วันที่ ศุกร์ สิงหาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ดั่งเผาใจให้เป็นผุยผง


                             ยังโทสะ หรือถือสาเก่งอยู่หรือเปล่า ......ถ้ามีก็อย่าพูดเลยว่า  เมตตา 

        บังเอิญ เดินไปห้างสรรพสินค้า ที่ร้านหนังสือ ได้ไปพบหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อว่า ดั่งเผาใจให้เป็นผุยผง

รู้สึกสะดุด ชื่อหนังสือเป็นอย่างมาก  ตอนแรกดูเผิน ๆเห็นหน้าปกนึกว่าเป็นรูปยักษ์  แต่พอหยิบขึ้นมาดูดี ๆ

ที่จริงแล้ว เป็นรูปหน้าคนกำลังโกรธ  ด้านหลัง เขียนว่า  คนบางคนเขาไม่ฆ่าคน ไม่เบียดเบียนใคร  เขาภูมิใจ

ในความดีของเขา  แต่เขาก็หารู้ไม่ว่าทุกเวลา  เขากำลังฆ่าตัวเอง กำลังเบียดเบียนชีวิต ที่แสนรักให้ตาย อย่าง

เลือดเย็นช้า              ใคร .... ที่บอกเป็นคนเมตตา ใจดี  ก็ลองถามตัวเองเถิดว่า

                    ยังโทสะ หรือถือสาเก่งอยู่หรือเปล่า ......ถ้ามีก็อย่าพูดเลยว่า  เมตตา 

     พออ่านมาถึงตรงนี้รู้สึก ปิ๊งมาก ๆ ตัดสินใจซื้อมาอ่าน รู้สึกดี กับหนังสือเล่มนี้  ทำให้เราได้ดูตัวเองมากขึ้น

ทำให้เรารู้สึกว่า ที่ผ่านมาที่คิดว่าดีแล้ว  ที่จริงแล้ว ไม่เคยดีเลย ทำให้ต้องมาเริ่มต้นทำความดีใหม่ โดยเริ่มจากใจ

ของเราก่อน  ต้องเริ่มจากภายใน 

                ทุกวันนี้เราวิ่งแข่งขันกับเวลา  แข่งกับตัวเอง แข่งกับผู้อื่น แข่งกับสังคม วิ่ง ๆ ๆ ๆ  ไปเรื่อย ๆ  โดยที่ไม่

เคยได้หยุด  หยุด เพื่อหันกลับมามองตัวเอง  บางครั้งการหยุด และให้เวลาอยู่กับตัวเอง ก็เป็นสิ่งสำคัญ  มิฉะนั้น เรา

จะไม่รู้เลยว่า  เรามีอารมณ์อะไร เข้ามาครอบงำเรา ตั้งแต่เมื่อไหร่ ดังนั้นแต่ละครั้ง ที่มีอารมณ์ต่าง ๆ จึงมิควรโวยวาย

หรือเห็นแต่ว่าผู้อื่น ไม่ดี  ตัวเองเก่งคนเดียว 

                การแก้ปัญหาโทสะ ต้องเริ่มจาก  “ เราผิด มิใช่ เขาผิด “   เน้นผิดที่เราให้หนัก  และแก้ปัญหาที่ตนเท่านั้น

ส่วนการที่จะไปแก้ผู้อื่นนั้นเป็นเรื่องรอง  เป็นเรื่องทีหลัง

                สมุทัย คือ เหตุแห่งโทสะ การที่จะเข้าหาสมุทัยในตัวเองจึงยากตรงที่  ความเอาแต่ใจตน  ความรักตน  หลง

อำนาจในตน  เมื่อไม่มีเมตตา  จึงยากที่จะสร้าง   อภัย  แจกแก่ผู้คนไม่เลือกหน้า  อย่างไรก็ตามตราบใดที่เรายังไม่

สามารถเมตตา ตัวเราเองได้  เราจะไปเมตตาผู้อื่นได้อย่างไร  การให้ก็คือการได้  เราให้อภัยผู้อื่น จิตใจของเรานี้แหละที่จะ

สุขสบาย  สงบวิเวก

                ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องหาผู้บงการโทสะที่แท้  ใครล่ะ?   กู ไง คำนี้ยิ่งใหญ่นัก ในชีวิตของคนเราไม่ใช่หรือ

