วันที่ พฤหัสบดี สิงหาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ป ร า ส า ท วั ด พู … ม ร ด ก โ ล ก คู่ ล า ว ใ ต้ (3)


August 21, 2008

ปราสาทวัดพู … มรดกโลกคู่ลาวใต้ (3)

 

ด้านหลังทางทิศเหนือของปราสาท ฉันเดินผ่านต้นไม้ใหญ่ที่แผ่ร่มเงาให้กับบริเวณศาสนสถานวัดพู .. สาวเท้าก้าวผ่านแนวหินก้อนใหญ่ที่วางเรียงกันเป็นระเบียบมีมอสสีเขียวๆเกาะอยู่เต็ม ดูสดชื่น และแสดงถึงร่องรอยของสิ่งก่อสร้างที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรืองอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ .. แต่กาลเวลา และบนเส้นทางแห่งการเปลี่ยนแปลง รวมถึงการขาดการดูแล ทะนุบำรุงอย่างเพียงพอในบางช่วงเวลา ได้นำความทรุดโทรมมาสู่สถานที่แห่งนี้

 

บนแนวหมู่หิน ในกาลเวลาต่อมา ชาวบ้านได้มีการสร้างสถูปที่หากเดินทางผ่านไปในท้องที่ต่างๆในแถบนี้จะเห็นอยู่เจนตา ทั้งในท้องทุ่งนา และที่อื่นๆ นั่นคือสถูปบรรจุกระดูกบุคคลที่ล่วงลับไปแล้ว .. สมัยก่อน คงไม่มีการเข้มงวดในการนำสิ่งแปลกปลอมเข้ามาในเทวะสถาน

 

ด้านหลังทางขวามือของปรางค์ประธาน หากหันหน้าออกทางด้านซ้าย มีแผ่นหินธรรมชาติขนาดใหญ่ มีภาพแกะสลักรูปตรีมูรติขนาดเกือบเท่าคนจริง ซึ่งหมายถึงเทพเจ้า 3 องค์ ผู้เป็นใหญ่สูงสุดในศาสนาฮินดู อันได้แก่ พระศิวะ (อยู่ตรงกลาง) พระนารายณ์ (ทางด้านทางด้านขวา) และพระพรหม (อยู่ทางด้านซ้าย) รูปสลักพระนารายณ์ และพระพรหมอยู่ในท่าเคารพองค์พระศิวะ … ถือเป็นภาพสลักที่ปรากฏเพียงแห่งเดียวที่อยู่บนแผ่นหินธรรมชาติ เชื่อกันว่าเป็นฝีมือของชาวเจนละ และตรงพื้นด้านหน้าตรีมูรติ จะมีดอกไม้ธูปเทียนของผู้เลื่อมใสศรัทธานำมากราบไหว้บูชา เพื่อแสดงถึงความเคารพ

 

เดินถัดมาอีกประมาณ 10 เมตร ด้านขวามือจะเป็นโบสถ์ในพุทธศาสนาสร้างด้วยไม้ เพื่อเป็นที่พักของพระสงฆ์ ด้านในประดิษฐานพระพุทธรูปใหญ่ เล็ก หลายขนาด ซึ่งได้มีการสร้างแทนรูปเคารพของศาสนาฮินดู เมื่อศาสนาพุทธเข้ามาแทนที่ความเชื่อในศาสนาฮินดู และศาสนาพราหมณ์ในพุทธศตวรรษที่ 13

 

ถัดจากโบสถ์มีเส้นทางเดินเท้าคดเคี้ยวไปสู่ที่ตั้งของหิน 2 ก้อนแกะสลักเป็นรูปจระเข้ (ภาพประกอบจากคุณ Lovecondo 3 ขอบคุณค่ะ) และบันไดนาคตั้งอยู่ตรงข้ามกัน เชื่อว่าเป็นฝีมือของชาวเจนละในสมัยนั้นที่สลักไว้เพื่อใช้ในพิธีบูชายัญก็เป็นได้ … บางคนเชื่อว่าตรงนี้เป็นวิหารของพระอุมาหรือเจ้าแม่กาลี และหินที่เห็นเป็นแท่นสำหรับทำพิธีบูชายัญ .. เรื่องเล่าที่บอกต่อๆกันมาถึงพิธีกรรมบูชายัญในสมัยนั้น ค่อนข้างจะสยดสยองพอควร

