วันที่ พฤหัสบดี พฤษภาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อนาคตของชาติ ขึ้นอยู่กับระบบการศึกษาของไทย


เห็นคะแนนโอเน็ตที่ผ่านมา มีนักเรียนจำนวนมากได้คะแนนต่ำกว่า 50% หรือ บางคนเป็น 0 ด้วยซ้ำ ในขณะที่เกรด GPA นั้นสูงเหลือเกิน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโรงเรียนจำเป็นต้องปล่อยเกรดเพื่อให้นักเรียนของตนมีสิทธิในการเข้ามหาวิทยาลัยได้ง่ายขึ้น  นี่เป็นหนึ่งตัวชี้วัดถึงระบบการศึกษาในประเทศไทย  เยาวชนเป็นอนาคตของชาติ  การศึกษาเป็นรากฐานสำคัญยิ่งที่จะหล่อหลอมระบอบความคิด ค่านิยม และจริยธรรมให้แก่เยาวชนไทย  หากรากฐานไม่มั่นคง  อนาคตของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ไม่อยากคิดเลยค่ะ

ตั้งแต่ดิฉันเด็กๆ ใครๆ ก็บอกว่า การศึกษาที่ได้ร่ำเรียนมาในเมืองไทย คือการสอนให้จำ มากกว่าสอนให้รู้จักคิด  เด็กๆ ทุกคนไม่ว่าจะระดับชั้นไหนก็ต้องเรียนพิเศษ  สมัยดิฉันมาเรียนพิเศษจริงๆ จังๆ ก็ตอนมัธยมแล้ว แต่สมัยนี้ แม้กระทั่งสอบเข้าประถมก็ต้องติว...เด็กๆ อนุบาลเริ่มเรียนรู้การเรียนพิเศษแล้ว....ดิฉันเคยสอนดนตรีเด็ก ป.1 คนหนึ่ง ทุกวันก่อนเข้าเรียนต้องเรียนพิเศษ หลังเลิกเรียนก็เรียนพิเศษ กลับถึงบ้านต้องทำการบ้าน อ่านหนังสือ และซ้อมดนตรี  ส่วนเสาร์-อาทิตย์ ตารางเรียนเต็มเอี๊ยด....เริ่มจากวันเสาร์ เธอมาเรียนดนตรีกับดิฉัน  แล้วไปต่อภาษาอังกฤษ ช่วงบ่ายไปเรียนว่ายน้ำ  วันอาทิตย์ เธอไปเรียนดนตรีกับครูท่านอื่นๆ....ดิฉันเห็นแล้วเหนื่อยแทน....เด็กอาจไม่รู้สึกเหนื่อย เพราะถูกสอนให้ทำเช่นนั้นมาตั้งแต่เล็ก  แต่ส่วนตัว ดิฉันเชื่อว่า เด็กยังคงต้องการเวลาในการเล่นเพื่อเรียนรู้ในสิ่งรอบตัว.....สิ่งที่น่าจะได้ในวัยเด็กอาจจะไม่มีโอกาสสัมผัสเลย.....

เมื่อคราวที่ดิฉันได้รับทุนของสมาคมไทย-อเมริกันไปเรียนชั้นม.5 ที่อเมริกา  นี่แหละค่ะที่ทำให้ฉันรู้ว่า “การศึกษาของไทยต่างจากที่นั่นเหลือเกิน”  เด็กทุกคนถูกสอนให้กล้าแสดงความคิดเห็น  ไม่เหมือนเด็กไทยที่ หากถูกครูถาม ก็ได้แต่นั่งเงียบฉี่....ไม่มีการสอนให้ท่องจำ แต่เน้นการพูดคุย ถกเถียงกันเพื่อให้เข้าใจในเรื่องหนึ่งๆ ได้อย่างถ่องแท้.....จริงๆ ศักยภาพของเด็กไทยสูงกว่าฝรั่งนะคะ  เรื่องเลข ฟิสิกส์ เคมี เราเก่งกว่าเขาเยอะเลย แต่น่าแปลกที่เมืองไทยกลับไม่มีนักวิทยาศาสตร์เก่งๆ มาคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ในการพัฒนาประเทศ

