วันที่ อาทิตย์ สิงหาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตัวอักษร กับหนอนที่โตตามวัย


เคยมีคนถามว่า ...หนังสือเล่มนี้อ่านจบไปแล้วไม่ใช่เหรอ อ่านอีกทำไม...
บางทีเหตุผลนั้น เราอาจจะไม่เคยได้รู้จนกว่า จะได้อ่านหนังสือซ้ำสักครั้งหนึ่งในชีวิต

สำหรับบางคน การอ่านหนังสือซ้ำเล่มเดิมอาจจะเป็นเรื่องฟังดูเสียเวลา เพราะโลกนี้ยังมีหนังสือดีๆอีกตั้งมากมายให้อ่าน แต่หนังสือบางเล่มไม่เหมาะที่จะอ่านเพียงครั้งเดียวในวัยใดวัยหนึ่ง เพราะประโยคสำคัญอาจแทรกอยู่ระหว่างบรรทัดของวัยที่เปลี่ยนไปก็ได้

หนังสือบางเล่ม เหมาะกับคนหลายๆวัย สารหลายชั้นที่ซ่อนอยู่ในตัวหนังสือ กระแทกความรู้สึกของคนแต่ละวัยแตกต่างกันอย่างยิ่ง ราวกับไม่ได้อ่านมาจากเล่มเดียวกัน จึงไม่ใช่เพียงแค่ ‘สื่อ’ หรือเพียงแค่ ‘สาร’ เท่านั้นที่ทำให้การสื่อสารนั้นแตกต่างไป หากแต่ผู้รับสารเองต่างหากเล่า ที่เป็นปัจจัยอันก่อให้เกิดความแตกต่างได้มากมายเหลือเกิน

ตอนนี้ฉันกลับมาอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่จั่วหัวไว้ว่าเป็นวรรณกรรมเยาวชนอีกครั้งหนึ่ง หนังสือเล่มนี้โด่งดังไปทั่วโลก และเป็นหนังสือดีเด่นในใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่หลายคน มันเป็นเรื่องที่น่าสงสัยว่าเด็กๆชอบมันเพราะอะไร และผู้ใหญ่ชอบมันเพราะอะไร บางคนอธิบายไว้ว่า พวกผู้ใหญ่อ่านกันเพราะเขาอยากจะกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง และอยากจะได้รับการยืนยันว่ายังมีใครบางคนที่คิดหรือรู้สึกเหมือนกับเขา

ส่วนพวกเด็กๆนั้น ฉันยังไม่ได้ถามพวกเขาว่า ทำไมถึงชอบหนังสือเล่มนี้ ส่วนตัวฉันเองนั้น หลายปีก่อน ฉันก็ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรต่อมันเป็นพิเศษ นอกจากรู้สึกว่าข้อความเหล่านี้มันธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจเลย

แต่ในการอ่านครั้งที่สอง ในวัยที่กระปุกประสบการณ์ถูกถมให้สูงขึ้นอีกนิดหน่อยนั้น ก็พบว่าข้อความที่เคยมองว่าแสนธรรมดา มันกลับเข้ามากระทบใจอย่างจัง แล้วเจ้าเด็กน้อยที่ฉันเพิ่งรู้ว่าเขานั่งหลบอยู่ในตัวฉันก็กระซิบบอกกับฉันว่า การเติบโตไม่ใช่เรื่องแย่ แต่กระนั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องดีไปเสียหมด โลกของผู้ใหญ่นั้นดำรงอยู่ด้วยเหตุและผล แต่เห็นไหมล่ะ การยึดมั่นในเหตุในผลนั่นมากจนเกินไปนั้น มันก็กลายเป็นความงี่เง่าอยู่เสียร่ำไป

เดี๋ยวนะ ฉันยังไม่ได้บอกใช่ไหม ว่าฉันกำลังพูดถึงหนังสือเรื่องอะไร
...เจ้าชายน้อย...

