วันที่ อาทิตย์ สิงหาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไปคุยกับ “ลุงหล่อ” หมอยาพื้นบ้านคนบ้านบัว


                          

            

                       "ลุงหล่อ" หมอยาพื้นบ้านวัย ๗๔ ปี

หลังปล่อยควายฝูงเล็กลงเล็มหญ้าริมทุ่ง  “ลุงหล่อ” ก็เดินกลับมา  แกปลดย่ามใบเก่าที่ตัดจากถุงปุ๋ยเคมีวางลงบนแคร่ไม้ไผ่  ก่อนหย่อนตัวลงนั่งรับลมทุ่งยามเย็นที่กำลังพลิ้วแผ่ว

ลุงหล่อ หรือ “ทองหล่อ ปะรินรัมย์”  วัย ๗๔ ปี  เป็นคนบ้านบัวโดยกำเนิด  ทุกวันนอกต้องจากภาระอันเหน็ดเหนื่อยจากไร่นาและฝูงควายที่ต้องดูแลทุกวันแล้ว  แกยังเป็นหมอยาพื้นบ้านอีกด้วย

คนบ้านบัวและหมู่บ้านใกล้เคียง  เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย  หากอาการไม่หนักหนาสาหัสจนเกินไปนัก  ก็มักจะเข้ามาขอคำปรึกษา  บอกเล่าอาการกับหมอยาพื้นบ้านคนนี้

ชีวิตการเป็นหมอยาพื้นบ้านของลุงหล่อ  เริ่มตอนอายุ ๒๓ ปี   ทั้งที่ตอนแรกไม่ได้สนใจอะไรมากนัก  แต่มาใจอ่อนก็ตอนที่ครูคนแรกขอร้องให้สืบทอดต่อ  โดยบอกว่าอยากให้เรียนเอาไว้ทำ “บุญ” 

            “คนที่สอนวิชาให้คนแรกคือตามา  แกเป็นคนศรีสะเกษ เป็นหมอเป่าพิษงูที่เก่งมาก  มาอยู่ทำนาที่บ้านบัวหลายปี  แต่คิดยังไงไม่รู้บอกว่าอยากกลับไปอยู่บ้านคืน  ก่อนจะไป  แกก็หาคนที่จะสืบทอดวิชาต่อ  ก็มาหาลุง  ตอนนั้นอายุประมาณ ๒๓ ปี สึกจากพระใหม่ ๆ ด้วย จำได้ว่าวันนั้นแกมาหาที่บ้านเลย  บอกว่าอยากให้เราเป็นคนสืบทอดวิชาเอาไว้” 

ลุงหล่อย้อนความหลังให้ฟังก่อนเล่าต่อว่า

“ทีแรกก็ไม่ได้สนใจอะไรหรอก  แกก็พยายามอ้อนวอนบอกเรียนไปเถอะ ๆ เอาไว้ทำบุญ  พูดอยู่อย่างงั้นแหละ ไอ้เราได้ยินคำว่าบุญก็ใจอ่อน  สงสารแกด้วยก็เลยตัดสินใจเรียน  แกก็ให้เย็บกรวยดอกไม้ธูปเทียน  ให้ไปเอาเหล้าขาว ๑ ขวด  เงิน ๑ สลึง มาทำพิธีตั้งครูก็เป็นศิษย์เป็นอาจารย์กันมาแต่นั้น”

การเล่าเรียนวิชาหมอเป่าพิษงูกับตามา  เป็นวิชาว่าด้วยการเป่าทั้งงูมีพิษและไม่มีพิษ  หลักสูตรการเรียนรู้เริ่มจากเดินตามครูเข้าไปรู้จักสมุนไพรที่เป็นตัวยาและสรรพคุณของยาแต่ละชนิดทั้งที่มีอยู่ในละแวกบ้านและในป่าหัวไร่ปลายนา 

ต่อมาก็ต้องรู้วิธีการเก็บ  รวมถึงมนต์คาถาที่ใช้ร่ายกำกับ  หลังจากนั้นก็เริ่มรักษาคนป่วยโดยมีตามาคอยแนะนำกำกับ  จนในที่สุดลุงหล่อก็เริ่มเชี่ยวชาญ   ต่อมาหลังจากที่ตามาครูคนแรกเดินทางกลับบ้านเกิดที่ศรีสะเกษ  ลุงหล่อจึงรับหน้าที่เป็นหมอเป่าพิษงูมาตั้งแต่นั้น

