วันที่ ศุกร์ สิงหาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ละเมียดละไมในทุ่งนา


รถจักรยานยนตร์กลางเก่าใหม่ของสินชัย  นำทางเราไปบนถนนลูกรัง  แยกออกจากถนนสายหลักของหมู่บ้าน  ลึกเข้าไปในแปลงนาห่างออกไป  ในเขตการปกครองของตำบลหนองพะยอม อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร

ในท้องทุ่ง  ต้นไม้น้อยใหญ่ยืนทอดเงากลางเปลวระยิบแดดปลายเดือนพฤษภาคม  ผืนนาถูกแบ่งกั้นด้วยคันดินยกสูงเพียงเข่า  ทำไว้เพื่อเก็บกักน้ำตามความต้องการของต้นข้าว  แปลงเล็กบ้างใหญ่บ้างตามแต่ความลาดชันของผืนนา  ในระดับที่หัวแปลงท้ายแปลงไม่สูงต่ำต่างกันเกินกว่าน้ำที่กักเก็บสามารถกระจายไปหล่อเลี้ยงได้ทั่วถึง

แต่ละผืนนาที่ต่ำสูงแตกต่าง  เกี่ยวข้องกับเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เลือกหว่านดำในแต่ละแปลงอย่างมีนัยสัมพันธ์   ข้าวแต่ละพันธุ์มีลักษณะเฉพาะของตนแตกต่างกันไป    ทั้งความต้องการน้ำ ทั้งอายุการเก็บเกี่ยว   จำเป็นจะต้องสอดคล้องกับระยะเวลาของน้ำฝนและปริมาณผืนนาที่เก็บกักน้ำ   เพราะนั่นจะส่งผลถึงผลผลิตที่ได้ในแต่ละปี 

 ชาวนาไม่สามารถควบคุมสภาพดินฟ้าอากาศได้    ฉะนั้นการอยู่และอาศัยธรรมชาติอย่างเข้าใจ   การเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้สอดคล้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชาวนาปีผู้พึ่งพิงธรรมชาติ จึงไม่แปลกที่พันธุ์ข้าวในแต่ละท้องทุ่ง   จะมีความแตกต่างและหลากหลายตามสภาพภูมิประเทศและสภาวะดินฟ้าอากาศในแต่ละท้องถิ่น

เฉพาะที่แบ่งพันธุ์ข้าวกันอย่างหยาบๆ ได้สามประเภท คือ ข้าวเบา จะมีอายุสั้น ปลูกในที่สูงนาดอน ต้องการน้ำน้อยปลูกหลังสุดเก็บเกี่ยวก่อน ทันน้ำทนแล้ง ข้าวกลาง เป็นข้าวอายุยาวกว่าข้าวเบา ต้องการน้ำบ้างพอสมควร  ปลูกได้ในพื้นที่นาน้ำขัง แต่ไม่สูงมากนัก   และข้าวหนัก เป็นข้าวอายุยาว   สามารถยืดตัวหนีน้ำได้เก่ง   ผู้รู้หลายคนกล่าวถึงข้าวหนักพื้นบ้านบางชนิดว่าสามารถยืดหนีน้ำได้เกินกว่าสองเมตร   จะปักดำก่อนน้ำมาเพื่อให้ข้าวตั้งต้นแตกอรอหน้าน้ำหลาก จากนั้นน้ำจะสูงหรือน้ำท่วมขังแปลงนาก็ไม่เป็นกังวล   เป็นหน้าที่ของแม่โพสพที่จะยืดตัวหนีน้ำเอง   รอเวลาจนกว่าน้ำยุบเหือดลดค่อยลงมาเยี่ยมเยียนและเก็บเกี่ยว   ถึงตอนนั้นก็สามารถขนส่งคมนาคมได้อย่างสะดวก    หลีกเลี่ยงความเสียหายจากสภาพอากาศที่แปรปรวน   ฟังแล้วช่างเหมาะกับสภาพภูมิอากาศของสยามประเทศ ณ ปัจจุบัน   ที่หาความแน่นอนไม่ได้ เดี๋ยวท่วมเดี๋ยวแห้งแล้งแปรเปลี่ยนรวดเร็วรุนแรง  

............

