วันที่ จันทร์ สิงหาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

มะเร็ง...เพื่อนรัก ตอน เคมีบำบัด


ตลอดเวลาประมาณ 2-3 เดือนที่ผ่านมา ผมเองก็ได้พบกับสิ่งต่างๆมากมายระหว่างการให้เคมีบำบัด ทั้งสิ่งที่คาดคิดและไม่คาดคิด ในเบื้องต้นนั้นคุณหมอได้วางแผนการให้เคมีบำบัดว่า เบื้องต้น ให้เคมีบำบัด 4 ครั้ง แล้วดูผลการให้เคมีบำบัดโดยการติดตามสภาพร่างกายหลังจากให้ยาแล้วว่า มีการเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด ระหว่างการให้เคมีบำบัดแต่ละครั้งนั้น ต้องมีการตรวจสอบสภาพร่างกายว่า บอบช้ำจากการให้ยาแค่ไหน โดยการเจาะเลือดเพื่อตรวจดูการทำงานของตับ ตรวจปัสสาวะเพื่อดูว่ามีโปรตีนหลุดปนออกมาหรือไม่ ซึ่งถือเป็นการเช็คการทำงานของไต และมีการตรวจค่า CEA (Carcinoembryonic Antigen) เป็นระยะ เพื่อติดตามว่ามะเร็งมีการเพิ่มจำนวนขึ้นหรือไม่อย่างคร่าวๆ

กลัว กล้า และ บ้าบอ

ผมเองถึงจะเป็นผู้ชายตัวเล็กๆคนหนึ่ง แต่ผมเองก็คิดว่าตัวเองมีความใจกล้าและบ้าบิ่นอยู่พอตัว แต่ถึงกระนั้นก็เถอะครับ เวลาได้รับรู้สิ่งที่เรียกว่า "ความจริง" บางทีมันก็ยังทำให้เกิดอาการ "รับไม่ได้" ขึ้นมาบ้างเหมือนกัน ความจริงแรกที่ผมได้เจอ ก็คือตอนที่ผมได้ไปเข้าเป็นเคสในการประชุมของคุณหมอที่โรงพยาบาลครับ ครั้งนั้นผมก็ได้ทราบว่า ผมเอง "เป็นมะเร็งระยะแพร่กระจาย" ตอนนั้นคุณแม่เองก็ไม่อยากให้หมอบอกผม แต่ผมเองก็บอกคุณหมอว่า "บอกมาเถอะครับ" ตอนนั่งฟังก็เฉยๆครับ ยังยิ้มได้ แต่พอกลับบ้านเท่านั้นแหละ ก็เข้าห้องนอน นั่งหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต พอรู้ว่าระยะแพร่กระจายเนี่ยมันเป็นขึ้นไหน ก็นั่งร้องไห้อยู่คนเดียว... นี่แหละครับ ที่ว่า บ้าบอ

หลังจากนั้นก็ต้องมีการพบคุณหมอ เพื่อวางแผนการให้เคมีบำบัดครับ ผมยังจำได้ครับ ครั้งแรกที่ผมต้องมาพบคุณหมอเพื่อวางแผนผมเองได้ตั้งใจไว้แล้วว่า จะ"ทำเป็นกล้า"ถามคุณหมอด้วยตัวเองด้วยคำถามที่ว่า "ผมจะอยู่ได้อีกนานเท่าไรครับหมอ" โดยไม่บอกให้พ่อแม่รู้ก่อน คุณหมอพอได้ฟังดังนั้นก็ตอบผมว่า

"คือด้วยตัวโรคกับระยะของโรคนะครับ มันอยู่ในระยะแพร่กระจาย หมอเองก็บอกไม่ได้ว่า แพร่กระจายไปแล้วจะควบคุมได้มากน้อยแค่ไหน เอาเป็นว่า ขอให้อย่าเพิ่งมองไปไกลมาก ให้มองในช่วง 1 ปีนี้ก่อนแล้วกันครับ ภายใน 6 เดือนนี้ คาดว่าจะสามารถควบคุมโรคที่แพร่กระจายได้ และภายใน 1 ปีจากนี้ไปก็คงยังไม่มีปัญหาอะไร ส่วนที่เกิน 1 ปีไปหมอเองก็ยังบอกไม่ได้ครับ"

อ่านถึงตรงนี้คงรู้แล้วใช่ไหมครับ ว่าหลังจากกลับบ้านมาวันนั้นก็.. "บ้าบอ" อีกที ตามระเบียบ


ใครๆก็มีครั้งแรก...

