพูชาเขาเห็นถึงประโยชน์ของการอนุรักษ์ปราสาทพระวิหารจริงๆ เขาก็ไม่ยืนยันแค่ว่าขอให้มันได้ขึ้นเป็นมรดกโลกแค่นั้นก็พอ เขาก็คงจะต้องมาฟังว่าถ้ามันขึ้นเป็นมรดกโลกแล้วแต่ยังมีความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาอยู่ เขาจะขึ้นไปจัดการ ไปอนุรักษ์ปราสาทได้อย่างไร ไม่อย่างนั้นก็คงต้องอย่างนี้แหละครับ ฟ้องยูเอ็น ฟ้องสังคมโลก แล้วมันจะจบอย่างไร มันไม่สามารถที่จะมีทางออกได้ง่ายนัก ถ้าต่างฝ่ายยังนึกถึงเกียรติและศักดิ์ศรีและความเป็นตัวตนของตัวเอง
    อันนี้ผมไม่ได้พูดถึงว่ามันอาจจะมีเบื้องหลัง ผลประโยชน์หรืออะไรที่นอกเหนือจากแต่ละฝ่ายของไทยและกัมพูชาเอง เพราะในฝ่ายของต่างชาติเขาก็อยากจะได้ อยากที่จะเข้ามามีบทบาท อยากที่จะเข้ามากอบโกยผลกำไรจากดินแดนที่ไม่ใช่บ้านเขา อันนี้คงจะเป็นเรื่องการล่าอาณานิคมในยุคปัจจุบันที่มันได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบไป การที่ยูเนสโกก็ดี ชาติอื่นๆ ก็ดี ทำอะไรก็ได้เพื่อขอให้ได้มามีบทบาทในประเทศนั้นๆ แล้วก็สามารถที่จะเป็นประตูนำไปสู่ผลประโยชน์อะไรก็ตามที่จะเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์จากความเป็นหนึ่งทางด้านวิชาการ ทั้งที่บางประเทศก็ไม่เคยมีปราสาทหินเลย แล้วอยู่ดีๆ ก็กลายมาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์ปราสาทหิน โดยที่คนกัมพูชาไม่มีสิทธิที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้เชี่ยวชาญได้เลย อันนี้ผมก็มองว่าเป็นความน่าเศร้าใจและเป็นความน่าละอายของเจ้าของมรดกที่ไม่สามารถจะปกป้องมรดกของตัวเองไว้ได้ด้วยตัวของตัวเอง จะต้องแบมือขอจากชาติอื่น จะต้องเอาคนอื่นๆ มาหนุนหลัง
     ผมยังมองว่าแม้ว่าการทำงานของกรมศิลปากร ต้องยอมรับว่าในบางครั้งเราก็อาจมีในเรื่องของข้อบกพร่องบ้าง แต่อย่างน้อยเราจัดการบริหารด้วยตัวของเราเอง อย่างเต็มที่ร้อยเปอร์เซนต์ ด้วยความภาคภูมิใจนะครับ ผมว่าน่าคิดอยู่เหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตาม กัมพูชาเขาก็เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่อดีตแล้ว ความภาคภูมิใจในความเป็นเจ้าของอารยธรรมอังกอร์ซึ่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกมันอยู่ตรงไหน

  วสุ โปษยะนันทน์

-จากกรณีพิพาทที่เกิดขึ้นนี้ท้ายที่สุดดูเหมือนคนทั้งสองชาติจะไม่ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้น
     อย่างปราสาทพระวิหาร มันก็คงเหมือนกันทั้งสองชาติคือจะได้รับรู้ว่าในที่สุดแล้ว ใครชนะ ใครแพ้ และปราสาทเป็นของใคร แต่จะเคยมีใครที่จะกลับมามองมั้ยว่าข้อมูลที่ควรจะเป็นคือ ปราสาทพระวิหารคือปราสาทที่สร้างบนยอดเขา เป็นที่จาริกแสวงบุญมาตั้งแต่อดีต สร้างขึ้นมาและดูแลรักษาโดยชุมชนในท้องที่ตรงนั้น คนที่อยู่ตั้งแต่บ้านภูมิซร็อลไปจนถึงบ้านโดนอาว  ในอำเภอกันทรรักษ์ ท่านคือเจ้าของมรดกที่ท่านควรจะภาคภูมิใจ ปัจจุบันอย่างคนในฝั่งไทย เราก็จะแค่ว่าการที่ปิดปราสาทพระวิหารทำให้ฉันขาดรายได้จากการไปขายของหรืออะไรแบบนี้แต่ว่าคุณเคยมีความภาคภูมิใจมั้ยว่า คุณนี่แหละคือลูกหลานของคนที่ครั้งหนึ่งเคยสร้างปราสาทนะ

