วันที่ อาทิตย์ สิงหาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หลวงพ่อนิยม กันตจาโร วัดนาลิกวนาราม(ตะเคียนเตี้ย) ตอน สิ่งที่กระทำอยู่คงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนได้ทั้งหมด


ถึงแม้ว่าหมู่บ้านตะเคียนเตี้ย อ.บางละมุง จ.ชลบุรี แห่งนี้จะเคยเป็นแหล่งชุมชนขนาดใหญ่ และมีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน แต่ในวันนี้ชุมชนที่ว่าใหญ่ก็ยังเล็กกว่าศักยภาพของ”ถนนสายหลัก”ที่พุ่งตรงมาถึงหน้าวัด

ถนนสายเดียวกันนี้ที่นำพาเอาความเจริญและวิถีชีวิตใหม่ๆเข้ามา...เช่นเดียวกันกับที่ขโมยชีวิตวัฒนธรรมและความเป็นอยู่แบบดั้งเดิมของผู้คนออกไปจากถิ่นฐานแห่งนี้.....

วัดตะเคียนเตี้ย ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านตะเคียนเตี้ย อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เป็นวัดเก่าแก่อายุเป็นร้อยปี สมัยก่อนชาวบ้านเรียกวัดนี้ว่า “วัดตะเคียนเตี้ย..” เพราะมีต้นตะเคียนขนาดใหญ่แต่ไม่สูงปลูกอยู่ที่วัดแห่งนี้

 

ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อวัดใหม่ว่า “วัดนาลิกวนาราม (ตะเคียนเตี้ย)” นัยว่าเพราะมี “ต้นมะพร้าว” อยู่รอบบริเวณวัดจำนวนมาก พระภิกษุที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติความเป็นมาให้ผมและเพื่อนร่วมอุดมคติได้ทราบคือ “หลวงพ่อนิยม กันตจาโร หรือท่านพระครูเมตตาธิการี” เจ้าอาวาสวัดแห่งนี้ครับ...

ปัจจุบันหลวงพ่อนิยม จัดว่าเป็นพระเกจิอาจารย์ขึ้นบิลบอร์ดลำดับที่หนึ่งถึงห้าของเมืองชล..ประวัติความเป็นมา ตลอดจนครูบาอาจารย์ของท่านมีทั้งที่เป็นพระสงฆ์และฆราวาสที่เรืองวิชาหลายท่าน บันทึกของผมตอนแรกได้ให้รายละเอียดในเรื่องนี้ไปแล้ว เพื่อนๆท่านใดสนใจก็ขอเชิญย้อนกลับไปอ่านได้ครับ....

โลกต้นศตวรรษที่ ๒๑ ไม่มีมนุษย์ชาติคนไหนหวาดกลัวต่อโรคระบาด ภูติผีปีศาจหรือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอีกต่อไปแล้ว แต่ทว่าสำหรับสังคมชนบทไทยที่ไกลปืนเที่ยงแห่งนี้ ย้อนหลังไปประมาณ ๗๐ ปีเท่าอายุของหลวงพ่อนิยม เรื่องต่างๆเหล่านี้ยังคงเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว....

“สมัยก่อนแถบนี้ผีโป่ง ผีป่า ชุกชุม ตะเคียนเตี้ยยังเป็นป่า เป็นดง โดยเฉพาะโป่งมีเยอะพวกอีเก้งชอบลงมากินโป่ง...” 

หลวงพ่อนิยมได้เมตตาเล่าย้อนอดีตของหมู่บ้านตะเคียนเตี้ยให้พวกเราฟังว่า สมัยก่อนที่ถนนยังไม่ได้ตัดเข้ามา การคมนาคมของชาวบ้านจะใช้วิธีเดินด้วยเท้า ผ่านตามทุ่ง ป่า ซึ่งล้วนแล้วแต่มีอาถรรพ์ ดังนั้นฆราวาสที่มีวิชาอาคมจึงเป็นที่นับถือของชาวบ้าน เพราะสามารถช่วยเหลือและแก้ไขเรื่องราวต่างๆจากร้ายให้กลายเป็นดีได้.. 

