วันที่ ศุกร์ สิงหาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เกาะติดสถานการณ์


นายกรัฐมนตรีเข้าห้องน้ำสาธารณะ

ปานศักดิ์    นาแสวง


                                   ท้องฟ้าไหวพร่าระริกด้วยไอแดด   ลมพัดเอื่อยอ่อนในอากาศอับอู้   ในโมงยามรีบเร่งนายกรัฐมนตรียืนกระเย้อกระแหย่งรอคอยอยู่อย่างอดทนกลางแสงแดดจัดจ้า   เขาถูกรุกเร้าจากความร้อนระอุของอากาศ   เหงื่อเหนียวเหนอะหนะซึมออกมาจากแผ่นหลัง    ซอกรักแร้  เขาเริ่มหงุดหงิดและกระสับกระส่าย  ใบหน้าเริ่มปรากฏริ้วรอยเหี่ยวย่นจากการหมกมุ่นครุ่นคิด

                                   เขารู้สึกถึงการคุกคามของมัน   ยืนหมดอาลัยตายอยากอยู่ชั่วขณะหนึ่ง   ความรู้สึกเก็บกดประดังขึ้นมา   ตัวสั่นไปด้วยความกลัวตกอยู่ในห้วงทุกข์จนทนแทบไม่ไหว   หัวใจเต้นถี่มือเท้าสั่นไปหมด   ความหวาดหวั่นจู่โจมเข้ามาที่ตัวเขา    ชะเง้อมองแล้วมองอีกไปยังบานประตู    คนที่ยืนอยู่ในแถวต่างจ้องมองว่าเมื่อใดจะได้เข้าห้องน้ำบ้าง

                                    มีความเงียบเข้ามาแทนที่อีกครั้งหนึ่ง   ไม่รู้ว่าเวลามันผ่านไปนานแค่ไหน   ความปวดยิ่งเกาะกุมแบบไม่ยอมปล่อย  การรอคอยอะไรบางอย่างมักยาวนานเสมอ    เขาหวังว่าอะไรต่อมิอะไรมันต้องดีขึ้นกว่าเดิม   ในอกกลับมีเมฆดำทะมึนเต็มไปด้วยความวิตกกังวลถูกถาโถมด้วยความรู้สึกแปลกใจยิ่งขึ้นทุกที    เขารู้สึกว่าไหล่ของเขาถูกจับเขย่าอย่างแผ่วเบา

                                    “ชิดเข้าไปข้างหน้าหน่อยสิครับ”    ชายร่างอ้วนพูด

                                    เขายิ้มอย่างขอโทษ    เขาแปลบเสียวทุกครั้งที่ยกขาเหยียบพื้น   ต้องถอนหายใจลึกๆขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว   จ้องมองดูใบหน้าของคนที่รอยืนอยู่อย่างซึมเซา   สบตาชายร่างอ้วนกันอย่างบังเอิญแล้วยิ้มฝืดฝืนขึ้นมาบนใบหน้า   เขาสะบัดหัวไปมาอย่างกระสับกระส่าย

                                    “ไม่รู้จะทำยังไง   อยู่อย่างอึดอัดนะ”     เขาเปรยขึ้นมา

                                    “มันเป็นไปเพราะความเคยชินเดิม”      ชายร่างอ้วนตอบ

                                    “รอนานมากแล้วเรอะ”   ชายร่างผอมถามเขา

                                    เขายิ้มอย่างจัดเจนชีวิตและบอกว่า

                                    “ครับ  รอนานเหมือนกัน”

