วันที่ จันทร์ สิงหาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อะไรคือ มาร มารคืออะไร


    ศัพท์ว่า  มาร  มาจาก  มรฺ ธาตุ แปลว่า ตาย 

มารแปลว่าผู้ให้ตาย หมายความว่าผู้ฆ่า คนเราไม่สามารถทำ

ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ก็เพราะมารจึงตั้งตัวไม่ได้  คนไม่สามารถปฏิบัติ

สัมปรายิกัตถประโยชน์ก็เพราะมาร จึงไม่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบต่อกัน 

คนไม่ได้ปฏิบัติในปรมัตถประโยชน์ก็เพราะมาร

มารเป็นผู้คอยทำลายล้าง  เป็นผู้ฆ่าคุณความดี  ตามภูมิตามชั้น

มารนั้นท่านแจกเป็น ๕  คือ

     ขันธ  เรียกว่าขันธมาร ได้แก่กายอันนี้ที่แยกออกโดยอาการเป็นขันธ์ ๕

เป็นมารอย่างไร ?  คนมุ่งที่จะทำดีทำชอบและจะทำได้ก็ต้องอาศัยกายอันนี้

กายอันนี้ถ้าเจ็บไข้ได้พยาธิอย่างใดอย่างหนึ่ง  ก็ทำไม่ได้  เช่นคนเจ็บอยู่

จะทำกิจการอย่างใด  ในทิฏฐธัมมิกัตถะ หรือสัมปรายิกัตถะ  หรือ 

ปรมัตถะ  ก็ทำไม่ได้  หรือได้บ้างก็ไม่สะดวก  เพราะฉะนั้น ขันธ์ ๕ 

อันรวมเข้าเป็นกายอันนี้ จึงเรียกว่ามาร อีกอย่างหนึ่งขันธ์ ๕

เป็นที่ยึดถือของสัตว์  ที่ยังข้องอยู่  เมื่อสัตว์ยึดถือข้องอยู่ในขันธ์ ๕ 

ขันธ์ ๕ ก็เป็นมาร  ทำลายล้างคุณงามความดีเรียกว่าขันธมาร 

มารคือขันธ์ อย่าง ๑

       อภิสังขาร  ความคิดนึกอันประกอบกับอารมณ์  ท่านแยกเป็น ๓ คือ 

อปุญญาภิสังขาร  คิดนึกเรื่องที่ชั่วอันปรุงแต่งจิตให้ชั่วอย่างหนึ่ง 

ปุญญาภิสังขาร  คิดนึกเรื่องที่ดี อันปรุงแต่งจิตให้ดีอย่างหนึ่ง 

อเนญชาภิสังขาร  คิดนึกอยู่ในอารมณ์อันเดียวจนจิตแน่วแน่ไม่หวั่นไหว

อีกอย่างหนึ่ง 

   อปุญญาภิสังขาร เป็นมารของปุญญาภิสังขาร  ปุญญาภิสังขารก็เป็นมาร

ของอเนญชาภิสังขาร อเนญชาภิสังขารก็เป็นมารของความตรัสรู้ 

เป็นมารกันเป็นชั้น ๆ รวมเข้าก็เรียกว่าอภิสังขารมาร 

มาร คือ อภิสังขาร  นี่อย่าง ๑.

       มัจจุ  แปลว่า ความตาย  ความตายมีแก่อะไร ?  มีแก่ร่างกายอันนี้

ที่แยกออกเป็นขันธ์ ๕ 

กายอันนี้ยังมีอยู่  ก็สามารถจะช่วยให้ทำกิจการงานได้  ถ้ากายอันนี้สลาย 

แม้จะตั้งใจทำกิจการงานก็ไม่สำเร็จเพราะไม่มีกายที่เป็นเครื่องมือ  มัจจุความ

ตายของกายอันนี้จึงเป็นมาร  เรียกว่ามัจจุมาร  มารคือความตาย  อย่าง ๑

      เทวปุตตมาร  มารคือเทวบุตร  แต่ก่อนท่านแสดงกันว่าได้แก่พระยา

มาร  ที่มาผจญพระพุทธเจ้า  ขี่ช้างนาฬาคีรี สูง๑๕๐ โยชน์  เท้าหน้า

ยันบัลลังก์  เท้าหลังยันขอบจักรวาล แต่เมื่อพิจารณาแล้วอาจสำเร็จสันนิษฐาน

ว่า อารมณ์  คือ  รูป เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  นี่เอง 