“เจ้าตัดสินตัวเจ้าเองซิ ... เป็นหน้าที่ที่ยากที่สุดล่ะ คนเราจะตัดสินตัวเองได้ยากกว่าตัดสินผู้อื่น ถ้าเจ้าตัดสินตัวเจ้าเองได้เป็นผลสำเร็จดีละก็ นับว่าเจ้าเป็นปราชญ์โดยแท้คนหนึ่งเลยทีเดียว”

เป็นคำพูดของพระราชาที่พูดกับเจ้าชายน้อย ณ ดาวดวงใดดวงหนึ่งในจำนวนนับล้าน และยื่นข้อเสนอให้เจ้าชายน้อยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมที่ไม่ต้องไปนั่งเก้าอี้ตัดสินใคร (เพราะบนดาวของพระราชาไม่มีประชากรอยู่เลย) แค่ตัดสินตัวเองให้ได้ ซึ่งก็ได้คำตอบจากเจ้าชายน้อยว่า

“ตัวฉันน่ะรึ ฉันสามารถตัดสินตัวเองได้ไม่ว่าที่ใด ฉันไม่จำเป็นต้องอาศัยอยู่ที่นี่หรอก”

ทำไมหลายปีก่อนฉันถึงไม่ได้สังเกตเลยว่าหนังสือเล่มนี้มีประโยคสองสามประโยคที่ทำให้ฉันขนลุกนี้อยู่ด้วย จำได้แต่เพียงว่า ในเวลานั้น ฉันเห็นด้วยกับเจ้าชายน้อยเกือบทุกอย่าง เพราะอะไรๆในชีวิตมันก็ดูจะง่ายไปเสียหมด และการ “ตัดสินตัวเอง” ดูเป็นเรื่องงี่เง่าที่ไม่เห็นจะต้องไปใส่ใจอะไรมันเลย

แต่กลายเป็นว่า ตอนนี้ฉันกลับต้องถามตัวเองว่าการ “ตัดสินตัวเอง” ทำอย่างไร กฎไหนที่ฉันยึดไว้เป็นไม้บรรทัดประจำใจ ก็จริงอยู่ที่หลายครั้งคนเราออกจะเข้าข้างตัวเองมากจนเกินไป ส่วนคนอื่น จะทำอะไรก็ดูจะผิดไปเสียหมด แต่ก็มีอีกหลายต่อหลายครั้งที่เราออกจะเป็นตุลาการที่ใจร้ายต่อตัวเอง เฝ้าแต่รับความผิดใส่ตัว รู้สึกย่ำแย่กับชีวิตไปเสียหมด

บ่อยครั้งที่เราต่างได้รับคำบอกกล่าว ..อย่าคิดมาก อย่าหักโหม อย่ากดดันตัวเอง.. ได้ยินแล้วก็ให้สงสัยว่า แล้วเส้นแบ่งมันคือตรงไหนเล่า เท่าไหร่ถึงเรียกว่าคิดมาก เท่าไหร่ที่ควรจะถูกประณามว่าไม่คิดถึงคนอื่น เคร่งเครียดถึงจุดไหนถึงจะบอกว่ามันหนักเกินไปแล้ว แต่มันไม่ควรจะน้อยกว่าเท่าไหร่ถึงจะรอดพ้นจากภาวะความขี้เกียจไม่เอาไหน

ตรงไหนล่ะที่เรียกว่าพอดี ที่ความเป็นคนดีจะมาบรรจบกับความรักตัวเองได้
ใครจะบอกพอให้ตัวเองได้ อย่างพอเหมาะพอควรจริงๆ
ไม้บรรทัดนั้น ทาบอยู่ตรงไหนในการ “ตัดสินตัวเอง”

มันก็แปลกดี ที่ฉันใช้เวลาอ่านเจ้าชายน้อยรอบนี้ยาวนานกว่าที่คิด อ่านอย่างค่อยๆซึมซับเอาตัวอักษรเข้าไปลึกๆ พร้อมๆกับคุยกับตัวเองไปด้วย เดาเอาว่า คนแต่งคงไม่ได้ตั้งใจให้เด็กๆอ่านหนังสือเล่มนี้แบบที่ฉันอ่านแน่ เพราะสารบางอย่าง ต้องการช่องว่างในการตกผลึกสักเล็กน้อย

ก็คงจะเหมือนๆกับหนังสืออีกหลายๆเล่ม ที่ต้องการช่วงเวลาตรงกลาง แล้วอ่านมันซ้ำ
...อีกสักรอบ...




เสี้ยวตะวัน พระจันทร์ข้างฝา -- เรื่อง

โดย เสี้ยว

 

กลับไปที่ www.oknation.net