                                    “มองให้ดีๆเถอะ   เดี๋ยวต้องมีคนลัดคิวกันแน่เลย”   ชายร่างอ้วนพูดเสียงดัง

                                    “ข้านี่แหละรู้ดีกว่าใครทั้งนั้นละ”   ชายร่างผอมพูด

                                    “เรื่องนี้ผมไม่รู้นะ   เพิ่งเคยน่ะ”   เขาบอกเสียงแผ่วเบา

ไกลตาออกไปเปลวแดดไหวระริกและพร่าพราย   ความร้อนยิ่งรุนแรงมากขึ้น   เขารอคอยอยู่เนิ่นนาน   เขาจับจ้องประตูอย่างไม่ยอมให้คลาดสายตา   ซุกมือสองข้างไว้ในกระเป๋ากางเกง   ก้มหน้ามองลงพื้น   เขาหลับตาลงทันที   บ่อยครั้งที่เบื่อหน่ายในการมีชีวิตอยู่   หลายอย่างผ่านมาและจากไปอย่างเลื่อนลอย   สูดลมหายใจติดๆ  กัน   กลิ่นเหงื่อเปรี้ยวๆ   ล่องลอยปนกับกลิ่นฉี่   ลืมตาขึ้นมา   เขายืนนิ่งและจ้องมองด้วยความรู้สึกเฉยชา

                                    เหงื่อไหลเข้าดวงตา    เขาปาดเหงื่อที่ไหลย้อยลงมา   ภาพในสายตาพร่าพราย

                                    “มันเป็นความทุกข์จริงๆ”        ชายร่างอ้วนพูด

                                    “สงสัยคงจะหมดไส้ไปแล้วละมั้ง”    ชายร่างผอมพูด

                                    “ใช่ละมั้ง”    เขาถอนใจด้วยความเหนื่อยอ่อน

                                    เขานิ่งอยู่กับความเงียบ    แล้วเดินออกไปอย่างอ่อนระโหย    จ้องมองทุกสิ่งทุกอย่าง   เขาคิดว่าตัวเองแทบทนไม่ได้ที่รอคอยอยู่อย่างนั้น    หันไปมองที่ประตู  นัยน์ตามองเหม่อไปยังความว่างเปล่า   ครั้นแล้วประตูนั้นก็เปิด   ชายร่างอ้วนโบกมือพลางไล่เขาออกไป   เสียงพูดเสียงหัวเราะเงียบลง    ความฝันของเขาสะดุดลงอย่างแรง

                                    “แกจะต้องไม่ทำอย่างนั้นนะ”    ชายร่างอ้วนตะโกนขึ้นสุดเสียง

                                    “ไม่มีใครอยากทำอย่างนั้นแน่”    ชายร่างผอมบอก

                                    “ผมไม่เคยรู้มาก่อนครับ”     เขาพูดเสียงแหบพร่า

                                    หน้าของเขาซีดเผือด   ดวงตาขาวซีด    เขาคงยืนรอรับคำสั่งอย่างตั้งใจ    ความขัดแย้งเกิดขึ้นรอบๆ  ตัว    ความขุ่นมัวยังครอบงำเขาอยู่  ตะครั่นเนื้อตะครั่นตัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน    แต่แล้วทุกอย่างก็ผ่านพ้นไป   เมื่อได้ผ่านช่วงเวลาหนึ่งแต่ละคนล้วนมองเหตุการณ์เป็นเรื่องปกติ   เขาคิดเข้าข้างตัวเอง   ความทุกข์ของใครหนักหนากว่ากันมันช่างเหมือนความฝันเอาเสียเหลือเกิน   เขาต้องทนระทมทุกข์อยู่เดียวดายในกาลเวลาผ่านไป    ความอดทนค่อยลดน้อยลงทุกที   ความมั่นใจเริ่มสั่นคลอน    เขาอดไม่ได้ที่จะใจหาย    รู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

                                   

                                    ช่องทางแคบคนเบียดเสียดยัดเยียด    ความเห็นแก่ตัวของแต่ละคนก็ปรากฏออกมาชายร่างอ้วนกวักมือเป็นสัญญาณให้รีบตามมา   เขาเหลือบมองใบหน้าของทุกคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า    สายตาแสดงความไม่เป็นมิตรอย่างเปิดเผย   แช่งชักหักกระดูกอย่างหัวเสียและจ้องมองอย่างโกรธแค้น   เขานึกถึงชะตากรรมของผู้ถูกกระทำ   เป็นความเงียบที่น่าอึดอัด

                                    “มัวแต่ชักช้าอยู่ได้ถูกแซงคิวแล้วจะรู้สึก”    ชายร่างอ้วนพูดพลางพยักหน้า

                                    “ชื่ออะไร   ข้าลืมไปซะแล้ว”    ชายร่างผอมเอ่ยถาม

                                    “นายกรัฐมนตรี”