รูป เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะที่เป็นสำคัญก็รวมลงที่คนหรือ

ตลอดถึงสัตว์ด้วย รูป เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ ของคนตลอด

จนถึงของสัตว์  ควรจัดเข้าว่าเป็นเทวปุตตมาร  เพราะมีรูปร่างมีเสียงมีกลิ่นมี

รสมีโผฏฐัพพะ 

  คนมุ่งจะทำดีทำชอบ  แต่ถ้ามี  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  ที่

ชอบใจเข้ามาประสบ  ก็ไปยินดี  ใน รูป เสียง  กลิ่น  รส โผฏฐัพพะ  ที่

ชอบ  เพราะฉะนั้น  รูป  เสียง กลิ่น  รส โผฏฐัพพะ ที่ชอบที่เป็นที่ตั้งของ

ราคะ  จึงเป็นมาร  ถ้ารูป  เสียง  กลิ่น รส  โผฏฐัพพะ  เป็นที่ตั้งของความ

ยินร้าย  คือโกรธแค้นขัดเคืองคนก็ไปโกรธแค้นขัดเคืองต่อ  รูป  เสียง 

กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  ที่รวมเข้าเป็นรูปเป็นร่างเป็นคนเป็นสัตว์  นี้ก็ป้องกัน

หรือทำลายความดี  ถ้ารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เป็นที่ตั้งของความหลง 

คนก็หลงต่อ  รูป เสียง กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะเช่น หลงกลัวผี กลัวสัตว์ร้าย 

กลัวอะไรต่าง ๆ  ตลอดถึงกลัว แต่ เจ็บ ตาย นี้ก็ป้องกันหรือทำลายความดี

รวมความว่ารูป  เสียง  กลิ่น รส  โผฏฐัพพะ  ที่เป็นที่ตั้งแห่งความยินดี 

ก็ยั่วให้เกิดความยินดี  ที่เป็นที่ตั้งแห่งความยินร้าย  ก็ยั่วให้เกิดความยินร้าย 

เป็นที่ตั้งแห่งความหลง ก็ยั่วให้เกิดความหลงงมงาย ไม่กล้าทำคุณความดีได้ 

จึงเป็นมาร  เรียกว่า  เทวปุตตมาร มารคือเทพบุตร  อย่าง  ๑

         อีกอย่างหนึ่งที่เป็นสำคัญก็คือกิเลสเครื่องเศร้าหมองใจ หรือเครื่อง

ที่ทำใจให้เศร้าหมอง  เคยแสดงกันมาแล้ว  เมื่อกล่าวโดยย่อ  กิเลสอย่าง

ละเอียดอย่างกลางอย่างต่ำเป็นมารของกันและกันเป็นชั้น ๆ  

กิเลสอย่างต่ำ  เป็นมารของกิเลสอย่างกลาง

กิเลสอย่างกลาง  เป็นมารของกิเลสอย่างสูง 

กิเลสอย่างสูง  เป็นมารของการตรัสรู้  แต่ว่าโดยนัย ตามพระพุทธภาษิตที่

แสดงถึงกิเลสมีอาการต่าง ๆ ท่านแยกเป็น ๔ คือ

  กามะ  ความใคร่ที่นอนเนื่องอยู่กับจิตเมื่อมีอารมณ์มาประสบ ก็ออกมาใคร่

อารมณ์  นี่อย่างหนึ่ง

  ภวะ  ความเป็นที่นอนเนื่องอยู่กับจิตเมื่อได้รู้ความเป็นอะไรต่าง ๆ  ก็ออก

มาเป็นนั่นเป็นนี่  อีกอย่างหนึ่ง

 ทิฏฐิ  ความเห็นที่มีอยู่ในจิต  มุ่งเอาความเห็นผิดอยู่  แต่ถ้ามีอารมณ์มา

ประสบความเห็นที่มีอยู่ก็ออกมาเห็นอารมณ์  แล้วก็เห็นผิดจากความจริงไป  นี่

อีกอย่างหนึ่ง.