 

ข้าวที่กล่าวถึงข้างต้น แต่ละประเภทยังแบ่งเป็นพันเป็นหมื่นชนิด ที่แต่ละพันธุ์ชาวนาได้แสวงหา เลือกเฟ้น   และตั้งชื่อตามลักษณะของเมล็ด ต้นกอ หรือแม้แต่แหล่งที่มาของเมล็ดข้าวตามแต่สะดวกเรียก   ภูมิปัญญาและองค์ความรู้เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ถูกถ่ายทอดผ่านการกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า   จนสิ่งมหัศจรรย์ดูเป็นเรื่องที่แสนจะธรรมดาสำหรับผู้สืบสายเลือดชาวนา   แล้วจะน่าเสียดายขนาดไหนหากว่าสิ่งดีๆเหล่านี้ถูกกลืนเลือนหายไปกับกระแสการส่งเสริมที่มองด้านเดียว หวังให้ชาวนาทำนาเพียงเพราะอยากได้เมล็ดข้าว   ขาดความละเอียดรอบครอบกับสิ่งที่โยงใยเชื่อมต่อรอบข้าง   หวั่นว่าสักกวันเราจะต้องกลับมาล้อมคอกเมื่อวัวหายกันอีก  

ในแปลงนา พ่อเฒ่าวัย 70   กำลังเหยียบคันเร่งเพื่อเพิ่มกำลังลากให้กับรถไถคันเล็ก   จนแผดเสียงดังก้องท้องทุ่ง   ดั่งจะบอกพ่อเฒ่าให้รับรู้ถึงความหนักเหนื่อยที่เกินกำลัง   ดินขี้ไถกระเด็นลู่ไหลตามแรงครูดดึงของผาลใบไถ ที่กดปักลงบนแปลงผืนนาอันแห้งแข็งด้วยฝนทิ้งช่วงมาหลายสัปดาห์

หลังเสร็จอาหารมื้อเที่ยงแบบเรียบง่ายใต้ร่มไม้บนคันนา   งานของครึ่งวันบ่ายกำลังเริ่มขึ้น เมล็ดข้าวพันธุ์พื้นบ้านชั้นดี   ที่ผ่านการคัดเลือกเก็บอย่างพิถีพิถันจากการเกี่ยวเมื่อปลายปีที่แล้วหลายกระสอบ   ถูกจัดเตรียมและแบ่งส่วนใส่กระบุง ตะกร้า พร้อมสะพายขึ้นบ่าด้วยความชำนาญ

สินชัย และ วันเพ็ญ บุญอาจ  คู่สามีภรรยาบวกแรงของพี่สาวและพี่เขย   ที่แม้นจะแยกเรือนไปแล้ว  ทว่าหากเมื่อถึงยามต้องการแรงงาน  การออกแรงลงแขกแลกเปลี่ยนช่วยเหลือแบ่งปันยังคงอยู่

สี่แรงจากครอบครัวใหญ่ในแปลงนาที่พ่อได้ไถเตรียมไว้เมื่อตอนเช้า  มือหนึ่งพยุงตะกร้า กะบุงบนบ่าไม่ให้กวัดแกว่งจนเสียการทรงตัว   มือหนึ่งหยิบกำเมล็ดและโปรยหว่านลงสู่พื้นผิวที่แห้งผงตามทิศทางเบื้องหน้า ซ้าย ขวา  โดยไม่ต้องรอให้มีน้ำ   กะเกณฑ์อัตราการกระจายให้ความถี่ห่างพอประมาณตามต้องการอย่างคล่องแคล่ว   ทำพลางตะโกนพูดคุยสลับหยอกล้อแทรกเสียงหัวเราะอย่างอบอุ่นใกล้ชิด   