ทุกคนในโลกก็ต้องมีการเริ่มอะไรเป็นครั้งแรกทั้งนั้น การให้เคมีบำบัด ครั้งแรกเนี่ย เป็นอะไรที่ผม วิตกกังวล มาก เป็นพิเศษ ก็กิตติศัพท์ของมันฟังแล้วน่ากลัวน้อยซะเมื่อไรล่ะครับ ทั้งผมร่วงเอย อาเจียนเอย สารพัด ในวันที่เข้าโรงพยาบาลนั้นผมตั้งใจไว้แล้วว่า ถ้าผมจะร่วงก็ต้องให้มันร่วงไปนะ อ้วกก็อ้วก ท้องเสียก็เข้าห้องน้ำ เราต้องทำให้ได้ พอถึงเวลาจริงครับ 24 ชั่วโมงแรกที่ให้ยา ก็ดูเหมือนจะผ่านไปด้วยดีครับ ผมยังทานอาหารได้ ไม่อาเจียน หลังจากที่ลองเอามือจับผมเป็นระยะๆ ก็เห็นว่ามันยังอยู่ครบดี ก็ช่วยให้พอใจชื้นได้บ้าง


นึกว่าจะไม่เป็นอะไร ที่ไหนได้..

พอให้ยาเคมีบำบัดครบชุดแรก ผมก็เริ่มมีอาการให้เห็นแล้วครับ ผมเริ่มเบื่ออาหาร และรู้สึกเหม็นกับอาหารบางชนิด รู้สึกพะอืดผะอมบอกไม่ถูก คลื่นไส้เป็นระยะๆ แต่ยังไม่ถึงกับอาเจียนออกมา พอเริ่มรู้สึกอย่างนี้ก็รู้แล้วว่าเราเองก็ไม่ได้เป็นซุปเปอร์แมนมาจากไหน ก็มีอาการแพ้เหมือนกันแหละว้า แต่ในใจก็พยายามกินอาหารนะครับ ถึงจะเบื่อมากแค่ไหน ก็พยายามกิน เพราะว่าถ้าไม่กิน ก็ยิ่งไม่มีแรง อาจจะทำให้อ่อนเพลียไปกันใหญ่

การรอคอยอันแสนยาวนาน

ไม่รู้ว่าเพื่อนๆจะรู้จักร้านเครปที่โชคชัยสี่ไหมนะครับ ที่ร้านนี้คนขายจะเป็นคุณป้าคนหนึ่งท่าทางใจดี ที่จะทำเครปไปอย่างใจเย็นโดยที่มีลูกค้ามานั่งรอกันอย่างใจจดใจจ่อ โดยแต่ละคนก็ลงคิวในสมุดคิว บ้างก็ลงไว้ตั้งแต่หกโมงเช้า บ้างก็เพิ่งมาลงชื่อ บางครั้งกว่าจะได้ทานก็ต้องรอกันถึง 3 ชั่วโมง!! การรอเครปอาจจะดูนาน แต่มันก็กลายเป็นเรื่อง "ขำๆ" ไปทันทีเมื่อผมมาให้คีโม


หน้าตาขวดน้ำเกลือและเครื่องจ่ายที่อยู่เป็นเพื่อนผมตลอดสองวันครับ


ในแต่ละครั้งที่ต้องให้เคมีบำบัดนั้น ใช้เวลาทั้งสิ้นรวมกันประมาณ 50 ชั่วโมง นั่นก็หมายความว่าในแต่ละครั้ง ผมต้องอยู่โรงพยาบาลอย่างน้อย 2 คืน วันแรกที่ไปถึงยังไม่มีอะไรมากหรอกครับ ก็แค่เจาะเข็ม ให้น้ำเกลือ ให้ยาแก้แพ้ แล้วก็เริ่มให้คีโม ช่วงท้ายๆของวันแรกน่ะครับ จะเริ่มคลื่นไส้และเบื่ออาหาร ลองคิดดูนะครับว่า คุณต้องอยู่กับอาการ เบื่ออาหาร พะอืดผะอม และท้องเสียเป็นระยะๆ โดยมีสายน้ำเกลือ ล่ามไว้ มันจะน่ารำคาญขนาดไหน ยิ่งช่วงที่น้ำเกลือใกล้จะหมดนั้น แทบจะเรียกได้ว่าดีใจกว่าได้ เค้าท์ดาวน์ปีใหม่ที่เซ็นทรัลเวิลด์เสียอีก ผมได้เรียนรู้เลยครับว่า ตั้งแต่เกิดมาบนโลกกลมๆใบนี้ ไม่เคยรอคอยอะไรด้วยความอดทนขนาดนี้มาก่อนเลย

