วันที่ พฤหัสบดี พฤษภาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ดนตรีไทยในทัศนะของนักดนตรีสากล


ดนตรีไทยในทัศนะของนักดนตรีสากล


แต่เดิมนั้นท่านอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ มอบหมายให้เขียนเรื่องดนตรีไทยในทัศนะของชาวต่างชาติ โดยอ้างว่าได้เคยอ่านบทความของผู้เขียนจากที่ไหนก็ไม่รู้ ผู้เขียนเองก็จำไม่ได้ เท่าที่จำได้ก็มีนักดนตรีชาวต่างชาติมาเล่นดนตรีไทย มีโอกาสฟังดนตรีไทย หรือมาอยู่ในเมืองไทยก็มีหลายคน แต่ละคนก็ต่างยุคต่างเวลาต้องอาศัยการค้นคว้าอย่างจริงจัง ถึงจะนำหลักฐานมาเขียนได้ สำหรับงานนี้เอาเป็นว่า ขอเป็นทัศนะของนักดนตรีสากลก่อนก็คงจะเขียนง่ายขึ้น
ความเป็นดนตรี
ทำไมต้องเรียกดนตรีไทยและทำไมต้องเรียกว่าดนตรีสากล
ดนตรีไทยนั้นหมายถึง เป็นดนตรีของปวงชนชาวไทย เป็นดนตรีที่เล่นด้วยเครื่องดนตรีของไทย อาจจะมีความหมายว่าเป็นดนตรีเพื่อคนไทยเองด้วยกระมัง ถ้าฝรั่งอยากฟังเพลงไทยหรือ ดนตรีไทย ก็คงเป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น วัตถุประสงค์ของดนตรีไทยก็คือ เป็นดนตรีของคนไทย และเพื่อให้คนไทยด้วยกันฟัง
ดนตรีสากล หมายถึง ดนตรีของชาวตะวันตก (ฝรั่ง) ดนตรีลาว เขมร มอญ ข่า พม่า ฯลฯ ไม่เรียกว่าดนตรีสากล แต่เรียกตามชื่อของชุมชนกลุ่มนั้นๆ ดนตรีสากลเป็นดนตรีที่เล่นด้วยเครื่องดนตรีตะวันตก (ฝรั่ง) นักดนตรีจะเป็นชาวไหนๆใครก็ได้ที่บรรเลงเป็นเพลงด้วยเครื่องดนตรีสากล บรรเลงเพลงสากลก็ถือว่าเป็นดนตรีสากลหมด
แล้วดนตรีไทยเป็นดนตรีสากลได้ไหม
ดนตรีไทยไม่ใช่ดนตรีสากลและดนตรีสากลไม่ใช่ดนตรีไทย โดยเครื่องมือและรูปแบบ ชาวสากลมาเล่นดนตรีไทยได้ไหม ก็มีชาวสากลมากมายมาเล่นดนตรีไทย แล้วชาวดนตรีไทยเล่นดนตรีสากลได้ไหม ก็มีชาวดนตรีไทยอีกมากมายที่เล่นดนตรีสากล เพียงแต่ดนตรีไทยไม่ใช่ดนตรีสากล ดนตรีสากลไม่ใช่ดนตรีไทย
ทำไมไม่ทำดนตรีไทยให้เป็นดนตรีของชาวสากล
หมายความว่า ทำไมดนตรีไทยไม่เป็นดนตรีของชาวโลก ทำไมดนตรีไทยเป็นของคนไทย เพื่อคนไทย โดยคนไทยเท่านั้นหรือ เมื่อเราคิดว่าดนตรีไทยเป็นของดีจริงก็น่าจะมอบให้เห็นสมบัติของชาวโลก (สากล) เพื่อว่าชาวโลกทั้งหลายจะได้มีโอกาสชื่นชมด้วย
โดยรูปแบบนั้นยังคงแสดงถึงความเป็นศิลปวัฒนธรรมไทย แต่เป็นดนตรีสำหรับคนทั่วโลกใครๆก็สามารถที่จะชื่นชมได้
ดนตรีอินเดีย ดนตรีญี่ปุ่น และดนตรีจีนได้กลายเป็นดนตรีของชาวโลกไปแล้ว คนทั่วโลกรับดนตรีอินเดีย ญี่ปุ่น และจีน ดนตรีของอินเดีย ญี่ปุ่น จีน เหลือแต่เพียงกลิ่นอายของวัฒนธรรมดั้งเดิม ฆ้องจีน (Gong) ได้กลายเป็นเครื่องดนตรีที่อยู่ในวงซิมโฟนี เป็นของวงดนตรีสากล ท่านราวี แชงกา (Ravi Shankar) เล่นเพลง Sitar Concerto กับวงลอนดอนซิมโฟนีออร์เคสตรา เป็นต้น ซึ่งเป็นการพัฒนาเครื่องดนตรี เสียงดนตรี รูปแบบและการสร้างความกลมกลืนทางวัฒนธรรมสู่ความเป็นวัฒนธรรมของโลกมากขึ้น
สภาพของดนตรีไทย
ดนตรีไทยเป็นดนตรีที่อยู่ในสภาพจำทรงเอาไว้
จำ หมายถึง การจดจำและท่องบ่น ทรง หมายถึง การรักษาให้อยู่ในสภาพดั้งเดิม หรือใกล้เคียงของเดิมมากที่สุด ความหมายรวมกันแล้วเป็นการรักษาของดั้งเดิมเอาไว้