ส่วนพ่อตากำลังง่วนอยู่กับการตรวจซ่อมรถไถคันเล็กคู่ใจ                      หลังจากกรำงานหนักในช่วงเช้า  เตรียมพร้อมกับการลงคราดกลบเมล็ดข้าวที่ลูกๆจะช่วยกันหว่าน  กันไม่ให้นกหนูลมแดดมาทำลายการงอกของเมล็ดก่อนกำหนด   ไว้รอน้ำฝนจากฤดูกาลมาช่วยเติมความชื้นสู่พื้นผิวดิน   ให้เมล็ดข้าวสามารถงอกต้นแทงหน่อทะลุขึ้นมาเติบโตในแปลงนาได้   จากนั้นก็เป็นหน้าทีของเจ้าที่เจ้านา ดินฟ้า อากาศ ธรรมชาติเป็นผู้ช่วยชุบเลี้ยงต่อไป  ชาวหนองพะยอมเรียกการทำนาดังกล่าวว่าเป็นการหว่านแห้ง   จะเริ่มลงมือตอนต้นฤดูฝน

จะว่าไปแล้ว บรรยากาศระหว่างร่วมลงแรงของบ้านใหญ่ในวันนี้ ดูเป็นความสุขที่หาได้ง่ายในวิถีชีวิตประจำวันไม่ต้องอาศัยเครื่องปรุงแต่งให้สิ้นเปลือง  ต่างกันลิบกับโครงการที่รัฐทุ่มงบประมาณก้อนโตในการจัดฉากประกาศกำหนดเป็นวันแห่งการเสริมสร้างความสุขของครอบครัว

พื้นที่ฝั่งตะวันออกแม่น้ำน่าน  ในเขตจังหวัดพิจิต รวมถึง ตำบลหนองพะยอม  อำเภอตะพานหิน   ระบบชลประทานยังเข้ามาไม่ถึง   ชาวบ้านยังคงทำนาปีตามวิถีตั้งเดิมของบรรพบุรุษ แต่ฝั่งตรงข้ามด้านตะวันตกเป็นพื้นต่ำ   มีระบบชลประทานหล่อเลี้ยงได้ทั้งปี    จึงสามารถทำนามากกว่าหนึ่งครั้งในรอบปี   จากคำบอกเล่าของพี่สินชัย   ความเป็นอยู่ของคนสองฝั่งจึงแตกต่างทั้งรายได้และรายจ่าย   รวมถึงประเพณีวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับการทำนา ชาวนาปรังเปลี่ยนไป หลายสิ่งอย่างหายไปจากชุมชน   ด้วยความไม่สอดคล้องระหว่างช่วงการผลิตกับห้วงเวลาประเพณีดั้งเดิม   ถึงจะมีรายรับมากกว่าแต่รายจ่ายก็มากทวีเป็นเงาตามตัว

เดิมสินชัย เป็นคนพื้นเพอำเภอทับค้อ ครอบครัวมีอาชีพทำสวนผัก จนหลังแต่งงานจึงเข้ามาอยู่กับครอบครัวฝ่ายหญิงผู้มีอาชีพหลักในการทำนา   ซึ่งก็สามารถปรับตัวเข้ากับอาชีพใหม่ได้อย่างไม่ยากเย็นด้วยมีพื้นฐานเกษตรอยู่แล้ว   ยังไงเสียเกษตรกรก็ย่อมเข้าใจในเกษตกรได้ดีและง่ายกว่าคนนอกภาคเกษตรวันยังค่ำ

ครั้งหนึ่งเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา   สินชัยและพี่น้องชาวนาที่นี่บางส่วน เคยดื้อต่อธรรมชาติฝืนทดสอบทำนาปรัง   แม้นว่าจะตระหนักถึงข้อจำกัดของระบบชลประทานในพื้นที่   ด้วยว่าอยากจะเพิ่มรายได้จากการทำนาเหมือนฝั่งตรงข้าม  และแล้วทุนที่อดออมมาหลายปีก็ถูกละลายสูญไปกับผืนนา  เหนื่อยเปล่าทั้งกายใจ   นั่นดูจะเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่ทำให้ชาวนาที่นี่ยอมสยบต่อวิถีธรรมชาติ   โดยไม่คิดจะริทำนาปรังอีกจนถึงทุกวันนี้