แม้ว่าเหตุผลหรือสิ่งที่กระทำอาจไม่ใช่สิ่งที่ดี สิ่งที่ถูกต้องในความคิดของผู้อื่น ทว่าในการตัดสินใจทำอะไรก็แล้วแต่ มนุษย์ทุกคนย่อมมีเหตุผลเป็นของตนเอง.....

 

อาจารย์ฆราวาสที่มีชื่อเสียงของ”หมู่บ้านตะเคียนเตี้ย” ตามที่หลวงพ่อนิยมได้เรียนวิชา จะมีคุณสมบัติและขมังเวทย์หลากประเภทกันไป เช่นอาจารย์เปา บุญสังข์ ฆราวาสเรืองเวทย์ในเรื่องของการสักยันต์ ที่ว่ากันว่าเหนียวขนาดหนัก..

หมอสืบ เปลี่ยนสี รักษาโรคหลากชนิดด้วยสมุนไพรและน้ำมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ แก้คุณ แก้ไสย ขับสิ่งชั่วร้าย จนได้รับฉายาว่า “หมอเทวดา”….

 

อาจารย์เต็ม(ไม่ทราบนามสกุล) อพยพมาจากระยอง เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อวงศ์ วัดบ้านค่าย จ.ระยอง เก่งทางด้านคาถาอาคม โดยเฉพาะการว่าคาถามหาอุตม์แค่แปดตัว ก็สามารถหยุดลูกปืนไฟได้ หรืออาจารย์เสงี่ยม (ไม่ทราบนามสกุล) ที่ชอบสอนคาถาอาคมเฉพาะเวลาเมา และมักจะเอาผ้าขาวม้าที่ตนเองใช้พาดบ่ามาเสกให้ชาวบ้านลองยิงแลกกับเหล้า ซึ่งก็ได้กินฟรีอยู่บ่อยๆ... 

ในดงคนจริงถึงเสือสี่ตัวจะอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้...แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ในหมู่บ้านตะเคียนเตี้ยแห่งนี้ครับ....

“ไอ้เราสมัยรุ่นๆ อยากได้วิชาอย่างแรง ก็เลยไปฝากตัวของเป็นลูกศิษย์คนโน้น คนนี้อาศัยว่าใครมีวิชาดีก็ไป ไปถึงไม่ให้ก็แอบจำ แอบจด...โชคดีที่มีอาจารย์หลายคน แต่ละคนก็เซียนไปคนละด้าน...”

 

“เราเรียนการสักจากอาจารย์เปา บุญสังข์ ปกติแกจะสักที่ขนำในกอไผ่ แต่ถ้าพระในวัดจะสักแกก็จะมาสักในโบสถ์หลังเก่า...สมัยก่อนเราก็เป็นลูกมือ มาเริ่มสักเองตอนเป็นเณร อายุ ๑๗ ปี เริ่มแรกก็สักแค่ตัวเดียวคือตัวเฑาะว์ขัดสมาธิ..” 

ตำราว่าด้วยยันต์ร้อยแปดได้บันทึกไว้ว่า “ยันต์เฑาะว์..” ตัวนี้ใช้ลงกระหม่อม หรือจารองค์พระก็ได้ โดยระหว่างจารยันต์ตัวนี้ ให้บริกรรมว่า...

 “เฑาะว์ รัน โต ศี ละ สมาธิ เฑาะว์ รัน ตัน ติ นะ มะ ถุ โน เฑาะว์ รัน โต นะ กัม มัถ ฐา นัง เฑาะว์ พุท  นะ มา มิ หัง เฑาะว์ อุ ณา โล มา สัม ปะ นะ ชา ยะ เต ”

ซึ่งปกติแล้วตัวยันต์เทาะว์นั้น ครูบาอาจารย์แต่โบราณท่านให้ความเคารพกันมากครับเพราะถือว่าเป็นหนึ่งใน ๑๐๘ ยันต์ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ว่ากันว่าเฑาะว์ตัวนี้มีพุทธคุณ”เด่นทางอยู่คง….”