 

เชื่อกันว่าในสมัยโบราณ ผู้คนแถบนี้มีศรัทธาความเชื่อเรื่องผีภู (เทพเจ้าแห่งภูเขา) ที่จะคอยปกปักรักษา และคุ้มครองผู้คน และดลบันดาลให้เกิดพืชภัณฑ์ธัญญาหาร และความอุดมสมบูรณ์ และทุกๆปีจะมีการเซ่นสังเวยผีภู โดยในพิธีจะมีการนำชายหญิงพรหมจรรย์หนึ่งคู่ มาเข้าพิธี โดยให้นอนลงบนแท่นหินที่เจาะเป็นรูปคน แทงด้วยมีดแล้วควักไส้ออกมาบูชา ส่วนเลือดที่ไหลงไปตามรางหินจะนำไปทาแผ่นดิน เพื่อก่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์

 

ส่วนหินก้อนที่แกะเป็นบันไดรูปงู เป็นบันไดพญานาค (รูปภาพจาก Internet) ใช้สำหรับส่งวิญญาณผู้ถูกบูชายัญไปสู่สรวงสวรรค์ … ต่อมามนุษย์เจริญขึ้น พิธีกรรมที่ใช้คนเป็นๆได้ล้มเลิกไป หันไปใช้วัวควาย และสัตว์อื่นแทน .. แต่ได้มีการยกเลิกพิธีนี้ทั้งหมดในเวลาต่อมา .. ยังคงเหลือเพียงร่องรอย และรูปสลักหินให้หวาดเสียวเล่นๆจนทุกวันนี้

 

นอกจากนั้นยังพบก้อนหินรูปร่างกลมขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนยอดเขาแกะสลักเป็นรูปหัวช้าง (รูปประกอบจาก Internet) เชื่อกันว่าเป็นหลักฐานชิ้นสุดท้ายสมัยขอมเรืองอำนาจ … เชื่อกันว่าสร้างขึ้นเพื่อบูชาช้างเอราวัณ พาหนะของพระอินทร์ และเพื่อสำนึกในบุญคุณของช้างที่ถูกใช้แรงงานมาสร้างปราสาท ความจริงช้างเอราวัณต้องมี 3 เศียร แต่ที่เห็นมีแค่เศียรเดียว เป็นเพราะยังแกะสลักไม่เสร็จนั่นเอง

 

ณ จุดสูงสุดของปราสาทวัดภู ที่ตั้งของปรางค์ประธาน หากมองลงมาด้านล่าง จะสามารถมองเห็นวิวเบื้องล่างได้อย่างสวยงาม เห็นน้ำบารายทั้ง 2 สระกำลังสะท้อนกับท้องฟ้าสีคราม และทิวทัศน์กว้างไกลอย่างชัดเจน … แต่จากบนนี้มองแทบไม่เห็นบันไดทางขึ้น เนื่องจากถูกบดบังจากกลุ่มของต้นจำปาลาวที่ชูช่อและดอกชาวปิดบังเอาไว้หมด

 

ว่ากันว่า …  วิวทิวทัศน์ที่เราเห็นในภาพ เป็นบริเวณที่เคยเป็นที่ตั้งของ เมืองเศรษฐปุระ เมืองเศรษฐปุระนั้น มีคูน้ำ 2 ชั้น ขนาดประมาณ 2x2 กิโลเมตร อยู่บนที่ราบเชิงเขาลาดลงสู่แม่น้ำโขง ดังนั้นคูน้ำด้านตะวันออกของตัวเมืองจึงสร้างขนานกับฝั่งโขง ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่าเมืองนี้เป็นเมืองที่มั่งคั่ง เนื่องมาจากสามารถทำเกษตรกรรมแบบถาวรได้ และไม่เคยได้รับอุทกภัยจากแม่น้ำโขงเลย เพราะสภาพภูมิประเทศสูงกว่าระดับน้ำที่ขึ้นสูงสุด