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงสารพัดของนาปี   ในหนึ่งปีมีครั้งเดียวไม่มีโอกาสแก้ตัว  ต้องอาศัยน้ำจากฟ้า   ปริมาณฝนมากหรือน้อยไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง   เทวดาเป็นผู้กำหนด   หรือจะเหตุเพราะชาวนาผู้เฝ้ารอทำนาเพียงปีละครั้ง   มีเวลาเหลือพอทีจะตะเตรียมการทำนาอย่างละเอียดละเมียดละไม   เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในอาชีพของตนก็ตาม   แต่ชาวนาที่นี่ ยังคงผูกพันอยู่กับวิถีความเป็นอยู่แบบชาวนาดั้งเดิม    ประเพณีความเชื่อเดิมยังคงถูกรักษาและถือปฏิบัติอย่างมิให้ขาดหาย   เป็นต้นว่า  ผืนแผ่นดินที่ลงหว่านไถ  จะได้รับการเคารพนับถือผ่านชื่อพระแม่ธรณี   เชื่อในอำนาจ เจ้าที่ เจ้านา ผีบ้าน ผีไร่ ผีนา   ผู้เป็นเจ้าของที่ไม่ใช่ตัวชาวนาผู้ถือครองในใบกรรมสิทธิ์   หลังเสร็จสิ้นจากการเก็บเกี่ยวผู้เฒ่าชาวนาเป็นเพียงแค่ผู้ขอใช้ประโยชน์ ยังต้องทำพิธีจ่ายค่าเช่าที่นาให้กับเจ้าที่เจ้านา   เป็นการแก้บนตามความเชื่อแต่โบราณ

“..เราจะเลี้ยงเจ้านา  เมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วก็มาเลี้ยง ตามที่ได้บนบานศาลกล่าวไว้ เหมือนเราเช่าที่นาเขาทำจากเจ้านา ต้องให้ค่าเช่า...”  วันเพ็ญ  ขยายความสิ่งที่ครอบครัวถือปฏิบัติมาทุกปีมิได้ขาด

 จากคำบอกเล่า ประเพณีดั้งเดิมที่เคยมี ที่นี่ยังสืบทอดและยึดถือจากบรรพบุรุษด้วยความผูกพันและศรัทธาแม้จะปรับเปลี่ยนรายละเอียดไปบ้าง   ชาวนาจะกระทำต่อผู้มีพระคุณด้วยความเคารพบูชาดั่งว่าทุกสรรพสิ่งล้วนมีชีวิตจิตใจ   ทั้งต่อผืนแผ่นดิน  ฟ้าฝน รวมถึงเมล็ดพันธุ์ข้าว  สานต่อด้วยเชื่อมั่นในการพึ่งพาและแบ่งปันกับทุกสิ่งอย่าง  ที่เกี่ยวข้องทั้งตามธรรมชาติและเหนือธรรมชาติ   โดยมิต้องพิสูจน์ผลทางวิทยาศาสตร์

                        เดือนหกตามจันทรคติ   ทั้งหมู่บ้านจะลงแรงช่วยกันจัดงาน เลี้ยงเจ้าบ้านผีผู้ดูแลคุ้มครองหมู่บ้าน เพื่อบอกกล่าวและเสี่ยงทายเสริมสร้างกำลังใจก่อนลงทำนา  จากนั้นจึงเป็นเวลาเริ่มลงมือไถดะ  บางบ้านจะถือฤกษ์ชัยเอาหลังวันพืชมงคลเป็นวันเลี้ยงเจ้านาหรือผีนาเจ้าของผืนดินที่หว่านไถตัวจริงตามความเชื่อ    ทั้ง ไก่ตัว หัวหมู เพื่อบนบานศาลกล่าว  ขออนุญาตใช้ประโยชน์ที่ดินในการทำนา   รวมถึงการหาฤกษ์หายามวันดี   วันธงชัยวันแรกหว่าน

ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ตรงกับประเพณีสารทไทย   ถึงคราวเมื่อข้าวเริ่มตั้งท้อง   บรรดาชาวนาผู้ใช้ประโยชน์จากที่ดิน  ต่างเตรียมอาหาร  ผลไม้เปรี้ยวหวาน ทั้งกล้วย ส้ม หมากพลู  จัดหามาส่ง  เพื่อทำพิธีรับขวัญท้องข้าวถึงหัวไร่ปลายนา  ระลึกถึงแม่โพสพด้วยความเคารพ ห่วงใยในแม่ผู้ตั้งครรภ์ที่อยู่ปลายนา   ชาวนาเชื่อว่าเมื่อให้อาหารอันสมบูรณ์กับแม่แล้ว   ก็จะทำให้ได้ผลผลิตข้าวติดดอกออกเมล็ดเต็มเม็ดเต็มหน่วย   ครั้นเมื่อจะลงเก็บเกี่ยว ในวันแรกเกี่ยว   ต่างต้องทำพิธีเรียกขวัญแม่โพสพเพื่อเป็นสิริมงคล  หลังเก็บเกี่ยวเสร็จก็จะเชิญแม่ขึ้นยุ้งกลับฉาง ไม่ให้มีตกหล่นถูกทิ้งหลงลืมอยู่กลางนา   นั่นเป็นจิตใจอันละเอียดอ่อนของชาวนา ผู้คำนึงถึงความรู้สึกนึกคิดของชีวิตอื่นๆเสมอ

เมื่อได้ผลผลิตจากท้องทุ่งสมกับการเฝ้ารอมาทั้งฤดูกาลผลิต   ชาวนาผู้ทำนาจะทำพิธีเสียค่าเช่าให้เจ้านา ผีทุ่ง ด้วยข้าวใหม่ หมากพลู เหล้าไหไก่ต้ม   ตามแต่ได้บนบานไว้เมื่อครั้งก่อนลงนา   ต่อจากนั้นเดือนสามเดือนสี่ตามจันทรคติ   เป็นห้วงเวลาแห่งการจัดงานประเพณีแห่ข้าวพันก้อน  วันเทศน์มหาชาติงานใหญ่ประจำปีของชาวนา   เป็นการเฉลิมฉลองผลผลิตข้าวจากท้องทุ่ง หลังจากบุญใหญ่เทศน์มหาชาติ  ก็ยังนำน้ำมนต์ ธง และข้าวกระยาสารทมาเลี้ยงที่นาเพื่อเป็นการขอบคุณและเฉลิมฉลอง

ประเพณีที่ชาวนาถือปฏิบัติสืบต่อกันมาจากอดีตถึงปัจจุบันอย่างไม่มีข้อกังขานี้   สิ่งที่สัมผัสได้ชัดเจนคือ    การกล่อมเกลาให้ถอดเอาหัวใจตนใส่ลงไปกับสิ่งที่กำลังกระทำต่อทุกสรรพสิ่งด้วยความเคารพ   กระทำด้วยความประณีต   และมิได้จำกัดอยู่เฉพาะในฤดูการหว่านไถเท่านั้น หากยังครอบคลุมถึงกิจวัตรอื่นของชาวนาในรอบปี  ที่ยังวนเวียนและเกี่ยวข้อง

หลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว ชาวนาปี  ยังมีเวลาให้สำหรับจัดเตรียมซ่อมแซมเครื่องไม้เครื่องมือในการทำนา   ตกแต่งหัวคันนา แต่งทางน้ำเข้า ทางน้ำออกไว้เตรียมดักปลาในฤดูน้ำมา   ตัดแต่งกิ่งไม้ในแปลงนา ไม่ให้มีร่มเงามากจนบดบังแสงในฤดูทำนา   กิ่งก้านไม้ใหญ่น้อยยังนำมาเผาถ่านไว้ใช้ในครัวเรือน   เหลือก็ขายเสริมรายได้    สินชัยเล่าว่าสองปีที่ผ่านมาอาจจะด้วยก๊าซหุงต้มมีราคาสูงขึ้น   ถ่านไม้จากปลายนาบ้านหนองพะยอมจึงถูกแบ่งใส่ถุงขนาด 1.8 กิโลกรัม ราคา10 บาท   ไม่พอขายในตลาดท้องถิ่น  