โดยธรรมชาติแล้ว ดนตรีทุกชนิดในโลกนี้เป็นศิลปะ ดนตรีเป็นเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ (creative) ต้องมีการปรุงแต่งให้แตกต่าง เพราะดนตรีเป็นเรื่องของความแตกต่าง ศิลปินเป็นผู้สร้างความแตกต่าง ความแตกต่างเป็นความสร้างสรรค์ ให้ชีวิตชีวา ให้ความใหม่ ให้ความสด
ความเหมือนคือครู และครูคือความเหมือน ครูเป็นทฤษฎีบทที่หนึ่ง ครูเป็นแบบฉบับ
นักเรียนดนตรีทุกคนต้องมีครู "ศิษย์มีครู" ครูเป็นแม่แบบให้ความเหมือน เรียนรู้โดยการลอกเลียนเพื่อให้เหมือนแบบ เมื่อได้แบบแล้วนักเรียนดนตรีต้องออกจากแบบครูไปสู่แบบของตนเอง แสวงหาความเป็นตัวเอง ศิลปินต้องด้นเองได้หรือมุดโตแตก ถ้ามุดโตไม่แตกก็ต้องอยู่กับครู เลียนแบบครูอยู่ต่อไป
ความจริงครูดนตรีที่มุดโตแตกนั้นมีมากมาย ที่เห็นเด่นชัดโดยอาศัยผลงานและหลักฐานของท่าน เช่น พระประดิษฐ์ไพเราะ รู้จักกันทั่วไปว่าครูมีแขก ในบทไหว้ครูเสภากล่าวถึงครูมีแขกว่า "ครูมีแขกคนนี้เขาดีครัน เป่าทะยอยลอยลั่นบรรเลงลือ"
ครูมีแขกสร้างผลงานเพลงทะยอย ปี่มวย ปี่พระอภัย เพลงสำเนียงจีนมีหลักฐานว่าเป็นผลงานของครูมีแขกด้วย แสดงว่าเมื่อมุดโตแตกแล้วสามารถที่จะคิดค้นและใส่อะไรลงไปในเพลงไทยได้อีกมากมาย
เล่ากันว่า วันหนึ่งครูมีแขกเดินกลับบ้านระหว่างทางได้ยินมโหรีจีนก็หยุดฟังแล้วนำมาเรียบเรียงเป็นเพลงใหม่ จีนแส อาเฮีย ชมสวนสวรรค์ แป๊ะ เป็นต้น
หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เป็นนักดนตรีที่มุดโตแตก สร้างผลงานไว้มากมาย "ทางเทวดา" เป็นคำที่ครูหลวงประดิษฐ์ใช้ ทำให้คนรุ่นใหม่ต้องตีความกันมากมาย ในที่นี้หมายถึง "มุดโตแตก" นักดนตรีที่สามารถด้นได้ มีความแตกฉานในทางเพลง สามารถที่จะสร้างสรรค์ทางใหม่ขึ้นมาได้
ครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะได้สร้างผลงานเพลงไว้ 300 กว่าเพลง มีทั้งแขก จีน ฝรั่ง เขมร ชวา ฯลฯ นำสำเนียงต่างๆมากมายมาสู่ความเป็นดนตรีไทย
ครูผู้ยิ่งใหญ่คือผู้ที่ไม่ได้ติดยึด แต่กลับสร้างสรรค์งานใหม่ตลอดเวลา สร้างความมีชีวิตชีวา และมีความเป็นปัจจุบัน ครูผู้ยิ่งใหญ่ต้องการเสียงใหม่ๆ แสวงหาเสียงใหม่ ระนาดแก้ว ระนาดทุ้ม เครื่องสายผสมออร์แกน เครื่องสายผสมเปียโน เสียงอังกะลุง ระนาด 19 ลูก 20, 21, 22 ซึ่งเป็นความพยายามที่จะเพิ่มศักยภาพของเสียงใหม่ขยายขอบเขตของเสียงให้กว้างขึ้น มากขึ้น
มุดโตตกแตกก็ได้แต่ทรงจำ
นักดนตรีที่ไม่สามารถพัฒนาฝีมือ ไม่บรรลุทางความคิดที่จะเข้าใจหรือแตกฉานในทางบรรเลง "ด้นไม่ได้" มุดโตไม่ออก ก็เป็นเพียงทรงจำของครูเอาไว้ คิดสร้างใหม่ก็ไม่กล้า กลัวครูว่า "หัวล้านนอกครู" หรือวัดรอยเท้าครู ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดในทางปรัชญา เพราะว่าดนตรีต้องสร้างสรรค์ใหม่ ของเก่าคือครู เรียนจากครู เล่นของครู ความสุดยอดของดนตรีก็คือ ความเป็นตัวของตัวเอง "อวดความเป็นฉัน"
ดนตรีเป็นศิลปะที่อวดความสามารถของความเป็นฉัน
ดนตรีไทยเป็นดนตรีที่สามารถอวดความเป็นฉันได้อย่างยอดเยี่ยม