 

เราเดินลงจากปราสาทมาด้วยอารมณ์ที่ดื่มด่ำกับความสวยงาม และบรรยากาศที่ดูขลังและศักดิ์สิทธิ์ จนลงมาถึงชั้นล่าง เดินผ่านถนนหินทรายที่วางเรียงจากบันไดขึ้นวัดภูลงมาเป็นทางเดิน สองข้างมีเสานางเรียง ที่เชื่อกันว่าตั้งไว้เพื่อประดับทางขึ้นสวรรค์ไปเฝ้าเทพเจ้า

 

ทุกปีจะมีงานประเพณีของวัดภู เป็นเทศกาลที่โด่งดัง และดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ทั้งชาวลาวและชาวต่างประเทศ โดยจะอยู่ในช่วงวันเพ็ญเดือน 3 ของทุกปี ซึ่งก็คือวันมาฆะบูชานั่นเองค่ะ จะมีการจัดงานติดต่อกัน 3 วัน ประชาชนลาวจากทุกสารทิศ ทั่วทุกแขวงจะเดินทางนำสิ่งของมาบวงสรวงตามจุดสำคัญต่างๆในบริเวณองค์ปรางค์ประธาน ในวันสุดท้ายของงานเทศกาลพระสงฆ์จะออกมาบิณฑบาต พอตกค่ำจะมีพิธีเวียนเทียนไปรอบๆปรางค์ประธาน … นอกจากนั้นยังมีการแสดงทางวัฒนธรรมดั้งเดิมของลาว .. การแข่งช้าง แข่งม้า .. การแข่งเรือ แข่งกีฬาพื้นเมือง และการออกร้านขายสินค้าให้กับผู้ที่มาเดินเที่ยวชมงาน

 

เห็นภาพของคลื่นมหาชนที่แต่งกายพื้นเมืองสวยงาม ขึ้นบันไดปราสาท และกิจกรรมในงานประจำปีของวัดพู ในวีซีดีที่ซื้อมา เป็นภาพที่งดงามอลังการมากภาพหนึ่งทีเดียว .. แต่ด้วยความโลเทคของฉันเองที่ไม่สามารถจะก๊อปปี้ภาพออกมาให้ดูได้ ต้องขออภัยด้วยค่ะ … แล้วจะไปเรียนวิธีการกับผู้รู้ค่ะ

ด้านล่าง .. ตรงทางเข้าเทวสถานวัดพู เป็นที่ตั้งของห้องจัดแสดงวัตถุโบราณวัดพู หากเป็นที่บ้านเราก็คงเรียกว่าพิพิธภัณฑ์ .. ด้านในของห้องแสดง จัดแสดงโบราณวัตถุประเภทต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่นำลงมาจากกลุ่มปราสาทด้านบนนั่นเอง หากแต่มีการรวบรวมโบราณวัตถุจากบริเวณใกล้เคียง เช่น จากวัดวาอาราม ผนวกเข้ามาด้วย … วัตถุโบราณที่เห็น มี ศิวะลึงค์ในแบบและขนาดต่างๆ ซึ่งพบมากมายในบริเวณนี้ พระพุทธรูปทำจากหินทราย ใบเสมาหิน มองดูคล้ายๆกับที่พบเห็นในเขตอีสานใต้ เป็นต้น

 

Note :

- พรุ่งนี้จะไปเที่ยวชมมหานทีสี่พันดอนกันค่ะ ก่อนที่จะไปที่น้ำตกหลี่ผี และน้ำตกคอนนะเพ็ง

- ขอบคุณรูปภาพประกอบบางภาพจากคุณ Lovecondo 3 และ Internet

 

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net