มีหลายปัจจัยที่เอื้อให้นาปีไม่ต้องพึ่งพาข้องเกี่ยวกับสารเคมีมากนัก  ไม่ว่าจะด้วยข้อจำกัดในการควบคุมปริมาณน้ำในนา   เพราะถึงใส่ปุ๋ยเคมียี่ห้อดังราคาแพง   ถ้าไม่มีน้ำเป็นตัวช่วยละลายก็ไร้ประโยชน์   สูญเม็ดเงินที่อุตสาหะเก็บออมเสียเปล่าหรืออาจต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงให้กับนายทุนผู้ให้กู้ยืมลงทุน

ภูมิปัญญาดั้งเดิมในการกำจัดหญ้า วัชพืชตัวฉกาจแห่งท้องนาที่ทำมาแต่โบราณกาลยังใช้ได้ผล โดยการไถดะแล้วทิ้งช่วงเวลารอ  หล่อให้เมล็ดหญ้าที่ร่วงหล่นและเริ่มงอกงาม จึงกำจัดซ้ำด้วยการไถแปรอีกรอบ ปริมาณหญ้าในแปลงนาปีนั้นก็จะลดหายสมใจนึก   และที่สำคัญพันธุ์ข้าวพื้นบ้านในนาปีไม่กลัวหญ้า   ทั้งนี้เพราะช่วงเวลาข้าวออกรวงจะช้ากว่าหญ้า   ส่วนหญ้าเมื่อออกดอกครบอายุแล้วก็จะยุบและล้มตายตามวงจรชีวิต  คงเหลือแต่ต้นข้าวพร้อมรวงเหลืองสะพรั่งรอการเก็บเกี่ยวจากชาวนา  

 หรือหากจะกล่าวถึงแมลงหรือโรคระบาดที่เป็นอีกปัญหาใหญ่ของชาวนา   ข้าวพันธุ์พื้นบ้านซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวหลักในนาปีก็ทนทานสามารถเอาอยู่   โดยแทบมิต้องพึ่งพายาฆ่าแมลงหรือสารกำจัดศัตรูพืชให้เปลืองสตางค์และเสื่อมสุขภาพ   การออกแรงตัดหญ้าตามคันนาเองเป็นอีกทางเลือก   ที่ชาวนาใช้ป้องกันและกำจัดศัตรูแม่โพสพ   ซ้ำยังได้อาหารอันโอชะให้วัวควายเป็นประโยชน์ต่อที่สอง    วัวควายสัตว์เลี้ยงคู่เรือนมาแต่บรรพกาลที่แปรจากปัจจัยการผลิต   เปรียบเสมือนบัญชีเผื่อเรียกก้อนโตของเหล่าชาวนาในปัจจุบัน   สามารถแปรเป็นทุนได้อย่างฉับพลันทันใจ

ทำนาปี ไม่ได้เร่งรีบร้อนเหมือนทำนาปรัง   มีเวลาเหลือพอให้กับกิจกรรมในท้องทุ่งอย่างละเอียดสมใจ   ทั้งตากข้าวเปลือกให้พอเหมาะ   ฝัดคัดสิ่งเจือปนออกจากเมล็ดก่อนเก็บเข้ายุ้งฉาง หรือแม้แต่การคัดเฟ้นเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูกที่ต้องการ เอาไว้ใช้ในฤดูแห่งการเพาะหว่านของปีหน้า

เริ่มตั้งแต่การหมั่นตรวจตรา  เฝ้าสังเกตการแตกกอเจริญงอกงาม  ความทนทานต่อสภาพอากาศ  การให้ผลผลิต ลักษณะรวงต่อต้นต่อกอ รูปร่าง จำนวนเมล็ด  หรืออาจรวมถึงรสชาติที่เลิศลิ้นเมื่อเปลี่ยนเป็นข้าวหุงสวยสุกไว้พิสูจน์ในชามจาน   การเรียนรู้สั่งสม ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น และยืนหยัดจวบจนทุกวันนี้