      อวิชชา  ตามศัพท์  แปลว่า  ความไม่รู้จะพึงแยกออกได้เป็น ๒  คือ

อวิชชาเดิมได้แก่ความไม่รู้  คือไม่รู้อะไร ๆ ออกไปเหมือนดังคนอยู่ในห้อง

มืด  ไม่รู้ว่าในห้องนั้นมีอะไร  มืด  ท่านจึงเรียกว่า ตโม หรือตมะ  แปลว่า

มืด  เมื่อมีอารมณ์มาประสบอวิชชานั้นออกไปรู้จักอารมณ์  อวิชชาก็มี

อาการคือรู้ผิดจากความจริง  ความจริงเป็นอย่างหนึ่ง แต่รู้ผิดจากความจริงไป

เป็นอีกอย่างหนึ่ง  นี่เป็นอวิชชามีอาการหรืออาการของอวิชชา  เหมือนดังคน

อยู่ในห้องมืด  ไม่รู้ว่าในห้องมีอะไร  เมื่อมีแสงสว่างเข้าไปในช่องหนึ่ง  ก็เห็น

สิ่งที่อยู่ในห้องนั้นช่องหนึ่ง  ก็นึกว่ามีเท่านี้แหละ ครั้นมีแสงสว่างเข้าไปอีกช่อง

หนึ่ง  ก็เห็นว่ามีเท่านี้แหละ  ไม่เห็นตลอด เช่นเห็นเกิดแล้วก็ดีใจ  เห็นตายก็

เสียใจ  สำหรับคนที่รักใคร่กัน  แต่ถ้าคนที่เกลียดกัน  เกิดขึ้นก็ไม่ชอบใจ 

ตายไปก็ยินดี

        กาม  ภพ  ( ภวะ )  ทิฏฐิ  อวิชชา  ทั้ง ๔ นี้ 

ที่นอนเนื่องครอบงำจิตอยู่  ยังไม่แสดงออกมาให้ปรากฏ ท่านเรียกว่า

อัณณวะ อัณณพ  แปลว่า  ทะเล  เหมือนดังน้ำในทะเลที่นอนอยู่ไม่ไหลก็ท่วม

ปกปิดของที่อยู่ภายใต้ไว้  เรียกว่า  โอฆะ บ้าง  โอฆะแปลว่ากระแส  หมาย

ความว่า  กระแสน้ำที่ไหลไปพัดพานท่วมทับสิ่งที่อยู่ในกระแสนั้น 

กาม  ภพ  ทิฏฐิ  อวิชชา  ที่แสดงอาการออกไป  ก็ท่วมทับไหลพัดพานใจ

สัตว์  จึงเรียกว่า  โอฆะ   กาม  ภพ  ทิฏฐิ อวิชชานี้  ที่มีอาการผูกใจสัตว์

ไว้ให้ติดอยู่ในอารมณ์ต่าง ๆ  หรือในภพ  เรียกว่าโยคะ   แปลว่า  เครื่อง

ประกอบร้อยรัดใจสัตว์ไว้  เรียกว่าคันถะ   แต่ก็ ๔ อาการนี้แหละ

   ถ้ามีอาการที่ท่วมทับให้จมอยู่ก็เปรียบด้วยทะเล  เรียกว่าอัณณพ  ที่ไหล

พัดพานท่วมทับใจเรียกว่า โอฆะ ที่ผูกใจไว้  เรียกว่า โยคะ  ที่ร้อยรัดใจไว้ก็

เรียกว่า คันถะ  สังโยชน์ก็ศัพท์เดียวกับโยคะแปลว่าประกอบพร้อม 

แม้พระอริยบุคคลชั้นต้นก็ละได้เพียงสังโยชน์บางอย่าง  ต่อขั้นสูงสุดจึงละ

สังโยชน์ได้หมด  เหล่านี้แหละเป็นกิเลส  เป็นมารทำลายล้างคุณ

ความดีที่ไม่ให้คนทำถูกต้องตามคลองธรรม  จึงเรียกว่า  กิเลสมาร  มาร

คือ  กิเลส

  เมื่อคนอยู่ในอำนาจของมาร  มารทำลายล้างความดี ใช้ไปให้ทำชั่วต่าง ๆ 

คนหรือสัตว์ก็ทำตามอำนาจมาร  นี่แหละมันจึงเกิดยุ่งกันขึ้น  คนตั้งตัวไม่ได้ก็

เพราะมาร  อยู่ด้วยกันไม่เป็นสุขก็เพราะมาร ไม่รู้ตามเป็นจริงก็เพราะมาร

แม้เราจะยังละมารกำจัดมารไม่ได้  แต่ก็ควรจะรู้จักหน้าตาของมารไว้  เมื่อ

มารอะไรเกิดขึ้นครอบงำใจ  ก็มีสติระลึกได้และรู้ตัว

      ท่านแสดงว่าพระพุทธเจ้าชนะมารก็ด้วยผจญมาร  ผจญก็ต่อสู้มาร 

ต่อสู้มารด้วยอะไร ? 