ก้าวไปอย่าช้าๆ

วันเวลามันผ่านไปเรื่อยๆ เหมือนกับลมพัด ทุกๆ 2 อาทิตย์ผมจะต้องไปเจาะเลือดเพื่อดูปริมาณ เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และเกร็ดเลือด และดูการทำงานของตับและไตช ถ้าทุกอย่างเป็นปกติผมก็จะเข้าโรงพยาบาลให้เคมีบำบัดในวันรุ่งขึ้น ผมยอมรับเลยครับว่าใช้ความอดทนอย่างมาก กว่าจะผ่านไปได้แต่ละครั้ง แต่ผมก็บอกตัวเองไว้เสมอว่า เราต้องหาย ระยะเวลา 2 เดือนที่ให้เคมีบำบัด ดูเหมือนว่าจะนาน แต่มันก็ผ่านไปโดยที่เราไม่รู้ตัว

ผลข้างเคียงที่มากขึ้น ความอดทนที่น้อยลง

เมื่อถึงการให้เคมีบำบัดครั้งที่ 4 ผมก็เริ่มรู้สึกว่า ผลข้างเคียงมันแสดงออกให้เห็นมากขึ้นกว่า 2-3 ครั้งแรก เลือดกำเดาไหลก็เป็นอาการข้างเคียงหนึ่ง ที่มาจากตัวยา Avastin ช่วงแรกๆ เลือดก็ออกบ้าง แต่ลักษณะเหมือนซึมๆอยู่ในโพรงจมูก ไม่ถึงกับทำให้เราตกใจ แต่ครั้งที่ 4 หลังจากกลับบ้านมาได้สองสามวัน เลือดกำเดาออกมากขึ้น ถึงขั้นออกมาเป็นหยดๆ ลงพื้นโดยไม่รู้ตัว โดยมีอยู่ครั้งหนึ่งเลือดออกนานเกือบครึ่งชั่วโมง ทำเอาคนในบ้านแตกตื่นมิใช่น้อย (น้องสาวตกใจจะส่งผมเข้าโรงพยาบาลอยู่แล้ว) ยังดีที่ไม่เสียเลือดมากจนถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาล

แล้วก็ถึงวันตัดสิน..

หลังจากการให้เคมีบำบัดครั้งที่ 4 ผมก็ได้พักประมาณ 3 อาทิตย์เพื่อรอคิวการเข้าทำ CT Scan ดูช่องท้องว่า การให้ยาได้ผลดีหรือไม่ หลังจากที่ทำ CT Scan ไปแล้วหนึ่งอาทิตย์ ก็มาฟังผลกับคุณหมอ ผลการสแกนออกมาว่า ส่วนที่เคยสงสัยว่าเป็นมะเร็งที่แพร่กระจายไปยังตับ และต่อมน้ำเหลือด้านหลังบางส่วนนั้น ได้หายไปเกือบหมดแล้ว แต่! ครับ แต่! การให้ยายังควรจะให้ต่อไป

คุณหมอบอกว่า การให้ยาที่ครบถ้วนนั้น ต้องให้ถึง 12 ครั้ง!!! (ซึ่งในตอนแรกผมฟังผิดเป็น อีกสองครั้ง -_-" ) ผมลองคำนวณในใจคร่าวๆถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแล้ว ก็พาลสงสารพ่อจริงๆ ที่ต้องรับภาระหนักขนาดนี้ ณ วินาทีนั้น ทำให้ผมนึกถึงคำพูดประโยคนึง ในรายการเกมโชว์ที่ว่า "คุณทำได้ดีแล้วครับ แต่ยังไม่ดีพอ..."

วันนั้นกลับมาบ้านก็คิดสับสนนิดหน่อย เลยปลอบใจตัวเองว่า อย่างน้อยเจ้ามะเร็งมันก็ตอบสนองกับยาดี ต่อจากนี้จะเป็นยังไง ทางข้างหน้าจะต้องเจออะไรอีก ผลข้างเคียงที่มากขึ้น โดยเฉพาะอาการชาตามมือและเท้าจะทำให้ ผมดำเนินชีวิตอย่างปกติหรือเปล่า ก็คงต้องรอดูต่อไปครับ

โดย จักรจาคี

 

กลับไปที่ www.oknation.net