วันที่ พฤหัสบดี กันยายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เหยื่อของเหยื่อที่ท่านสมัครใช้เกี่ยวปลายตะขอเบ็ด คือ อารมณ์ (โกรธ)


 เหยื่อของเหยื่อที่ท่านสมัครใช้เกี่ยวปลายตะขอเบ็ด คือ"X"      

ไม่น่าเชื่อว่า  ตื่นขึ้นมาเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2551  “โน่นตาย 1 คนแล้ว รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินแล้ว”  เป็นประโยคแรกที่ผมได้ยิน ผมถามเอาความแบบสลึมสลือกับคุณพ่อ  พอตั้งสติได้  ก็มานั่งตามข่าวจนรู้ว่า  ท่านนายกสมัครประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน  แม้ก่อนหน้านี้ท่านได้เคยบอกกล่าวประชาชนผ่านรัฐสภาว่า  มันจะเสียบรรยากาศการลงทุน ก็ตาม

นั่นแหละ  ท่านนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยที่ประชาชนในนามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  เขาไม่เอากันแล้ว  ซึ่งก็รวมตัวผมด้วยที่ไม่เอาท่าน  เออคงเป็นเพราะ "ท่านเห็นแก่ตัว(อำนาจ)มากเกินไป" กระมัง

จากการกระทำของท่านเองทั้งหมด สรุปว่า  ฯพณฯ  หอกหักคนนี้มีอำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรี ผู้ย้ำนักย้ำหนาว่า “…ผมมีหน้าที่รักษาบ้านเมืองนี้...” แต่หมดความชอบธรรมในการใช้อำนาจแล้ว  ดังนั้นด้วยสปริตของนักการเมืองสาระ(เลว) อย่างท่านจึงต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกหรือไม่ก็ยุบสภาเสีย  เพื่อรักษาบ้านเมืองนี้อย่างที่ท่านว่า  เพื่อรักษาระบอบอย่างที่ท่านอ้าง  แต่ขอโทษนะคนละความหมาย  คนละชุดความคิด

แต่เอ๊ะ ! ในเมื่อท่านถือคติ  "ความกลัวทำให้เสื่อม" แล้วการที่ท่านกลัวการลาออกเนี้ย  ทำให้เสื่อมด้วยไหมหนอ  “ท่านสมัคร” ผมละงงจริง ๆ

เอาละ ด้วยบรรยากาศที่เกิดขึ้นในช่วงเช้ามืดของวันที่  2  กันยายน  2551  นั้น เป็นเหตุการณ์ที่เฉพาะคนไทยที่รักบ้านเมืองนี้ไม่ต้องการให้เกิด  ซึ่งจะรวมท่านสมัครด้วยหรือไม่  ก็คงต้องใช้วิจารณญาณคิดกันเอาเองตามรูปการณ์

ในฐานะประชาชน ผมเองก็ต้องยอมรับว่า  รู้สึกไม่สบายใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  ไม่ว่าฝ่ายไหน  ข้างไหนเสียชีวิตและบาดเจ็บก็ตามและขอประณามการใช้อารมณ์ในครั้งนี้

            ซึ่งนั่นเป็นเพราะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์  ผู้บำบัดสุข  บำรุงทุกข์ให้กับประชาชนตั้งใจให้เกิดเหตุการณ์ตามคำสั่งทางการเมืองใช่หรือไม่  หรือหากไม่ใช่  ก็คงหมายความว่า  ตำรวจบ้านเมืองนี้ไร้น้ำยา ที่ไม่สามารถสกัดกั้น  ม๊อบเสื้อแดงที่ถนัดการใช้กำลังและคงไม่มีใครเถียงถ้าผมจะเรียกว่า ม๊อบเสื้อแดงนั้นบุกหาเรื่องกับม๊อบเสื้อเหลืองก่อนเสมอ  จนเป็นเรื่องเลือดตกยางออกมาแล้วที่จังหวัดอุดรธานี

            พอกระทำกันเกิดเลยเกินเถิด มันถึงเวลาได้สติอีกแล้วครับ  เมื่อมีคนล้มหายตายจาก  มีคนแตกแยกและแตกต่างทางความคิดจนเกิดความเป็นสัตว์เดรัจฉานขึ้นในตัวตน ทำร้ายทำลายกันเอง

คราวนี้  แม้ผมจะออกมาให้ความเห็นช้าไปหน่อย  แต่ผมคิดว่าเราในฐานะประชาชนทุกฝ่ายก็ต้องมาทำความเข้าใจกันเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า  ที่แท้นั้นอะไรเป็นอะไร  แล้วจะแก้ไขปัญหานี้ได้มากน้อยแค่ไหน  จะป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร  ลองทอดสายตาอ่านกลอนฉบับเตือนสติข้างล่างที่ผมพยายามสร้างสรรค์  แล้วผมจะสรุปสั้น ๆ ให้ฟัง