สินชัย  พูดถึงวิธีการขั้นตอนการเก็บเมล็ดพันธุ์   ที่ยังคงทำอยู่ให้ฟังอย่างง่ายและดูไม่ซับซ้อน   เริ่มจากการคัดเลือกแปลงนาที่ไม่มีหญ้า   รวงข้าวมีเมล็ดสวยใส   ถึงตอนเก็บเกี่ยวจะเก็บหลังสุดอาจจะใช้รถเกี่ยวหรือคนก็ได้   แต่ต้องมั่นใจว่าจะไม่มีการปนเปื้อนกับเมล็ดจากแปลงอื่น   มิเช่นนั้น ความพยายามที่เริ่มมาตั้งแต่ต้นเป็นอันสูญเปล่า   จากนั้นนำเมล็ดที่ได้มาตากกับผืนผ้าตาข่ายถี่ให้แห้งพอเหมาะ    เอาสิ่งเจือปนออกจากเมล็ด  เก็บใส่กระสอบหรือภาชนะอื่นที่เตรียมไว้รอฤดูการหว่านไถถัดไป  เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอน   ประหยัดทุนในการซื้อพันธุ์ข้าวที่ปัจจุบันแพงกว่าราคาข้าวปกติเกือบเท่าตัว   สำคัญคือมั่นใจว่าได้ข้าวเม็ดงามที่ครอบครัวปรารถนา    เพราะเก็บเองกับมือ   

สำหรับครอบครัวสินชัย   ปัจจุบันใช้พันธุ์เหลืองทองซึ่งเป็นพันธุ์พื้นบ้านและพันธุ์ส่งเสริม

พิษณุโลก 2  หากเมล็ดพันธุ์ที่เก็บเองยังมีเหลือ   ก็แบ่งปันแลกเปลี่ยนให้กับเพื่อนร่วมอาชีพที่ขัดสน   ตามประสาชาวนาปีผู้มิได้มองผลกำไรเป็นเรื่องหลักในการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกัน

“ให้เขายืม สงสารเขา ให้ไปลงก่อน แล้วปีหน้าค่อยเอามาคืน”   วันเพ็ญ ย้ำให้เห็นถึงความนึกคิดเอื้ออาทรที่มีต่อเพื่อนบ้านผู้ร่วมชะตากรรม

สองสามีภรรยาทำนากว่า 130 ไร่  เป็นที่นาของตัวเองประมาณ 100 ไร่   ที่เหลือเช่าทำ เมื่อปีที่แล้วมีรายได้เหลือจากการทำนาสามแสนกว่าบาท   

ที่ดินถือเป็นปัจจัยหลักของชาวนาและเป็นสิ่งที่พี่สินชัยให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆของการทำนา   ด้วยข้อจัดกัดหากเช่าที่นาของคนอื่นก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก   พัฒนาปรับปรุง ค่อนข้างยาก   อยากขุดบ่อหรือทำอะไรหากเจ้าของเขาไม่ยอมก็ไม่สามารถทำได้   ที่ดินจึงเป็นทรัพย์สินที่พี่สินชัยไม่ลังเลที่จะลงทุนซื้อ   หากมีเงินเก็บออมมากพอจะแปรเป็นแปลงนาหลายไร่ทันทีเมื่อมีโอกาส   อย่างน้อยก็อุ่นใจว่าจะมีพื้นที่ให้แม่โพสพได้เติบใหญ่ขยายพันธุ์และหล่อเลี้ยงชีวิตเหล่าชาวนาต่อไป