                                    ชายร่างผอมจ้องหน้าเขาด้วยสีหน้าเอาจริงเอาจัง

                                    “พูดเป็นเล่นน่ะคุณ”    ชายร่างอ้วนสีหน้านิ่งสนิทเหมือนก้อนหิน

                                    เขาชักจะร้อนใจเต็มที    แดดส่องลอดเข้ามาทางบานประตูสกปรก   เขาแนบตัวไปตามผนังเหนียวเหนอะหนะ     ขณะที่อึดอัดขึ้นเรื่อยๆ   จึงกระสันอยากระบายของเหลวออกมา

                                    “อะไรนะ   แกว่าเป็นนายกเรอะ”    ชายร่างผอมแทบไม่เชื่อหูตัวเอง

                                    “โผล่มายังงี้ตกใจกันหมด”    ชายร่างอ้วนพูดแสดงสีหน้าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง

                                    “ครับใช่แล้วผมนี่แหละตัวจริง”    เขาบอก

                                    นัยน์ตาของชายร่างอ้วนแสบพร่า   ชายร่างผอมเหงื่อไหลออกมาท่วมตัว    ถึงกับโกรธลมออกหู

                                    “สบายดีเรอะ- - ”   ชายร่างอ้วนร้องถาม

                                    “เป็นยังไงมายังไงกัน”   ชายร่างผอมร้องถาม

                                    เขาเชิดหัวขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ   แบกเกียรติยศไว้บนบ่าสองข้าง   ในไม่ช้าไม่นานนักเกิดความคิดสะกิดใจขึ้นมาว่า   ความสุขแท้จริงแล้วคืออะไรกัน    เขาถึงกับตัวชาไปวูบหนึ่งในดวงตาของเขาดูหวาดกลัวยิ่งนัก    ขลาดกลัวไม่กล้าแม้จะเป็นตัวเอง    สร้างภาพหลอกตัวเองและคนอื่น   ภายในหัวของเขามีแต่ความว่างเปล่า   สูญเสียความทรงจำทั้งหลายไปเพราะเขาไม่เคยได้ทำจริงๆสักที

                                    “จริงๆ  นะ”    ชายร่างอ้วนย้ำถาม

                                    “ก็ใช่น่ะสิ”   เขาร้องตอบ

                                    “นับว่าบุญแล้วหละโว้ย   ที่ได้พูดกะนายก”    ชายร่างผอมส่งเสียงดัง

                                    “เนี่ยต้องแก้ไขให้ด้วยนะ”    ชายร่างอ้วนพูด

                                    “ผมน่ะรึ   ผมทำอะไรไม่ได้แล้ว”   เขากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

                                    “อ้าว    ก็ไหนบอกว่ายินดีเต็มใจทุกอย่างล่ะ”   ชายร่างผอมเปรยขึ้นมา

                                    เขาถอนหายใจไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง    เขาคิดว่าอาจจะรู้ความจริงที่เขาไม่อยากฟังก็ได้ความจริงที่ห้อมล้อมด้วยกลิ่น    ทำให้ความหนักหน่วงลดเบาลงผ่อนคลายมากขึ้น

                                    ชายร่างผอมยืนมองไปรอบๆ   ทำปากขมุบขมิบ    กระทืบเท้าแรงๆ   ข้างซ้ายทีข้างขวาทีชายร่างอ้วนใช้ดวงตาจับจ้องอยู่ที่เขา    ดวงตานั้นมีแววตื่นตระหนกขณะจ้องมอง

                                    เวลายาวนานเพิ่มขึ้นทุกที   แดดสาดมาเงาสีดำทอดทับลงบนพื้น   ความกลัดกลุ้มเริ่มถอยห่างออกไปไกล   เงาทอดทับลงไปบนพื้นยาวเหยียด   เสียงทุกเสียงเงียบลงหมด