สำหรับนักดาราศาสตร์แล้ว..การค้นพบที่ยิ่งใหญ่คือการค้นพบว่า”โลกมนุษย์คือจุดจิ๋วในทางช้างเผือก” และ “ทางช้างเผือกคือจุดเล็กจิ๋วในเอกภพ..” ดังนั้นคำว่าจักรวาลจึงใหญ่โตสุดที่จินตนาการของใครจะหยั่งถึง...

แต่นั่นไม่ใช่การค้นพบที่ยิ่งใหญ่สำหรับหลวงพ่อนิยม..เพราะเรื่องของ”คาถาอาคม”ที่เด็ดอยู่ที่การค้นพบ”เคล็ดลับ” ของการทำต่างหากครับ...

“การลงตะกรุดมหาอุตม์ ด้วยตัวยันต์ นะ อุด ตะ รัง ตามตำราว่าต้องลงในน้ำสะอาด ห้ามเป็นน้ำที่วัว ควาย ลงไปเหยียบย่ำ....แต่เมื่อเรารู้เคล็ดหรือวิธีแล้วไม่จำเป็นต้องลงในน้ำก็ได้...

การจะลงต้องดูฤกษ์ลงด้วยเพราะต้องทำครั้งเดียวให้เสร็จ...จะว่าไปแล้ว..ยันต์ตัวนี้เขียนง่าย แต่การเรียกสูตรนั้นยากมาก ขึ้นอยู่กับเฉพาะตัวว่าคนที่ใช้ จะใช้คาถาใด ในการเรียกสูตร….”

ในมุมมองของงานเขียน แง่มุมมองที่สวยงามคือความชัดเจนในเนื้อหา....

หมอจั่น เปลี่ยนสี อายุ ๗๕ ปี เกิดพ.ศ. ๒๔๗๖ ปีระกา เจนเนอเรชั่น ๓หลานชายของหมอเทวดา “สืบ เปลี่ยนสี” ปัจจุบันพำนักอาศัยอยู่กับลูกหลาน ชาวบ้านย่านตะเคียนเตี้ยให้ความนับถือในฐานะหมอชาวบ้านประเภทรักษาโรคด้วยสมุนไพร และการทำน้ำมนต์ตามที่ได้เรียนจากหมอสืบ เปลี่ยนสี...

“หมอสืบ เป็นปู่ของผม รูปร่างแกก็ท้วมๆ สูงๆ เหมือนผมนั่นแหละ สมัยก่อนแถบนี้เป็นป่าเป็นดง ไปไหนก็เดินไป คนที่พอมีตังค์ใช้รถมอไซด์ที่ใส่ถ่านแล้ววิ่งได้ (หัวเราะ)..

พวกคุณคงเกิดไม่ทัน ชาวบ้านแถวนี้...คนไหนซวยเดินไปเหยียบปลวก เหยียบโป่ง หามมาให้ปู่ผมรดน้ำมนต์ทั้งนั้น...”

“ไม่ใช่แกจะเก่งน้ำมนต์อย่างเดียวนะ วิชาแกก็มี สมัยผมอยู่กับแกคนชอบมาขโมยตัดหมาก แกเลยฝัง”ตะโจ” คราวนี้ไม่มีใครกล้ามาขโมยอีกเลย..”

คำว่า”ตะโจ..” คือวิชาการทำของประเภทหนึ่ง ใช้สำหรับเฝ้าสวน เฝ้าบ้าน..จากรูปที่ผมนำมาประกอบจะเห็น”รอยสักฝีมืออาจารย์เปา บุญสังข์” ..ซึ่งหมอจั่นบอกกับพวกเราว่าท่านหลวงพ่อนิยม นั่นแหละ”ตัวแทนของอาจารย์เปา..”