ด้วยความเป็นคนที่ไม่หยุดนิ่งกับการหาความรู้ใส่ตัว   และอีกหลายเหตุผลที่สนับสนุนให้ สินชัยและครอบครัวประกาศตัวเป็นมิตรกับธรรมชาติอย่างเต็มตัวในปัจจุบัน   งดและเลี่ยงการข้องเกี่ยวกับสารเคมี   เรียนรู้และฝึกฝนที่จะอยู่กับธรรมชาติโดยใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิม   หันกลับมาใส่ใจกับพันธุ์ข้าวพื้นบ้านที่มากด้วยคุณสมบัติที่ดีเยี่ยมหลายประการ    ทำการปรับปรุงบำรุงดินโดยทำปุ๋ยใช้เอง ใช้แกลบขี้ไก่ ขี้วัว โรยในนาแล้วค่อยไถกลบ   เลือกใส่เฉพาะพื้นที่ขาดความสมบูรณ์โดยสังเกตจากสภาพผลผลิตในปีที่ผ่านมา

หลังเสร็จสิ้นจากการทำนา  การเดินทางเพื่อแสวงหาความรู้จากพันธมิตรก็เริ่มขึ้น การได้พบปะแลกเปลี่ยนกับคนอื่นจากข้างนอกจะช่วยเสริมความรู้   หรือบางที่ความรู้ประสบการณ์ที่ตนมีอาจจะเป็นประโยชน์กับผู้ร่วมแลกเปลี่ยน   ต่างแบ่งปันสู่กัน

ชาวนาปีผู้มีเวลาเพียงพอ แม้นผลตอบแทนจากการทำนาที่เป็นตัวเงินจะไม่สูงมากนัก แต่ก็มีรายได้อื่นๆเข้ามาเสริม  หาของมาขาย ปลูกผักกิน เลี้ยงปลาที่บ่อน้ำ ปลูกมะนาว กล้วย ไผ่หวานริมขอบสระ  พอได้กินและเหลือแบ่งขาย

เมื่อชาวนาเป็นมิตรกับธรรมชาติ  ธรรมชาติก็เป็นมิตรกับชาวนา   พอถึงหน้าน้ำหลาก กุ้ง หอย ปู ปลา อาหารจากธรรมชาติอันอุดมมีอยู่เต็มท้องทุ่ง  แค่มีเบ็ดออกมาปักก็ได้กินแล้ว ชาวนาปีที่นี่จึงยังอยู่อย่างง่ายงาม   มีเวลาใส่ใจกับสิ่งที่เกี่ยวข้องในวิถีชีวิตของตน   ลงมือกระทำกิจอย่าง  ละเอียดประณีต

“คนทำนาปีละเอียดกว่าคนทำนาปรัง” นั่นเป็นคำยืนยันจากชาวนาปรังฝั่งตะวันตกน้ำน่าน   เพื่อนร่วมอาชีพแต่ต่างกรรมวิธีผลิต   กล่าวถึงสินชัยและบรรดาชาวนาปีที่นี่

“ข้าวไม่ต้องแพงกว่านี้ก็ได้ แต่อย่าให้น้ำมันแพงกว่านี้อีก” คำปรารภจากวันเพ็ญ     ดั่งจะฝากไปกระทบถึงผู้มีอำนาจในการกำหนดทิศทางของประเทศ

                        “เราชาวนา...ต่างรู้สึกว่าเป็นชาวนาสบายแล้ว ในหนึ่งปีทำงานแค่ ห้าเดือน...และข้าวที่ได้ยังเลี้ยงคนอีกค่อนโลก ได้บุญได้กุศล”  สินชัย กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ในท่าทีที่ยิ้มแย้ม อ่อนน้อม และเรียบง่าย  แต่ดูเป็นจริง มีพลัง  แลเห็นสุขสงบในประกายตา

แดดยามบ่ายคล้อยสาดแสงส่องกระทบร่างสี่พี่น้องชาวนา  ที่ต่างกำลังเหวี่ยงหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวลงสู่พื้นนากำแล้วกำเล่า  แลเผินๆผ่านเงาที่ทอดยาวพาดข้ามคูคันนา   เกิดจินตนาการเป็นท่วงท่าลีลาร่ายรำตามจังหวะเพลงไร้เสียง   ของพระแม่โพสพกลางท้องทุ่ง

  

 

โดย เมียงซอคีรีมัญจา

 

กลับไปที่ www.oknation.net