                                    เขาอยากตะโ กนเอาความอัดอั้นนั้นออกมาทิ้ง   ได้แต่ทอดสายตาไปรายรอบกาย

                                    “คุณไม่รู้สึกถึงความทุกข์ของประชาชนหรอก  กำลังยืนฉี่ระบายทุกข์อยู่นั้น   ทุกๆ   โถฉี่จะมีคนยืนจ่อก้นอยู่   มันสร้างความอึดอัดให้กับคนกำลังฉี่”     ชายร่างอ้วนฟ้องขึ้น

                                    “ใช่สิ    มันเล่นยืนประกบติดแบบหายใจรดต้นคอเลยล่ะ”   ชายร่างผอมพูด

                                    เขาถอนหายใจลึกๆ     ด้วยเสียงอันดัง   เขาเฝ้ามองไปที่ประตูแล้วเอ่ยปาก

                                    “นั่นสิมันเรื่องอะไร    แล้วยังไงต่อล่ะ”

                                    “คนขี้อายกลัวการประกบ    ต้องหนีไปฉี่ในส้ว”    ชายร่างอ้วนพูด

                                    “คิวแบบไทย    มันมีโชคเข้ามาด้วย   จ่อคิวหน้าประตูห้องประกบคนต่อคน”  

ชายร่างผอมพูด

                                    “ยืนเฝ้าหน้าประตูห้องส้วมกันเลยเรอะ”    เขาถามด้วยความสงสัย

                                    “ใช่สิใครโชคร้ายเฝ้าผิดห้องก็แย่หน่อย    ห้องข้างๆ    เปลี่ยนคนไปแล้วยังยืนขนลุกเกรียวอยู่หน้าประตูห้องนั้น”    ชายร่างอ้วนพูด

                                    เขายืนพิงผนังห้องกระดำกระด่าง    เต็มไปด้วยความเร่าร้อนกระวนกระวาย    เบื่อหน่ายครั้งแล้วครั้งเล่า    เขาถอนหายใจเศร้า    นานเหลือเกินที่เขาถูกบังคับให้ยืนรอ    อดไม่ได้ที่จะเสียววูบในใจและท้องน้อย    ความหวังเลือนลางเลือนหายไปในความว่างเปล่า    เขาจ้องมองด้วยความรู้สึกหดหู่และสิ้นหวัง     พยายามฉุดรั้งอย่างสิ้นหวัง      ปลุกปลอบตัวเองให้เข้มแข็ง

                                      บนใบหน้ามีเหงื่อเกาะพราว    ร่างเต็มไปด้วยเหงื่อมือสองข้างสั่นระริก    อึดอัดและกระสับกระส่ายยิ่งขึ้น    ใจเต้นระริกด้วยความพรั่นพรึง    บางครั้งแผ่วเบาและบางครั้งแผดก้อง    อากาศยิ่งร้อนเขา

เริ่มหงุดหงิดขุ่นมัว   ชายร่างอ้วนตบไหล่และบีบมืออย่างปลอบประโลม   ชายร่างผอมพึมพำกับตัวเอง    แล้วส่งเสียงหัวเราะดังกึกก้องเหมือนทุกครั้ง

                                    เขาหลับตาลงและซบหน้ากับท่อนแขน    รู้สึกปวดศรีษะกับกลิ่นเหม็นอับๆ   ในความรู้สึกอันเคว้งคว้าง    เลื่อนลอยและแผ่วเบาเหมือนกับความฝัน    เงียบงันและเนิ่นนาน   เผยอเปลือกตาตื่นขึ้น   รู้สึกถึงความหดหู่กดดัน   กลิ่นเหม็นเริ่มคุกคามอย่างรุนแรง

                                    เขาเงยหน้าขึ้นและจามเบาๆ    รอยยิ้มปรากฏขึ้นอีกครั้งบนใบหน้า

                                    “ผมเห็นจะต้องจัดระเบียบห้องน้ำใหม่”  เขาพูดซ้ำๆ   ทั้งที่ไม่จำเป็น

                                    ชายร่างอ้วนกะพริบตาถี่ๆ    สีหน้ามีแวววิตกกังวลแล้วพูดว่า

                                    “ข้าได้แต่ทน   ไม่เคยบ่นให้ใครฟังเลย   คอยรักษาเนื้อรักตัวให้ดีก็แล้วกัน”