“ย่างหนอก้าวขาหนอ

ข้ามมารอข้างเหตุผล

สติยั้งซึ่งตัวตน

กลับมาค้นตนในใจ

นิ่งคิดเหตุแห่งทุกข์

เหตุที่ปลุกมวลชนไถล

เหตุคือโกรธาภัย

ถือธงชัยเป็นอารมณ์

ใช้กำลังกันทำร้าย

เหลือคนตายเป็นตัวผม

ผมเป็นเหยื่อทางอารมณ์

ทุกข์คือผมฆ่าตัวเอง

หยุดทรามความต่ำช้า

หยุดเข่นฆ่าหยุดข่มเหง

ฆ่าทิ้งตัวนักเลง (ตัวกู ของกู)

หยุดใช้เพลงแห่งอารมณ์

จงหันมาตั้งสติ

มาตำหนิคนอย่างผม

ใช้เหตุผลนำอารมณ์

เป็นดาบคมบั่นใจตน

สันติภาพจึ่งมาหา

คนไม่ฆ่ากันอีกหน

ทุกข์ดับสิ้นเพราะใจคน

บ่มีตนตัวโกรธ”

หลังม่านสีฟ้า

2 กันยายน 2551

                กลอนบทนี้  ผมให้ชื่อมันว่า  เหยื่อของอารมณ์  ซึ่งมีเค้าโครงอยู่ 4 ประการ ดังนี้

 

ความทุกข์  ในที่นี้คือ  คนกำลังจะคิดฆ่าตัวเองและฆ่ากันเอง

เหตุแห่งทุกข์  ในที่นี้คือ  คนใช้อารมณ์ความรุนแรงนำเหตุผล

ความดับทุกข์  ในที่นี้คือ  คนไม่คิดฆ่าคนด้วยกันเองและฆ่าตัวเอง

และทางสู่ความดับทุกข์  ในที่นี้คือ  คนต้องหันมาใช้เหตุผลที่ถูกต้องนำอารมณ์ที่ไม่พอใจ

 

พี่น้องชาวไทยครับ  พึงชนะความโกรธด้วยความไม่ถือโทษโกรธเคือง  นั่นคือการให้อภัยกันได้ไหมครับ  มาร่วมกันสร้างความปรารถนาดีต่อกันเถอะครับ  อย่าปล่อยให้ตัวเองเป็นทาสของอารมณ์  อย่าปล่อยตัวให้ตกเป็นเหยื่อของอารมณ์  มิฉะนั้นเราเองจะกลายเป็นยักษ์เป็นมารโดยไม่รู้ตัว  กระทำการแบบสัตว์เดรัจฉาน  ใช้สัญชาตญาณห้ำหั่นเพื่อนที่เกิดแก่เจ็บตายเหมือนอย่างเรา แทนที่จะมีวัฒนธรรมอันดีระหว่างกันแบบผู้มีจิตใจสูงซึ่งก็คือ มนุษย์

และการเป็นเหยื่อของอารมณ์ในครั้งนี้  หากมองอีกแง่หนึ่ง  อำนาจรัฐเบ็ดเสร็จเด็ดขาดคือสิ่งที่รัฐบาลกำลังแสวงหามากกว่าอำนาจที่ท่านนายกสมัครมีอยู่ในมือขณะนี้  เหมือนว่ากำลังนี้ท่านนายกสมัครได้ถือดาบที่ทื่อไว้ในมือข้างซ้ายแล้วเกิดความไม่พอใจ  จึงใช้มือข้างขวาเหวี่ยงคันเบ็ดออกไปหาอำนาจที่สามที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด  โดยปลายตะขอเบ็ดนั้นเกี่ยวเหยื่อคือประชาชนเป็นตัวล่อ  และประชาชนในที่นี้ก็เป็นเหยื่อของอารมณ์อีกต่อหนึ่ง

-พ.ไพรพฤกษ์-
          2
กันยายน 2551

ปล.เออ  เคยมีพระท่านหนึ่งบอกผมว่า  “มีคนทำเลวกับเรา 1 อย่าง  เราได้โอกาสทำความดีถึง 2 อย่าง  หนึ่งคือความไม่ถือโทษโกรธเคือง(อภัยทาน)และอีกหนึ่งคือความอดทน(ขันติ)ต่อความเลวนั้น”

 

โดย ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า

 

กลับไปที่ www.oknation.net