ตามที่หมอจั่นได้เล่าให้พวกเราฟังทำให้เราทราบว่าหลวงพ่อนิยมก็เป็นหลานคนหนึ่งของหมอสืบเหมือนกัน ซึ่งหมอสืบ เวลาจะไปทำพิธีที่ไหนก็แล้วแต่มันจะหอบเอาหลานชายที่ไว้”ผมแกละ”ไปด้วยเสมอ

ดังนั้นหากเพื่อนๆได้มีโอกาสมาแถวนี้จงอย่าแปลกใจเลยถ้าได้ยินชาวบ้านเรียกท่านหลวงพ่อนิยมว่า “อาจารย์แกละ”

 

“พ่อหมอสืบ แกมีชื่อเสียงทางด้านรักษาโรค เก่งขนาดชาวบ้านเรียกแกว่า หมอสืบเทวดา...ที่ขึ้นชื่อของแกก็คือเรื่องของการทำน้ำมนต์ เราก็เรียนกับแกมาตั้งแต่เด็ก..” 

การทำน้ำฝน"ธรรมดา"ให้กลายเป็นน้ำที่มี"คุณสมบัติ" กำจัดเรื่องร้ายๆ ให้กลายเป็นดี ต้องผ่านการกลั่นกรองทาง”คาถา” พาสเจอร์ไรท์ทาง”จิต” และบรรจุลงภาชนะที่ชื่อว่าความ”ศรัทธา” เราเรียกวิธีการผลิตนี้ว่า “โองการ”..ครับ

 

“ทำน้ำมนต์นี่มันไม่ใช่ว่าจะทำกันง่ายๆ น้ำมนต์แต่ละอย่างมีวิธีการใช้และการทำต่างกัน…….

การเรียนทำน้ำมนต์ ต้องหัดท่องโองการต่างๆ มหาเถรทแยง หงสา สัมพุทเธ แยกใช้แต่ละประเภท แต่ละชนิด..บทหนึ่งก็ว่ากันสิบกว่าหน้า..” 

ผมเชื่อว่าเพื่อนๆ ต้องรู้จัก “น้ำพระพุทธมนต์” แน่นอน ว่ากันว่าในยามเกิดภัยหรือมีความทุกข์ใจ มนุษย์ทั้งหลายนั้นต้องการสิ่งยึดเหนี่ยว..

อีกทั้งสมัยโบราณมีความเชื่อในเรื่องของภูตผีปีศาจ หรือเชื่อว่าการมีโรคระบาดต่างๆ เกิดจากสาเหตุอาเพท.. ดังนั้นการรักษาโรคทั่วไป และการขับไล่ภูติผีปีศาจ จึงจำเป็นต้องใช้ “น้ำพระพุทธมนต์....”

 

เป็นความเชื่อที่ว่า “ความเย็น”ของน้ำมนต์ที่ราดลงบนร่างกายภายนอกนั้น จะเป็นสติเตือนใจให้เป็นคนใจเย็น ทำอะไรด้วยความมีสติ ขณะเดียวกันยังมีความเชื่อกันว่า..

การอาบน้ำพุทธมนต์เพื่อ”ชำระล้างในสิ่งที่ไม่ดี”...ทั้งหลายทั้งปวงในร่างกายให้หมดไปกับสายน้ำ พร้อมกับนำสิ่งดีๆ ที่เป็นมหามงคลแห่งความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้ามาสู่ชีวิต.... 

คำโบราณกล่าวว่าโรคภัยไข้เจ็บเป็นทหารฝ่ายศัตรูที่มาสู้รบกับชีวิตมนุษย์.... 

ครับไม่ใช่ว่าใครเดินเข้ามาหาต้องจับอาบน้ำมนต์ซะหมด...ทุกเรื่องต้องมีการวินิจฉัย…การวินิจฉัยโรคตามตำราของหมอสืบ จึงประกอบไปด้วยการดูวันเดือนปีเกิดประกอบหรือการใช้วิธีจับเส้น จับชีพจร....