“พอตามากลับบ้านลุงเป็นต่อจากแก ตอนนั้นประมาณ  พ.ศ. ๒๕๐๓  คนเมื่อก่อนป่วยไข้จะไปหาใคร  อนามัยก็ยังไม่มีโรงพยาบาลก็อยู่ในเมือง  ใครมาหาก็ต้องรักษาไม่เคยเกี่ยงงอน  ใครมาตามตอนไหนก็ไปตอนนั้นดึกดื่นค่ำคืนก็ยังมีเลย”  ลุงหล่อย้อนให้ฟังถึงชีวิตการเป็นหมอยาในยุคที่การสาธารณสุขไม่ทันสมัย  ต่างจากทุกวันนี้ที่อนามัยอยู่ใกล้  โรงพยาบาลก็อยู่ไม่ไกล  แต่กระนั้นความเชื่อในวิชาหมอเป่าพิษงูของแกก็ยังมีคนมาหาไม่เคยขาด

           “ตอนนี้ก็พอมีบ้าง  บางครั้งก็เดือนละคนสองคน  บางคนมาหาเราแล้วก็ไปหาหมอในเมือง  เขาอาจจะไม่เชื่อเต็มที่   ก็ไม่เป็นไรเป็นความสบายใจของเขา”

          วิธีการเป่าพิษงูของลุงหล่อ  ว่าไปแล้วก็ดูไม่แตกต่างจากคนอื่นทั่วไปนัก  เริ่มจากสอบถามอาการ ถามชนิดงูที่กัด  ตรวจสอบบาดแผล  หลังจากนั้นจึงปรุงยาแล้วเป่า  บางคนเป่าครั้งเดียวอาการก็ทุเลา  แต่บางคนอาจถึง ๒ – ครั้งแล้วแต่พิษงู  หลังจากคนไข้หายแล้วตามธรรมเนียมที่ยึดถือทั่วไปของหมอพื้นบ้านก็คือการยกครู  เรื่องนี้หมองูคนเดิมบอกว่า

“ก็มีแค่กรวยดอกไม้ธูปเทียน ๕ กรวย  เหล้าขาว ๑ ขวด ส่วนเงินจะให้หรือไม่ให้ก็ไม่ว่าอะไร หรือแม้แต่คนที่ไม่มายกครูเลยก็ไม่เป็นไร  ถือตามที่ครูบอกว่าให้ทำเอาบุญ แต่ที่ผ่านมาไม่ค่อยมีเพราะคนบ้านเราเขาถือกันมากในเรื่องนี้”

นอกจากวิชาป่าพิษงูแล้ว  ลุงหล่อยังสามารถเป่าพิษอื่น ๆ ได้อีกด้วย  ไม่ว่าจะเป็น พิษฝี  งูสงัด เด็กเป็นซาง  โดยวิชาเหล่านี้เรียนรู้จากการแลกเปลี่ยนกับ ตากลิ้ง  ตาเยียน  ซึ่งทั้งสองคนเป็นหมอยาในบ้านบัวเช่นกัน

ก่อนจะลุกออกไปต้อนฝูงควายกลับบ้าน    หมอยาคนนี้ฝากข้อคิดทิ้งท้ายให้ฟังว่า

“หมอพื้นบ้านมันเป็นของที่ปู่ย่าตายายเขาสอนสั่งกันมา  ข้อดีคือไม่ต้องไปหาหมอในเมือง  ไม่ต้องเสียเงิน  บางทีเป็นอะไรเล็ก ๆ น้อยหมอพื้นบ้านเราก็รักษาหาย  บางคนเขาไม่เชื่อเป็นอะไรหน่อยก็ไปหาหมอในเมือง  แต่พอไม่หายก็มาหาเรา ก็ไม่เคยว่าอะไร  ช่วยเท่าที่ช่วยได้”

“อยากหาคนสืบทอดต่อเหมือนกัน  แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นใคร  เพราะถ้าจะเป็นจริงก็ต้องตั้งใจ         ต้องอดทน  ของแบบนี้ไม่อยากให้ตายไปกับตัวเรา”  หมอยาพื้นบ้านแห่งบ้านบัว รำพึงเบา ๆ ก่อนจะฉวยเอาย่ามถุงปุ๋ยขึ้นคล้องไหล่แล้วก้าวเดินจากไป

ในเย็นย่ำวันนั้นยินแต่เสียงแกร้องต้อนฝูงควาย ฮุย ๆ ๆ ดังอยู่ไกล ๆ  ก่อนที่ทั้งคนและควายจะพากันเดินจากไปพร้อม ๆ กับดวงตะวันที่กำลังค่อย ๆ หย่อนตัวลงลับขอบฟ้าเบื้องไกล

                                

 

โดย ชาวบ้านบัว

 

กลับไปที่ www.oknation.net