นอกจากนี้  เรื่อง “ภาษา” ก็เป็นส่วนหนึ่ง  ปัจจุบัน ทุกคนต้องยอมรับว่าภาษาอังกฤษเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง  แต่รู้ไหมคะว่า ระดับภาษาอังกฤษของเด็กไทยต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน อย่างมาเลย์ เวียดนาม พม่า บางคนบอกว่า “คิดในทางที่ดีว่าเราไม่ได้เป็นเมืองขึ้นต่างชาติในอดีต”  น่าภูมิใจก็จริงค่ะ แต่เราต้องพัฒนาขีดความสามารถในด้านภาษาของเด็กไทย คนไทยให้ทัดเทียมหรือดีกว่าประเทศเหล่านั้น....เพราะนี่เป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการที่ทำให้ประเทศเรามีความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้....ความคิดดี เข้าท่า  แต่อธิบายไม่ได้ สื่อสารให้คนอื่นเข้าใจไม่ได้  ก็เท่านั้น....

ดังนั้น ดิฉันคิดว่า การปรับปรุงมาตรฐานการศึกษาไทยเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง  นโยบายนี้ไม่สามารถทำได้ในระยะสั้น แต่สามารถวาแผนการปรับแบบค่อยๆเป็นค่อยๆไปในระยะยาว....เพราะหลักสูตรการศึกษาจะปรับทีเป็นเรื่องใหญ่ ดิฉันเข้าใจค่ะ....แต่ต้องทำ เพื่ออนาคตของประเทศ....โดยคำนึงถึง

1)       ทำอย่างไรให้เด็กไทยรู้จักคิด...รู้จักที่จะค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องที่เขาสนใจ เพื่อเป็นการต่อยอดความสนใจนั้นๆ...สิ่งนี้ดิฉันว่าสำคัญ เพราะมันจะกลายเป็นรากฐานของความคิดสร้างสรรค์และการใฝ่รู้ให้แก่เขา....เด็กในโรงเรียนฝรั่ง เขาถูกสอนให้รู้จักค้นคว้าสิ่งที่ตนเองมีความสนใจ  ไม่ใช่ครูสอนในหนังสือเท่านี้ก็เท่านี้....เขารู้จักค้นหาและนำมาแลกเปลี่ยนความรู้หรือความคิดกันในห้องเรียน...ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกปลูกฝังตั้งแต่เด็ก...และนี่อาจเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กไทยเวลาสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ไม่รู้ว่าจริงๆ ตนอยากเรียนอะไร อยากเป็นอะไร เพราะไม่มีใครบอก ไม่มีใครให้ความรู้  ไม่เคยหัดคิดตัดสินใจเอง  เอาความนิยมหรือตามเพื่อน ตามพ่อแม่เข้าว่า....ดิฉันตอบสอบมหาลัย ดิฉันก็ไม่รู้ค่ะ เลือกไปแบบลองดู....แต่บังเอิญเข้าไปเรียนแล้วชอบเลยโชคดีไป....

2)       ทำอย่างไรให้มาตรฐานการศึกษาเท่าเทียมกันทุกโรงเรียน....ยากค่ะ...แต่ต้องลองดู....เพราะถ้ามาตรฐานการศึกษาต่างกันลิบลับระหว่างโรงเรียนมีชื่อและโรงเรียนธรรมดาทั่วไป ก็คงพอนึกออกว่ามาตรฐานความรู้เด็กย่อมต่างกันแน่นอน.....ควรมีการแลกเปลี่ยนครูระหว่างโรงเรียน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อยกมาตรฐานให้เท่ากัน....

3)       การศึกษาในต่างจังหวัด ควรผสมเอาความรู้ในชุมชนลงไปด้วย เช่น เทคนิคการปลูกพืช การทำเกษตรผสมผสาน เป็นต้น เพื่อให้เขาเข้าใจและมีความตั้งใจที่จะประกอบอาชีพเหล่านี้  นำความรู้ที่รำเรียนมาปรับปรุงพื้นที่เกษตรที่ตนมี เพิ่มมูลค่าเพิ่มให้แก่พื้นที่ของตน....ปัจจุบัน เด็กๆ ในพื้นที่ชนบทมักสมองไหล เข้ามาทำงานเป็นคนงานในเมืองมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นช่างก่อสร้าง คนงานในโรงงาน แม่บ้าน...แล้วในอนาคตที่พ่อแม่ของคนเหล่านี้จากไป ใครจะเป็นผู้สานต่อพื้นที่เกษตรเหล่านี้.....ใครจะเป็นผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดวิถีชุมชนในการทำเกษตรที่สืบทอดกันมา....ดิฉันว่าคำถามนี้ก็น่าคิดนะคะ....อย่าลืมการปลูกฝังจิตสำนึกให้แก่เด็กๆ เหล่านี้ อย่าให้เขารู้สึกว่าการเข้าไปทำงานในเมืองคือสิ่งโก้เก๋ เขาก็จะทิ้บ้านไป ควรสร้างให้เขารู้สึกว่าการทำเกษตร ถ้าทำดีๆ ก็รวยได้ มีเงินมีทองได้  เหมือนกัน