 

“หมอสืบแกเป็นหมอพื้นบ้าน ไสยศาสตร์ก็ได้ โดนของ โดนคุณแก้ได้หมด คนมาหาไม่มีวันเดือนปีเกิด แกก็รักษาได้..

แกใช้วิธีจับเส้น จับชีพจร ถ้าชีพจรกระตุกเข้าก็โดนของแน่นอน...หากกระตุกช้าก็ป่วยด้วยโรค....”

อารยะขัดขืนหมายถึงการดื้อแพ่งต่อกฎระเบียบของคนทั่วไป แต่ถ้าเป็นเรื่องของการแหกระเบียบวินัยกับพลังที่มองไม่เห็น เราเรียกว่า “ศรีธนนชัย”ครับ...

หลวงพ่อนิยมบอกพวกเราว่าการเป็นหมอพื้นบ้านแบบนี้เป็นกันยาก เพราะมี”กฎยกเว้น” หลายๆเรื่องที่ต้องระมัดระวัง เช่นการห้ามกินอาหารหรือขนมสอดไส้ ทุกชนิด เช่นขนมเปี๊ยะ ขนมปังสอดไส้ ฯลฯ 

แต่ถ้า”อยากกินจริงๆ..” ก็แก้ได้คือหักขนมก่อนกิน ทำนองว่าทำให้อาหารหรือขนมนั้น”ไส้แตก”เสียก่อน....จะว่าไปแล้ว... 

”กฏที่บัญญัติขึ้นล้วนแล้วแต่ช่วยสร้างภูมิปัญญาขัดแย้งจริงๆ...”

หมู่บ้านนี้ยังพอมีของดีเล่า

คือเรื่องราว”หลวงปู่หิน”ถิ่นสถาน

สร้างศาลาวัดให้เจริญอยู่เนิ่นนาน

ทั้งชาวบ้านต่างนับถือระบือไกล...

 

เรื่องเล่าจากปากคำชาวระยองว่า “วัดหนองสนม” ซึ่งสมัยนั้นมีเจ้าอาวาสชื่อ “หลวงพ่อหิน ถาวโร” ลูกศิษย์พระเกจิอาคมขลังของชาวระยองที่ชื่อ”หลวงปู่สังข์เฒ่า”...

ด้วยความรักในลูกศิษย์องค์นี้ หลวงปู่สังข์เฒ่าท่านได้ถ่ายทอดวิชาต่างๆ ให้กับหลวงพ่อหินจนหมดสิ้น....


หลวงพ่อหิน ถาวโรเป็นพระที่มีวิชาคงกระพันสูง สามารถปลุกเสกผ้าและหมากพลูให้เป็นสัตว์ต่างๆได้สมัยที่”ท่านหลวงปู่ทิม วัดระหารไร่”ได้มีโอกาสไปกราบหลวงพ่อหิน ได้เคยถามหลวงพ่อหินว่า...

“เรื่องคาถาอาคมมีจริงหรือไม่ และที่มีคนชอบพูดกันว่าหลวงพ่อหินสามารถเสกสิ่งของให้เป็นสัตว์ได้เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า”
หลวงพ่อหินท่านได้ฟังเช่นนั้นท่านก็ไม่ตอบได้แต่ยิ้ม..สักพักหนึ่งท่านก็”กวักมือ”ทำเป็นเรียกตัวอะไรให้ออกมาจากใต้โต๊ะ ปรากฏว่าเป็น”ลูกหนู”ตัวหนึ่ง ซึ่งท่านเอามือเคาะที่พื้นเบาๆ ลูกหนูตัวนั้นก็วิ่งไปที่มือของท่าน...
 