ดนตรีไทยความยิ่งใหญ่ในความเล็ก
ดนตรีสากลหรือดนตรีฝรั่งนั้นมีการแบ่งหน้าที่ของผู้ที่ทำงานศิลปะโดยแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจนว่า มีผู้แต่งเพลงหรือผู้ประพันธ์เพลง มีผู้เล่นดนตรีหรือนักดนตรี และมีผู้ชมหรือผู้ฟัง เพลงนั้นได้แต่งไว้เรียบร้อยแล้ว มีการกำหนดกฎเกณฑ์ที่แน่นอน นักดนตรีมีหน้าที่ทำให้เป็นไปตามความคิดของคีตกวีเท่านั้น โอกาสที่จะถ่ายทอดให้แตกต่างมีน้อยมาก ทำอย่างไรให้ใกล้เคียงความประสงค์ของผู้แต่งได้มากที่สุด นักดนตรีมีฝีมือเสมือนช่าง ไม่มีโอกาสประดิษฐ์สิ่งใหม่ให้นอกเหนือจากผู้แต่ง แต่มีหน้าที่ทำให้ถูกต้องที่สุด ผู้ฟังฟังองค์รวมของดนตรี ดนตรีอยู่ในมือของผู้ประพันธ์และเมื่อบรรเลงก็อยู่ในมือของผู้ควบคุมวงเพียงคนดียว
ดนตรีไทยนั้นผู้แต่งเพลง นักดนตรี และผู้ฟัง สามารถเป็นคนเดียวกันได้ในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะนักดนตรีมีอิสระและโอกาสที่จะแต่งเพลงไปในขณะที่เล่นอยู่ ผู้ฟังตั้งใจฟังความใหม่ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละทางเพลง ผู้ฟัง ฟังเป็นทางๆของแต่ละเครื่องดนตรี นักดนตรีมีบทบาทเป็นศิลปิน เพราะต้องสร้างสรรค์ไปในเวลาเดียวกันด้วย ดนตรีอยู่ในมือของนักดนตรีเองทุกคน ซึ่งเป็นความยิ่งใหญ่
ดนตรีที่ยิ่งใหญ่และมีบทบาทแสดงศักยภาพของนักดนตรีมากที่สุดก็คือวงเล็กๆอย่างเช่น ปี่พาทย์เครื่องห้า เครื่องดนตรีทุกชิ้นมีบทบาทสำคัญหมด มีทางเป็นของตัวเอง มีความเป็นตัวของตัวเอง มีสีสันของตัวเอง

นักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่ไม่ติดยึด
ดนตรีไทยเป็นดนตรีที่มีครู ครูเป็นกรอบ นักดนตรีไทยจำนวนมากยึดอยู่ที่กรอบจนไม่กล้าที่จะแสดงออกนอกกรอบ เมื่อกรอบตกตะกอนหนาเข้า ในที่สุดดนตรีไทยจึงถูกขังไว้ในกรอบ ไม่มีใครกล้าคิด กล้าทำที่ออกนอกกรอบเพราะกลัว "ผิดครู"
นักดนตรีเกิดความกลัว กลัวครู กลัวกรอบ และยึดกรอบเป็นสรณะ
นักดนตรีจำนวนหนึ่งที่มีความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่สามารถออกทางดนตรีได้ก็ไปออกทางเครื่องดองของเมา ออกทางนักเลง (หัวไม้) กลายเป็นกรอบที่สองหนาขึ้นไปอีก
นักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่นั้นเคารพครู บูชาครู ครูนั้นสง่างามอยู่ภายใน ครูเป็นภูมิปัญญา ครูเป็นความอบอุ่น ครูเป็นหลักการเป็นความรู้ในอดีต นักดนตรีคือความเป็นปัจจุบันที่จะคิดสร้างสรรค์งานดนตรีขึ้นมา
ดนตรีไทยซ่อนวิญญาณความเป็นประชาธิปไตยไว้ในวิธีการรวมวงดนตรี ที่ทุกคนมีเสรีภาพที่จะทำหน้าที่และขอบเขตของตัวเองคือเพลง แต่ก็มีอิสระที่จะทำอย่างไรก็ได้โดยอาศัยฝีมือ

