วันที่ ศุกร์ สิงหาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

มะเร็ง...เพื่อนรัก ตอน ชีวิตใหม่หลังการผ่าตัด


หลังการผ่าตัด
ผมได้ยินเสียงเรียกของเจ้าหน้าที่ในห้องผ่าตัดเป็นระยะๆ แต่ไม่สามารถตอบสนองได้เท่าที่ควร ความรู้สึกจำได้ว่าถูกเรียกให้รู้สึกตัวในห้องผ่าตัดรู้สึกปวดปัสสาวะมาก และรู้สึกปวดแผลที่ผ่าพอสมควรเลยทีเดียว หลังจากนั้นมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ถูกย้ายกลับมาที่ห้องรวมเพื่อพักฟื้นแล้ว

ปวด ปวด ปวด
ตอนนั้นได้ยินเสียงแม่ เสียงน้องและญาติ และได้ยินเสียงเพื่อนหมอที่มาเยี่ยม ได้ยินเสียงรอบตัวทุกอย่าง แต่ไม่สามารถตอบสนองอะไรใครได้เลย รู้แต่ว่า เวลายาแก้ปวด(มอร์ฟีน)ที่เขาฉีดให้ทุก 4 ชั่วโมง ใกล้หมดฤทธิ์ ผมก็จะรู้สึกปวดจนทนไม่ไหว เริ่มละเมอเพ้อพกขึ้นมาว่า "ปวด ปวด ขอยา ขอยา" เพื่อนที่เป็นคุณหมออยู่ที่นั่น เข้ามาเจอก็ตกใจ เพราะว่าผ่าตัดก่อนกำหนด เขาเข้าใจว่าเป็นเช้าวันถัดไป

เย็นวันอังคารนั้น เขาเข้ามาเยี่ยมก็เหวอไปเลย พร้อมกับวิ่งไปคุยกับพยาบาลเรื่องยาแก้ปวด (ขอบคุณมากๆเลยนะเพื่อน) เพื่อนมากระซิบข้างหูว่า เขาให้ยาแก้ปวดมากเต็มที่แล้วนะ คือถ้าให้มากกว่านี้ จะไปกดทับการหายใจ จะทำให้หยุดหายใจได้ เป็นอันตรายมาก ผมก็ได้แต่ทนไป รอจนครบ สี่ชั่วโมง เพื่อจะได้ยาแก้ปวด ได้ยินเสียงเพื่อนอีกคนหนึ่ง พยายามบอกให้หายใจลึกๆ ทำสมาธิจะได้สู้กับความปวด ก็ทำได้เป็นพักๆ (ก็มันปวดนี่นา )

แม่เล่าให้ฟังว่า เราเพ้อละเมอบอกรักแม่ รักพ่อ ไปหมด คืนนั้นแม่ ก็แอบอยู่เฝ้าจนถึงเช้า ตอนเที่ยงคืนคุณพยาบาลก็มาขอร้องให้แม่กลับบ้าน เพราะว่าผิดระเบียบทางโรงพยาบาล คุณแม่เลยออกไปรอหน้าห้องพักรวม ก็ลูกทั้งคนนี่นา ใครจะสบายใจกลับบ้านไปได้ลงคอ

ชีวิตใหม่ ในวันถัดมา
รู้สึกตัวอีกครั้ง ประมาณ เกือบๆตีห้า ของเช้าวันใหม่ ลืมตายังไม่ค่อยจะขึ้น แต่เห็นภาพแม่นั่งอยู่ข้างๆเตียงแล้ว คนอื่นๆก็ทะยอยมากันหลังจากฟ้าสางแล้ว ทุกคนดูท่าทีสบายใจมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะทุกคนได้แบกรับความรู้สึกกังวลไว้ โดยไม่ให้ผมรับรู้อะไรทั้งนั้น

วันนั้นผมยัง งงๆเบลอๆกับ ยาสลบ แต่ก็เริ่มรู้สึกดึขึ้นหลังจากเที่ยง โชคดีที่ไม่ได้แพ้ยาสลบในห้องผ่าตัด ไม่มีการอาเจียน หรือเวียนหัวหลังจากฟื้น ไม่มีเสมหะด้วย (ถือว่าโชคดีมากๆ ไม่งั้นคงจะโทรมกึ๊ก) พอเริ่มรู้สึกตัว ก็พบว่ามีสายระโยงระยางรอบตัวเลย ไม่ต้องขยับเขยื้อนอะไรกันทีเดียวเชียว ทั้งสายปัสสาวะ สายเดรน(สำหรับระบายของเหลวในช่องท้องหลังการผ่าตัด) สายน้ำเกลือ แล้วก็สายยางสอดจมูกที่ดูดน้ำย่อยอีก (ถ้ามองเห็นตัวเองได้ คงจะไม่กล้ามองตัวเองเหมือนกันนะเนี่ย )