หลวงปู่ทิม เมื่อเห็นเช่นนั้นท่านก็ได้แต่นั่งมองดู สักพักใหญ่ปรากฏว่า”ลูกหนู”ที่อยู่ในมือหลวงพ่อหิน กลับกลายเป็นเพียง”เส้นด้ายขดหนึ่ง…..” หลวงพ่อหินท่านจึงพูดว่า

 

“คาถาอาคมที่เราถืออยู่ทุกวันนี้ ถ้าคิดว่าเป็นจริงมันก็จริง แต่คนที่จะทำถึงขั้นนี้ได้ ต้องฝึกจิตมาเป็นอย่างดี”  

ที่ผมพ่นมานี่ไม่ใช่ว่าหลวงพ่อนิยมท่านเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อหิน แล้วท่านสามารถเสกเส้นด้ายให้กลายเป็นลูกหนูนะครับ…

ผมเพียงแต่”ชูรส”ในเรื่องครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อนิยม ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อของท้องถิ่นนี้ให้ทราบเท่านั้น ความจริงแล้วหลวงพ่อนิยมท่านเรียน “วิชาคงกระพันและการทำผ้ายันต์พัดโบก...”ครับ



วิชาพัดโบกนี้เป็นที่ขึ้นชื่อลือชาและเวลโนของเกจิอาจารย์และฆราวาสแถบ”ชายฝังทะเลตะวันออก”มาก...ไล่ตั้งแต่เมืองชลจนถึงเมืองตราด...ไม่ว่าพระหรือฆราวาสท่านไหน ก็มักจะนิยมทำกันออกมา..

 

นัยว่า”ถ้าทำแล้วจะค่อนข้างเป็นที่ยอมรับ”ของกลุ่มคนที่นิยมคติทางนี้ ซึ่งความจริงแล้ว...

”ไม่ว่าใครก็ทำกันได้แต่ใครล่ะที่ได้รับการถ่ายทอดจากครูบาอาจารย์อย่างแท้จริง”..

นั่นเป็นเรื่องที่เราควรจะตรึกตรองก่อนจะบูชา....กล่าวกันว่า “ผ้ายันต์พัดโบก” นั้น ถ้าทำตามตำราถูกต้อง..

 

 “นำไปโบกเหนือลม ให้ปลายลมปลิวไปทางไหน สาวๆ ที่อยู่ใต้ลมถึงกับต้องมนต์สะกด บางคนกำลังไถนาอยู่ ถึงกับทิ้งคันไถวิ่งมาหาทันที…”

ซึ่งก็เป็นคำกล่าวที่ว่ากันไปตาม"สรรพคุณ"ของวัตถุมงคลชนิดนี้และตามคติความเชื่อ..แต่ตามความจริงที่พวกผมเห็นก็คือบรรดาพ่อค้าแม่ค้า มักนิยมนำไปติดตามร้านค้าโดย...

 

”แขวนในบริเวณที่มีลมพัดผ่าน เพื่อจะได้โบกไปมา...เป็นเคล็ดว่าเรียกเงินเรียกทองเข้าร้านทำนองนั้นครับ..” 

ความสงสัยใคร่รู้เป็นพื้นฐานที่ดีของนักสร้างนักประดิษฐ์ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นทุกอย่างควรอยู่ในปริมาณที่พอดี...เช่นเดียวกับวัตถุมงคล มีไว้ไม่ใช่ให้ทำใจฮึกเหิม..

”เมื่อประมาทย่อมไม่ตาย คนที่ประมาทเหมือนคนที่ตายไปแล้ว..”

 

“เรื่องแบบนี้สำคัญมาก ถึงเราจะไม่รู้ว่าความตายจะเกิดขึ้นกับเราเมื่อไหร่ แต่เราก็ไม่ควรประมาทอยู่ด้วยความมีสติ....

การใช้ชีวิตอยู่บนความไม่ประมาท ก็สามารถป้องกันอันตรายไปได้หลายอย่างแล้ว....” 

แม้เราจะรับรู้ว่ามนุษย์ควรต้องพิจารณาตัวเองถึงสิ่งที่ต้องกระทำ แต่มนุษย์ก็ต้องเข้าใจว่า..

“สิ่งที่เขากระทำอยู่คงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนได้ทั้งหมด...”