ดนตรีไทยต้องสร้างความเป็นอาชีพ
ความเป็นอาชีพหมายถึง ความมีเกียรติและเชื่อถือได้ มีความพอใจในการประกอบอาชีพเป็นนักดนตรีไทย มีความสามารถที่เลี้ยงชีพและครอบครัวได้โดยมีรายได้จากการเป็นนักดนตรี นักดนตรีอาชีพต้องมีการฝึกซ้อม มีความพร้อมที่จะบรรเลงได้ทันทีโดยไม่มีข้อกังขาใดๆทุกสถานการณ์ ไม่อ้างว่าไม่พร้อม ไม่ได้ซ้อม ไม่มีเครื่องดนตรี ขี้เกียจ ไม่มีอารมณ์ หรือข้ออ้างอื่นๆอีกมากมาย
ในการบรรเลงดนตรีต้องมีความตั้งใจ เพราะว่าความไพเราะของดนตรีเกิดขึ้นจากความตั้งใจ ความไพเราะของดนตรีไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่นักดนตรีตั้งใจทำให้เกิดขึ้นเช่นนั้น นักดนตรีไทยน้อยเหลือเกินที่จะมีการฝึกซ้อมที่ได้ชื่อว่า ซ้อมดนตรี แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีการฝึกซ้อมดนตรีไทย แต่เป็นการเล่นดนตรีไทย นอกจากการเรียนต่อเพลงจากครู ส่วนใหญ่นักดนตรีใช้เวทีจริงๆบรรเลงเป็นที่ฝึกซ้อมในเวลาเดียวกัน
วงดนตรีไทยเป็นวงดนตรีที่คอยงาน คอยเทศกาล ไม่มีงานไม่มีเทศกาลไม่มีการเล่นดนตรี ไม่มีการฝึกซ้อมดนตรี น้อยเหลือเกินที่จะมีการเล่นดนตรี เพื่อดนตรี แต่ดนตรีไทยเป็นดนตรีประกอบงานเป็นหลัก
นักดนตรีไทย "เล่นดนตรี" ไม่ได้เอาจริงทางดนตรี นักดนตรีฝรั่ง จาคอบ ไฟต์ (Jacob Feit) บิดาของพระเจนดุริยางค์ได้กล่าวตักเตือนสอนและกำชับพระเจนดุริยางค์ไว้ว่า …คนไทยเราไม่ใคร่สนใจในศิลปะการดนตรีเท่าใดนัก ชอบทำกันเล่นๆ สนุกๆไปชั่วคราวเท่านั้น แล้วก็ทอดทิ้งไป…
เมื่อเล่นดนตรี ดนตรีเป็นเพียงของเล่น ทำกันเล่นๆ ไม่สามารถถือมาเป็นแก่นสารได้ ดนตรีจึงเป็นเพียงหน้าที่ไม่ใช่อาชีพ นักดนตรีเป็นแต่เพียงช่าง ไม่ใช่ศิลปิน นักดนตรีไทยจึงเป็นช่างทำตามหน้าที่และความรู้ที่ทรงจำเอาไว้
อันดนตรีปี่พาทย์ตะโพนเพลง
เป็นนักเลงเหล่าโลนเล่นโขนหนัง
แม้พวกกูผู้หญิงที่ในวัง
มันก็ยังเรียนร่ำจนชำนาญ (สุนทรภู่)
ความเป็นมืออาชีพของดนตรีไทยอยู่ที่วิญญาณและฝีมือ วิญญาณไทยต้องอยู่ หัวใจของดนตรีไทยต้องอยู่ แล้วเพิ่มศักยภาพทางฝีมือ ซึ่งเป็นความหมายของดนตรีอาชีพ ไม่ได้ทำกันเล่นๆอีกต่อไป
คนเก่งของสังคมเปลี่ยนยุค
คนเก่งดนตรีไทยต้องเล่นรอบวง คนเก่งก็คือสามารถเล่นเครื่องดนตรีได้รอบวง
สังคมปัจจุบันเปลี่ยนไป ร้านค้าเปลี่ยนจากห้องแถวไปสู่ความเป็นศูนย์การค้ามากขึ้น ในศูนย์การค้ามีร้านที่ขายของเฉพาะ ร้านขายเสื้อชั้นใน ร้านขายรองเท้า ร้านขายถุงเท้า ร้านขายแว่น เป็นต้น แสดงถึงว่าสังคมเปลี่ยนไปสู่ความเป็นอาชีพเฉพาะทาง
นักดนตรีที่เก่งรอบวงเหมาะสำหรับโลกสมัยเก่า ไม่เก่งแต่ชำนาญ ไม่เชี่ยวชาญแต่เคยมือ แต่ปัจจุบันโลกต้องการนักดนตรีที่มีความสามารถเฉพาะทาง นักระนาด นักปี่ นักฆ้อง ที่ฝึกฝนมาอย่างจริงจัง คนเก่งรอบวงเปลี่ยนสถานภาพจากนักดนตรี ไปสู่ความเป็นครูดนตรีมากกว่า เพราะครูต้องสามารถสอนเด็กได้ทุกเครื่องมือ
สมัยใหม่ต้องการศิลปิน ต้องการนักดนตรีที่สามารถสร้างสรรค์งานได้ด้วย ไม่ใช่เพียงแต่จำทรงไว้เท่านั้น
คนเก่งสมัยใหม่ต้องมีความกล้าที่สร้างเสียงใหม่ เพื่อคนรุ่นใหม่ โลกใหม่ ผู้ฟังกำลังกลายเป็นลูกค้า ดนตรีไม่ใช่ศิลปะที่ให้เปล่าอย่างแต่ก่อนอีกต่อไป ดนตรีนอกจากจะมีคุณค่าแล้ว ดนตรีต้องมีมูลค่าด้วย ศิลปะดนตรีกำลังกลายเป็นสินค้าที่จะต้องซื้อขาย เพื่อให้นักดนตรีอยู่ในสังคมธุรกิจได้
ดนตรีไทยถึงยุคที่ต้องมุ่งสู่ความเป็นสากล
เมื่อโลกเล็กลง หมายถึง การสื่อสารการติดต่อ การคมนาคม ทำให้โลกเล็กลงไปมาก ดนตรีไทยต้องออกไปสู่ความเป็นสากล (universal) ดนตรีไทยในโลกสมัยใหม่ไม่เป็นเพียงดนตรีสำหรับสังคมไทยหรือคนไทยอีกต่อไป แต่เป็นดนตรีสำหรับชาวโลก เป็นการเสนอวิญญาณไทยให้กับชาวโลก อวดความเป็นไทยให้ชาวโลกรู้
ดนตรีไทยไม่ใช่ดนตรีของคนไทย โดยคนไทย และเพื่อเฉพาะคนไทยอีกต่อไป แต่เป็นดนตรีไทยที่อยู่ในประชาคมดนตรีโลก มีซอด้วงคอนแชร์โต้ ขลุ่ยโซนาตา หรือระนาดทุ้มคอนแชร์โต้ และอีกมากมาย
ประการสุดท้าย ถึงเวลาที่ดนตรีต้องไปอยู่ในสถาบันการดนตรี มีการศึกษาค้นคว้าในด้านศาสตร์ของดนตรีไทยอย่างจริงจัง ความรู้ดนตรีไทยต้องออกไปสู่สาธารณะ มีการฝึกฝนดนตรีไทยในความเป็นศิลป์อย่างมีระบบ ขณะเดียวกันบนพื้นฐานของความมีเหตุมีผลอย่างวิธีการของฝรั่งอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องอยู่บนพื้นฐานรากเหง้าของวัฒนธรรมที่มีความเคารพต่อครู บนพื้นฐานของความรักและความผูกพัน และบนพื้นฐานฝีมือที่ผ่านการฝึกฝนอย่างจริงจัง ต้องเก่ง ต้องชำนาญ ต้องเชี่ยวชาญและอยู่กับมือ

ที่มา: สุกรี เจริญสุข. "ดนตรีไทยในทัศนะของนักดนตรีสากล." ดนตรีไทยอุดมศึกษา ครั้งที่ 25 พ.ศ. 2537, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2537.

โดย คีตพจน์

 

กลับไปที่ www.oknation.net