                                    “ไม่รู้จะทำยังไง    แบบนี้คงจะดีกว่า”    ชายร่างผอมพูดอย่างขุ่นรำคาญ

                                    “ไม่เป็นไรหรอกนะ  ผมจะทำอะไรตามสบายก็ไม่ได้มันเป็นระเบียบ ”   เขาพูดเสียงดัง

                                    “อ้องั้นเรอะ”    ชายร่างอ้วนพูด

                                    “เห็นเหมือนกันรึ”     ชายร่างผอมพูด

                                    เขาจ้องมองแน่วนิ่งที่ประตู    กลั้นลมหายใจออกแผ่วเบา    ในความเงียบที่เร่าร้อนเกิดความกระวนกระวาย    เขาเกลียดความว่างเปล่าอันขุ่นมัว    วูบหนึ่งของความรู้สึก   มันนานและช้าผิดปกติเขายิ่งชินชากับมันมากขึ้นด้วยความหวังอยู่อย่างเลื่อนลอยว่า   ชีวิตถูกแทนที่ด้วยความหมายบางอย่าง   เขากำลังทำอะไรสักอย่างหรือไม่ทำอะไรสักอย่างอยู่เสมอ

                                    ความรับผิดชอบโหมเข้ากลุ้มรุมเขา    หลังจากอิดเอื้อนหรือลังเลอยู่สักครู่หนึ่ง   จากความหวาดกลัวที่ไม่กล้าแสดงออก    เขาถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว

                                    “ปัญหาคนมาก่อนได้เข้าห้องน้ำทีหลังจะหมดไป”

                                    “แต่พูดก็พูดเถอะ   มันจะเป็นไปได้อย่างไร”    ชายร่างอ้วนถามกลับ

                                    “ได้สิ   ทำไมจะไม่ได้   คนมาถึงก่อนจะยืนอยู่ตรงประตูทางเข้าห้องน้ำ   คนมาทีหลังก็เข้าคิวต่อกันอยู่นอกห้อง”     เขาพูดด้วยสายตาที่อบอุ่นอ่อนโยนและมีความหวัง

                                    “ไม่เห็นมีอะไรสักหน่อย    ก็งั้นแหละไม่เห็นจะดีเลย”     ชายร่างผอมพูด

                                    “ฟังก่อนสิ   พอคนในห้องน้ำคนหนึ่งทำธุระเสร็จคนเข้าคิวคนหน้าสุดก็จะได้เข้าไปก่อน   คนถัดไปจะได้ตามลำดับ   ไม่ต้องเข้าไปยืนแออัดสูดกลิ่นอึฉี่”    เขาพูดช้าเนิบนาบ

                                    “ใช่ยุติธรรมดีใครมาก่อนได้ก่อน”    ชายร่างอ้วนสนับสนุน

                                    “เออจริงของแก   จัดระเบียบเสียเลยนะ”    ชายร่างผอมพูดเสียงดัง

                                    เขาชะโงกศรีษะเข้ามาในห้องมองดู    ประตูเปิดออกอย่างรวดเร็ว    ชายร่างอ้วนก้าวขาออกไปข้างนอกแถว   นัยน์ตาดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความประสงค์ร้าย   ด้วยความรู้สึกอันเฉยชา    เสียงพูดคุยพลันเงียบลง   ดวงตาอ้างว้างจ้องตรงเข้ามาในดวงตาของเขายืนนิ่งอยู่อย่างนั้นโดยไม่พูดอะไร    โอบกอดความว่างเปล่าไว้ในวงแขน

                                    ชายร่างผอมมีดวงหน้าอันเศร้าหมองยังไม่เปลี่ยนแปร   ดวงตาไร้แววประกายรื่นเริงเขามองไปรอบๆ   อย่างไม่แน่ใจประตูอีกห้องเปิดออก    ดวงตาเขม็งเครียดจ้องมองเขาอยู่  ทำให้เขากระอักกระอ่วนยิ่งขึ้น    ความกดดันกดลงบนบ่าอย่างหนัก    เขาถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง    เวลายิ่งผ่านไปก็ยิ่งแปลกหน้าต่อกันทุกขณะ