ด้วยบารมี  คือ  ทานบารมี  สีลบารมี  เนกขัมมบารมี  ปัญญาบารมี  นี่เป็น

ข้อปฏิบัติโดยตรง  วิริยะ  ขันติ  สัจจะ อธิษฐาน  เมตตา  อุเบกขา  เป็น

อุปการะช่วยอุดหนุน  ชนะมารชั้นต้นก็เป็นด้วยบารมีสามัญ

ชนะมารชั้นกลางก็ด้วยอุปบารมี  บารมีที่จวนใกล้ 

ชนะมารสูงสุดก็ด้วยปรมัตถบารมี  จึงได้เป็นพระพุทธเจ้า

     เพราะฉะนั้น  พระพุทธเจ้าชนะขันธ์เพราะท่านไม่ยึดถือขันธ์  ไม่อยู่ใน

อำนาจของขันธ์ ชนะอภิสังขารเพราะท่านไม่อยู่ในอำนาจของความนึกคิด ชนะ

มัจจุมารคือความตาย  เพราะท่านอยู่เหนือความตาย  ความตายไม่เข้ามา

เกี่ยวข้องกับท่านชนะเทวปุตตมาร  คือ  ชนะ  รูป  เสียง  กลิ่น รส 

โผฏฐัพพะ  ชนะกิเลสมาร  มารคือกิเลส  เพราะฉะนั้น จึงได้ชื่อว่ามารชิโน 

ผู้ชนะมาร  หรือ  ชิตมาโร  มีมารอันพระองค์ชนะแล้ว

       

      เรายังตกอยู่ในอำนาจหรือวิสัยของมารเพราะบำเพ็ญบารมียังไม่เต็มที่ 

แต่ถึงเช่นนี้  เมื่อระลึกถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว  ก็ควรจะนำคำสั่ง

สอนของพระพุทธเจ้าเข้ามาบำเพ็ญให้เป็นบารมีไป ชั้นต้นก็ปฏิบัติ

ทิฏฐธัมมิกัตถะ ชั้นที่ ๒  ก็ปฏิบัติสัมปรายิกัตถะ  ส่วนปรมัตถะแม้จะ

ยังไม่เห็นทาง  หรือเห็นว่าไม่สามารถจะปฏิบัติได้ ก็พึงรู้ไว้ตามเรื่องตามราว 

และก็ควรปฏิบัติในข้อที่พอสามารถปฏิบัติได้ถึงยังจะไม่ได้บรรลุปรมัตถะใน

ชาตินี้  ก็จักเป็นบุญกุศลให้ผลดีทั้งในชาตินี้และต่อไปกว่าจะถึงที่สุด 

เพราะคนเราเกิดมาแล้วก็ต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย  เมื่อไม่มีที่ยึดเหนี่ยวของ

ใจ  ใจก็ว้าเหว่  ถ้ามีที่ยึดเหนี่ยวของใจแล้ว  ใจก็อุ่นหนาฝาคั่งตายไปด้วยใจ

ที่อุ่นหนาฝาคั่งก็เป็นสุข ตายด้วยใจที่ว้าเหว่ก็เปล่าเปลี่ยวไม่เป็นสุข

( โอ.  ๑/๒๑๓-๒๑๙ ).

         อีกนัยหนึ่ง มาร  คือ  ผู้ทำลายล้างความดี  ได้แก่

โลภะ  คือความอยากได้หรือราคะ  คือความยินดี  ติดอยู่ในอารมณ์ที่ชอบ ๑ 

โทสะ  ความประทุษร้ายใจเพราะโกรธในอารมณ์ที่ไม่ชอบ  ๑ 

โมหะ ความหลงเพราะไม่พิจารณาดูให้รู้อารมณ์ตามเป็นจริง ๑ 

เกิดขึ้นที่จิต  ทำจิตให้กระวนกระวาย  จนถึงให้ทำชั่วทางกายบ้าง  ทางวาจา

บ้าง  เพราะความจงใจ 

  โลภะ  หรือ  ราคะ  โทสะ  โมหะ  จึงเป็นอกุศลมูล ที่ตั้งแห่งอกุศลด้วย 

เป็นอกุศลด้วย  และเป็นมารผู้ทำลายล้างความดี. 

( วชิร.  ๒๑๕ ).

 


คลิกดู "ธาตุรู้" ด้วย

โดย อาโป

 

กลับไปที่ www.oknation.net