4)       การปรับปรุงเรื่องภาษาอังกฤษ  ไม่จำเป็นต้องพูดสำเนียงฝรั่งได้ แต่ต้องฟังรู้เรื่อง ตอบโต้ได้  สิ่งเหล่านี้ไม่ยาก แต่ต้องหาทางให้เด็กๆ สามารถฝึกค่ะ ฝึกฟัง ฝึกพูด ฝึกโต้ตอบ ก็จะเก่งเอง มีหนึ่งชั่วโมงต่อวันหรือต่ออาทิตย์ที่ทุกคนต้องพูดภาษาอังกฤษ หรือการสอนในมหาลัยต้องเป็นภาษาอังกฤษด้วย....ดิฉันเคยสอนเด็กป.4 ที่เรียนโรงเรียนสองภาษา (เรียนบางวิชาเป็นภาษาอังกฤษ บางวิชาเรียนเป็นภาษาไทย) พูดภาษาอังกฤษกับเขา เขาสามารถเข้าใจและตอบได้ ถึงแม้ไวยากรณ์อาจไม่ถูกนัก แต่ก็ใช้ได้  ในขณะที่ดิฉันไปสอนเด็กมหาลัยที่เรียนหลักสูตรนานาชาติ พูดอังกฤษในความเร็วที่ช้าแล้ว เด็กก็ยังไม่เข้าใจและตอบไม่ได้ ไม่รู้จะพูดเป็นภาษาอังกฤษว่าอย่างไร...

5)       การปรับมาตรฐานของครู ซึ่งสิ่งนี้สำคัญที่สุด  อาจารย์มหาลัย  ครูอนุบาล ครูประถม ครูมัธยม โดยเฉพาะครูประถมและมัธยม สำคัญที่สุด เพราะเป็นคนวางรากฐานให้แก่เด็กไทย....การเป็นครู เงินเดือนไม่มาก  คนก็ไม่อยากเป็น.....ซึ่งจริงๆ หากเทียบในประเทศที่พัฒนาแล้ว อาชีพครูเป็นอาชีพที่มีรายได้ดีทีเดียว....และหลายครั้งที่เห็นว่าครูที่สอนเก่งหลายคนก็กั๊กวิชา คือสอนในห้องไม่เต็ม 100% เอาเทคนิคต่างๆ หรือติวข้อสอบไปสอนนอกเวลาเพื่อหารายได้พิเศษ....นอกจากนี้ เห็นข่าวว่าครูต่างจังหวัดขาดแคลน จะมีโครงการครูสหกิจที่จะให้นักศึกษาไปฝึกสอนพร้อมได้รับเงินเดือนด้วย ก็แอบห่วงเล็กๆ เพราะกลายเป็นเกิดครูหมุนเวียนในระบบ....ครูที่มาฝึกสอนจะสอนได้มาตรฐานหรือไม่....แต่ก็เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นที่ดีนะคะ.... 

ขอฝากไว้ด้วยค่ะ เพราะอนาคตของประเทศไทยก็อยู่ที่เยาวชนไทย  สร้างพวกเขาให้ดีให้เก่ง เพื่อช่วยกันพัฒนาประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกด้วยค่ะ 

ถึงสิ่งนี้เป็นการลงทุนระยะยาว กว่าจะเห็นผลเป็นสิบปี แถมอาจจับต้องไม่ได้ แต่เราต้องทำค่ะ เพื่อประเทศไทยของเรา

โดย Gorbua

 

กลับไปที่ www.oknation.net