                                    สีหน้าและแววตานั้นเย็นชา    ชายร่างผอมกลับมีท่าทีเหยียดหยามเย็นชาก่อนปิดประตู

                                    เขากำลังเร่งระงับความขลาดกลัวให้สงบลง   ขลาดที่จะเผชิญหน้ากับความจริง   รู้สึก

ขมขื่นขึ้นมาจนแทบทนไม่ได้    เขาดูเหม่อลอยและเซื่องซึมยิ่งขึ้นทุกที

                                   

                                    แสงแห่งความหวังได้ปรากฏขึ้นแล้ว    ชายร่างอ้วนเปิดประตูออกมา     พยักหน้าอย่างเงียบริมฝีปากเคลื่อนขยับไม่มีคำพูดเล็ดลอดออกมา     ชายอีกคนรีบแย่งเข้าไปทันที    เขาก้มหน้าลงมองพื้นความงามสง่าที่เคยมีอยู่สูญสิ้นไป   เขาสลัดความลังเลทิ้งไปอย่างเด็ดเดี่ยว   หลับตาลงด้วยความรู้สึกอันเจ็บปวด

                                    เขายืนค้อมหัวและค้อมไหล่ให้ทุกคน    รอคอยอย่างซ่อนเร้นต้องอั้นฉี่ไว้อย่างเนิ่นนาน    ชายร่างผอมเดินออกมา    เขาถอนหายใจอย่างโล่งอก   สายตานั้นทำให้เขาชะงัก   สู้สะกดกลั้นอารมณ์ไว้วูบหนึ่งของแรงกดดัน   โอกาสสุดท้ายซึ่งเขาจะปล่อยให้หลุดลอยไปไม่ได้     เขาขยับตัวเดินเข้าไป   เด็กชายถลาวูบยืนต่อหน้าเขา   แสดงความปรารถนาออกมาอย่างโจ่งแจ้งด้วยแววตา   กล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุกบิดเบี้ยว  อึดอัดและลำบากใจยิ่งกว่าทุกคราว    เขาส่ายหน้าแทนคำตอบปฏิเสธ

                                    “คุณเป็นนายกนี่   ให้ผมเข้าก่อนนะครั้ง”     เด็กชายวิงวอนเขาทั้งสายตาและคำพูด

                                    “จริงเสียด้วยสิ”    เขาออกอุทานซ้ำอยู่หลายครั้ง

                                    เขากวาดไปรอบๆ    ด้วยสายตาที่ยังไม่คุ้นกับความสลัวภายในห้องน้ำ    มือควานเปะปะออกมาเบื้องหน้า    พื้นขังน้ำเฉอะแฉะ    น้ำสกปรกกระเซ็นเปรอะไปทั่ว    ซอกมุมอับทึบโสโครก    เขามองดูเงาตัวเองในกระจกเกิดตะขิดตะขวงในตัวเอง

                                    เขาจ้องมองกระจกเงาเห็นความกระหายอำนาจและหยิ่งผยองซุกซ่อนอยู่    ซบหน้าลงกับฝ่ามือแล้วเริ่มร้องไห้    น้ำตาค่อยไหลเอ่อ    ส่งเสียงแหบโหยออกไป   รอบกายมีแต่ความว่างเปล่าและเงียบเหงา    ร้องไห้อย่างอัดอั้นรันทด

                                    เขาเดินไปที่โถฉี่    หลับตาลงปล่อยฉี่ออกมา   กลิ่นฉุนเฉียวติดจมูกและค้างคาอยู่ในความรู้สึกความสุขได้จบสิ้นลงอย่างง่ายดาย     ลมหายใจร้อนรุ่มเป่ารดต้นคอทางด้านหลัง   ร้อนวูบบนใบหน้าด้วยความอับอายและทำให้เขาฉี่ไม่ออก

òòòòòòòòòòòòòòòòòò

กรุงเทพธุรกิจ(จุดประกายวรรณกรรม)   ฉบับที่  6051 

วันอาทิตย์ที่  17  เมษายน  พ.ศ.2548

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โดย ปานศักดิ์_นาเเสวง

 

กลับไปที่ www.oknation.net