-ถ้าอย่างนั้นอยากให้คนทั่วไปมองเรื่องนี้อย่างไร
     จริงๆ แล้วเราไม่ควรจะมองแบ่งแยกว่าเป็นเขมร เป็นไทย แต่เราควรจะมองในภาพรวมว่าก่อนที่จะเป็นชาติไทย ชาติกัมพูชาในปัจจุบัน วัฒนธรรมของเรามันมีการสร้างขึ้นมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่อยู่กันแบบโลกยุคโบราณ พอเรารับเอาอิทธิพลจากจุดกำเนิดของอินเดียเข้ามา เกิดมีการนับถือศาสนาขึ้นมา มีตัวอักษร มีภาษาขึ้นมา จริงๆ แล้วทั้งไทยและกัมพูชา มีต้นกำเนิดที่มาร่วมกันมา จริงๆ แล้วเราคือลูกหลานของบรรพชนเดียวกัน เราจะมาแบ่งแยกตรงนี้ทำไม นี่คือสิ่งที่อยากจะฝากเอาไว้ว่าวัฒนธรรมของภูมิภาคของเราคือมรดกร่วมกันของทุกๆ คน
    สุดท้ายผมอยากจะให้เราได้ถือโอกาสนี้ ไม่ใช่ว่าเราจะมาตื่นเต้นแค่ว่าเราจะเสียอะไรไป เราจะได้อะไรมา แต่ว่าอยากให้มรดกวัฒนธรรมของชาติเป็นที่รู้จักมากขึ้น อยากให้เราตื่นตัว แม้ว่าที่ผ่านมาเราปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปก่อนที่จะมามีเหตุการณ์ที่เหมือนเราต้องเสียอะไรไปในความรู้สึกของเราตอนนี้ แล้วเราไม่เคยเห็นคุณค่าของมันเลย กลับมามองดูว่าขณะนี้เรามีอะไรอยู่บ้าง มีมรดกวัฒนธรรมอะไรอีกที่น่าสนใจ ที่มันยังเป็นปัญหาในเรื่องของการจัดการการดูแล ในเรื่องของการที่มองไม่เห็นคุณค่า กลับมาดูในสิ่งที่เรามีก่อนที่จะไปเรียกร้องว่าเรากำลังจะเสียอะไรไปตรงนั้น มองสิ่งที่อยู่ในมือเราก่อนว่าเราได้ดูแลรักษามันไว้ดีแค่ไหน เราเห็นคุณค่าของมันหรือเปล่า
     เรื่องปราสาทอื่นๆ ที่อยู่ตามขอบพื้นที่ก็ถือว่าเป็นผลพลอยได้ที่ทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น จากเดิมที่คนอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อ ไม่เคยไป แต่ว่าที่ผ่านมามันก็มักจะพอเกิดเรื่องขึ้นมาไม่นานก็ลืม อย่างจริงๆ เมื่อไม่กี่ปีมานี้กัมพูชาเขาก็เคยทวงมาแล้ว อย่างปราสาทตาเมือนธมนี่ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย แต่พอเรื่องมันผ่านไปคนก็ลืม ก็นี่แหละครับเป็นลักษณะของคนไทย ที่....ถึงเวลามั้ยที่เราควรจะต้องเปลี่ยน

โดย เนชั่นบันเทิง

 

กลับไปที่ www.oknation.net