 

“ไสยศาสตร์ไม่ใช่เรื่องงมงาย แต่คนที่เขาไม่เชื่อเขาก็ว่ามันเป็นเรื่องงมงาย ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับจิตใจเรา คนที่เขาเข้ามาหาเราเพื่อต้องการวัตถุมงคลมีเยอะแยะไป..

ตำรวจก็มี หมอ พยาบาลที่รักษาเรา พอเขารู้ว่าเราเป็นใคร เขาก็เข้ามาที่วัดขอของเราไป จะให้เราไปห้ามความคิดเขาไม่ได้ คนที่มีวัตถุมงคลและนำไปใช้ในเรื่องที่สร้างความดี มีให้เห็นเยอะแยะ...” 

ถ้า”การสร้างวัตถุมงคลคือเรื่องของการสื่อสาร” หน้าที่ของหลวงพ่อนิยมก็คือ”เป็นสื่อกลางนำข่าวสารทางจิตใจมาบอกกับลูกศิษย์ผู้ที่เคารพศรัทธาในตัวท่าน”... 

เรามีหน้าที่สื่อสารของเรา เขามีหน้าที่สื่อสารในแบบของเขา สิ่งต่างๆจะเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับ..

”ทัศนคติและกระบวนการรับรู้ของแต่ละคน”...

แน่นอนว่าเรื่องตรงนี้ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถบังคับได้ เพราะมันเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา...

 

“เราว่าคนเราต้องมีที่พึงพา วัตถุมงคลเป็นนามธรรม เป็นที่พึงพาทางใจให้กับคน เป็นที่สร้างกำลังใจ..

คนเราทุกวันนี้อยู่ได้ด้วยการพึงพาอาศัยซึ่งกันและกันไม่ใช่เหรอ...” 

จะว่าไปหากว่าพวกเรามองหลวงพ่อนิยมท่านอย่างผิวเผิน การสร้างวัตถุมงคลของท่านคงเป็นแค่เพียง”การสื่อสารให้พวกเราได้รับรู้ถึงเรื่องของคาถาอาคมว่ายังมีอยู่จริงเท่านั้น”  

แต่ทว่าหากเรามองท่านอย่างลึกซึ้ง จะเห็นว่าผู้สื่อสารอย่างท่านไม่ได้มองเพียงเท่านั้น ท่านมองไปถึง..

”ปัญหาและความเปลี่ยนแปลงอีกด้วย...”

 

“คนเราต้องหมั่นทำความดี ไม่มีอะไรที่จะมาลบล้างกรรมที่ตัวเองเคยทำไว้ได้ วัตถุมงคลมีไว้อาจเพื่อผ่อนหนักให้เป็นเบา

ให้ระลึกถึงสิ่งที่ดีงาม..แต่จะช่วยให้คนไม่ตายไม่ได้ คนเราถึงคราวตายก็ต้องตาย ไม่มีใครห้ามได้....” 

เมื่อมนุษย์ต้องการ”ความเชื่อมั่นของจิตใจ” ย่อมต้องออกแสวงหาสิ่งที่ยึดเหนี่ยว เพื่อสร้างความมั่นคง ความอบอุ่นและความปลอดภัยให้กับชีวิต..

วัตถุมงคล จึงถือว่าเป็น”วัตถุนิยม”สำคัญยิ่งทางฝั่งของศาสนา เพราะเป็นที่เคารพยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวไทยมาตั้งแต่อดีตอันยาวนานจนถึงปัจจุบัน.. 

วัตถุมงคลจึงเป็นอีก"บริบท"หนึ่งของ"ศรัทธา"ที่เชื่อมโยงถึงกระบวนการผลิต ดังนั้น.. 

”สิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจจึงต้องเป็นสิ่งที่ผลิตออกมาจากความรู้สึกข้างใน..”