ความรู้สึกเป็นตัวกูนี่แหละที่บงการชีวิตเราตลอดมา มันทำให้เจ้าของชีวิต หยิ่ง ทระนง หลงในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นตัวกู

                ตัวกู นี้เป็นกิเลสมานะ ใครมาแตะกระทบเป็นไม่ยอม แต่ขอโทษเถอะ คนที่ยอมไม่เป็นก็ เย็นไม่ได้  อีกกี่ชาติ ๆ

ก็ต้องเร่าร้อนทุรนทุราย ไม่มีสุขตลอดไป              ใช่ หรือ ไม่    อันนี้ทุกคนคงต้องไปคิดเอาเอง

     พออ่านมาถึงตรงนี้รู้สึก ปิ๊งมาก ๆ ตัดสินใจซื้อมาอ่าน รู้สึกดี กับหนังสือเล่มนี้  ทำให้เราได้ดูตัวเองมากขึ้น

ทำให้เรารู้สึกว่า ที่ผ่านมาที่คิดว่าดีแล้ว  ที่จริงแล้ว ไม่เคยดีเลย ทำให้ต้องมาเริ่มต้นทำความดีใหม่ โดยเริ่มจากใจ

ของเราก่อน  ต้องเริ่มจากภายใน 

                ทุกวันนี้เราวิ่งแข่งขันกับเวลา  แข่งกับตัวเอง แข่งกับผู้อื่น แข่งกับสังคม วิ่ง ๆ ๆ ๆ  ไปเรื่อย ๆ  โดยที่ไม่

เคยได้หยุด  หยุด เพื่อหันกลับมามองตัวเอง  บางครั้งการหยุด และให้เวลาอยู่กับตัวเอง ก็เป็นสิ่งสำคัญ  มิฉะนั้น เรา

จะไม่รู้เลยว่า  เรามีอารมณ์อะไร เข้ามาครอบงำเรา ตั้งแต่เมื่อไหร่ ดังนั้นแต่ละครั้ง ที่มีอารมณ์ต่าง ๆ จึงมิควรโวยวาย

หรือเห็นแต่ว่าผู้อื่น ไม่ดี  ตัวเองเก่งคนเดียว 

                การแก้ปัญหาโทสะ ต้องเริ่มจาก  “ เราผิด มิใช่ เขาผิด “   เน้นผิดที่เราให้หนัก  และแก้ปัญหาที่ตนเท่านั้น

ส่วนการที่จะไปแก้ผู้อื่นนั้นเป็นเรื่องรอง  เป็นเรื่องทีหลัง

                สมุทัย คือ เหตุแห่งโทสะ การที่จะเข้าหาสมุทัยในตัวเองจึงยากตรงที่  ความเอาแต่ใจตน  ความรักตน  หลง

อำนาจในตน  เมื่อไม่มีเมตตา  จึงยากที่จะสร้าง   อภัย  แจกแก่ผู้คนไม่เลือกหน้า  อย่างไรก็ตามตราบใดที่เรายังไม่

สามารถเมตตา ตัวเราเองได้  เราจะไปเมตตาผู้อื่นได้อย่างไร  การให้ก็คือการได้  เราให้อภัยผู้อื่น จิตใจของเรานี้แหละที่จะ

สุขสบาย  สงบวิเวก

                ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องหาผู้บงการโทสะที่แท้  ใครล่ะ?   กู ไง คำนี้ยิ่งใหญ่นัก ในชีวิตของคนเราไม่ใช่หรือ

ความรู้สึกเป็นตัวกูนี่แหละที่บงการชีวิตเราตลอดมา มันทำให้เจ้าของชีวิต หยิ่ง ทระนง หลงในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นตัวกู

                ตัวกู นี้เป็นกิเลสมานะ ใครมาแตะกระทบเป็นไม่ยอม แต่ขอโทษเถอะ คนที่ยอมไม่เป็นก็ เย็นไม่ได้  อีกกี่ชาติ ๆ

ก็ต้องเร่าร้อนทุรนทุราย ไม่มีสุขตลอดไป              ใช่ หรือ ไม่    อันนี้ทุกคนคงต้องไปคิดเอาเอง 

โดย แสงระวีร์

 

กลับไปที่ www.oknation.net