อยากออกจากโรงพยาบาลใจจะขาด
คุณหมอบอกว่า ให้พยายามขยับตัวเป็นขั้นเป็นตอน โดยขั้นแรก ให้พยายามพลิกตัว หลังจากนั้นก็พยายามลุกขึ้นนั่ง และหายใจยาวๆ เพื่อไม่ให้ปอดแฟบ (หลังผ่าตัดอาจจะมีอาการปอดแฟบได้ ทำให้หายใจไม่สะดวก) ต่อมาก็พยายามยืน และเดิน

คุณหมอและพยาบาลบอกว่า พยายามอย่านอนเฉยๆ เพราะจะทำให้ท้องอืด และให้เดินให้ได้บ่อยๆเท่าที่จะทำได้ เพื่อกระตุ้นให้ลำไส้ที่เพิ่งผ่าตัด ได้ทำงาน และภายในจะได้ไม่เกิดพังผืด ถ้าเกิดพังผืดขึ้นก็อาจจะต้องโดนผ่าตัดซ้ำอีก

ผายลมและผายเล็ด (เป็นยังไงน้า)
แต่ละวันที่ผ่านไปในโรงพยาบาล ผมมีเวลาทำความรู้จักกับตัวเองมากขึ้น ผมต้องคอยสังเกตตัวเองตลอดในแต่ละวันว่าวันนี้รู้สึกอย่างไร ปวดแผลไหม ปากแห้งแค่ไหน (เวลาปากแห้งก็เอาน้ำมากลั้วๆปาก ดื่มน้ำก็ไม่ได้) สองวันแรกหลังการผ่าตัด รู้สึกได้เลยว่า การขับถ่ายยังไม่เป็นปกติสุขดีนัก ช่วงแรก ก็ยังไม่ปวดถ่ายเลยสักนิด จนคุณหมอให้ยาถ่ายไประตุ้นลำไส้ใหญ่ เวลาปวดถ่าย ก็จะรู้สึกว่าต้องถ่ายซะ ณ บัดนั้น ไม่ควรรีรอ ตอนแรกๆเหมือนกับ บังคับการขับถ่ายยังไม่ค่อยได้ แต่สัญญาณที่ดีของการทำงานของลำไส้ก็คือ การผายลมและการผายเล็ด..



ผายลมเนี่ยก็คือการที่เราๆท่านๆผายกันอยู่ทุกวันเนี่ยล่ะครับ (อย่าบอกนะว่าคุณไม่ผายลม ลำไส้คุณผิดปกติแหงมๆ ไปหาหมอด่วนเลยครับท่าน) แต่ผายเล็ดเนี่ยน่ะสิ มันคือการผายลมที่มี ส่วนประกอบไม่พีงประสงค์ออกมาร่วมวงด้วย ทำให้เกิดภาพที่ไม่ค่อยจะน่าดูเท่าไรนัก ช่วงสองสามวันแรกผมมีอาการผายเล็ดอยู่ประมาณ 2-3 ครั้ง ต้องเรียกให้คุณพยาบาลมาเปลี่ยนผ้าปูที่นอนด้วย แบบว่า เขินเหมือนกัน เกิดมาจนป่านนี้ยังจะทำอะไรเลอะเทอะอีกแต่คุณพยาบาลบอกว่า..

"มีออกมาน่ะดีแล้วนะ แปลว่
าลำไส้มันเริ่มทำงาน ถ้าไม่มีเนี่ยน่ะสิ จะแย่"

เราก็สบายใจขึ้นกับคำปลอบของคุณพยาบาล ที่มาเปลี่ยนผ้าปูให้ แต่ก็ยังอดเขินไม่ได้สิน่า


สำหรับบล็อกนี้ขอพักไว้เท่านี้ก่อนนะครับ ตอนหน้าจะมาเล่าต่อว่า ผมทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคร้ายนี้ และหลังจากรู้แล้ว ผมรู้สึกอย่างไร แล้วพบกันนะคับ

โดย จักรจาคี

 

กลับไปที่ www.oknation.net