 

“การปลุกเสกต้องมีจิตใจที่สงบ ให้มีจิตใจที่มีแต่คุณไม่มีโทษ... ฤกษ์ยามก็สำคัญเพราะเป็นเรื่องที่ครูบาอาจารย์สั่งสอน จะรู้ว่าสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับ..จิต...” 

ด้วยความเชื่อที่ว่า “วัตถุมงคล..” ต้องเชื่อมโยงถึง”กระบวนการผลิต” เพียงเพื่อมุ่งหวังว่าจะให้ได้..

”ผลผลิตตอบแทนที่สมบูรณ์.....”

 

“เราก็ใช้คาถาของพระพุทธเจ้านี่แหละในการปลุกเสก... พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ประเสริฐสุดแล้ว..” 

ว่ากันว่า การทำจิตใจให้สดใส มีความสุขท่ามกลางสภาพทรุดโทรมของสังขาร นับว่าเป็นศิลปะชั้นสูงอย่างหนึ่งในการใช้ชีวิตของมนุษย์....

 

หลวงพ่อนิยมในวันนี้ท่านอาพาธด้วยโรคเบาหวานและโรคหัวใจ ทำให้ท่านต้องงดรับกิจนิมนต์ต่างๆ นอกวันตามคำแนะนำของหมอ ถึงร่างกายจะเสื่อมด้วยสังขารแต่จิตใจของท่านกลับสดชื่นและ..

“อิ่มเอิบไปด้วยเรื่องราวและความคิดดีๆ....”

 

“สังขารเสื่อมไม่ใช่เรื่องแปลก มันเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต ไม่มีใครหรอกที่เกิดมาแล้วไม่ตาย ยังไงทุกคนก็ต้องมีวันนั้นเหมือนๆกันทุกคน...” 

การต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด เป็นจุดเริ่มต้นที่มนุษย์จำเป็นต้องแสวงหาปัจจัยต่างๆ เพื่อนำมาใช้ในสภาพการณ์ต่างๆ ที่คอยคุกคามกับชีวิตและความเป็นอยู่ของตน...

 

จะอย่างไรก็ตาม มนุษย์ต่าง”พยายามแสวงหา”หนทางป้องกันหรือขจัดเหตุร้ายให้ผ่านพ้นไป นัยว่าเพื่อ”ความสงบสุขของชีวิต...” 

ไสยศาสตร์ คาถาอาคม จึงเป็นกระบวนการอย่างหนึ่งที่มนุษย์เลือกเอามาเพื่อเป็นการสร้างความปลอดภัยให้กับชีวิต...

ดังนั้น"ความเชื่อ ความศรัทธา"ในศาสตร์ด้านนี้จึงเป็น”ที่พึ่งทางใจ”ที่สำคัญของคนในชนบทมาอย่างยาวนาน...

 

ผมเคยมีความเชื่อว่า“สิ่งที่ดีงามมักจะถูกทำลายด้วยความสะดวกสบาย..”  แต่จากที่ได้สนทนากับหลวงพ่อนิยมแล้ว ทำให้พวกผมรู้ว่า.. 

“วัฒนธรรมท้องถิ่น คุณธรรมประจำใจที่ดีงาม”  

ซึ่งพวกเราคิดว่า"สาบสูญ"ไปนานแล้ว น่าจะ"ยังคงเหลืออยู่..." อย่างน้อยก็น่าจะอยู่ที่”ท่านหลวงพ่อนิยม กันตจาโร” เจ้าอาวาสรูปที่สี่ ของวัดนาลิกวนาราม(ตะเคียนเตี้ย)แห่งนี้..ผมเชื่ออย่างนั้น...สวัสดีครับ

ขอขอบคุณรูปภาพสวยๆ จากคุณพรชนก สุขพงษ์ไทย เพื่อนต่อสำหรับคำแนะนำและความช่วยเหลือต่างๆ คุณสมบูรณ์ ร้านนายฮ้อ สระบุรี กับกำลังใจที่มีให้อย่างสม่ำเสมอครับ

 

 

โดย ศิษย์กวง

 

กลับไปที่ www.oknation.net