วันที่ พฤหัสบดี กันยายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ผูกขาดรสนิยม


เรื่องสั้น  :  ผูกขาดรสนิยม

ร้านเหล้าแห่งนั้น เป็นเหมือนเวทีโต้วาทีของผมและเพื่อนเสมอมา รอบบริเวนร้านเหล้าเหงาคน ไม่ค่อยมีใครเข้าไปแวะเวียนใช้บริการมากนัก ซึ่งก็เป็นธรรมดายุคข้าวยากมากแพงอย่างนี้ แถมตกอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินเสียอีก ร้านเหล้าจึงเหงาตาเลยทีเดียว

"ค... มานานยังว่ะ"

เพื่อนผมทักทายตามประสาภาษาแถวบ้านมันใช้

"สัด... แดกเหล้ารอเป็นแก้วแล้ว"

ผมทักทายตาประสาภาษาแถวบ้านมันใช้ อย่างว่าเข้าเมืองตาหลิวต้องหลิวตาตาม ผมไม่ใช่ขี้เหล้า แต่ก็มีความเป็นคอเหล้าที่ถึงไหนถึงกันไม่น้อย

"ไงว่ะ.. หัวฟ้ามึง เล่นกันทั้งเครือเลยนะ"

เพื่อนผมนั่งลง พร้อมเปิดฉากสนทนาทันที คงไม่พ้นเรื่องการเมือง เถียงกันกี่รอบก็ไม่รู้จบ เถียงกันตั้งแต่เสียงเบาๆ จนถึงขึ้นเสียงดังทั่วบริเวณ เสี่ยงโดนกระทืบมาหลายครั้งแล้ว แต่ด้วยความพอประมาณ รู้จักลดราวาศอก ผมและเพื่อนจึงรอดจาก "ทีน" มาโดยตลอด

"กูชัดเจน.. หัวเขียวมึง จะทำเป็นอีแอบ รอเชียร์ฝ่ายได้เปรียบเสมอ ทำไมไม่เคลียร์ว่ะ"

เพื่อนผมนิ่ง ยกแก้วเหล้าหวานบาดคอ พลันสวนกลับทันควัน

"เวน.. เขาไม่นิยมส่งเสริมความรุนแรง ไม่เหมือนเมิง"

เพื่อนผมเคยบริภาษท่าทีผมหลายครั้งว่า อย่าไปชัดเจนใน "ท่าที" ขนาดนั้น เรื่องการเมือง ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร มันเหมือนละคร เมื่อถึงตอนใกล้จบ มันอาจหักมุม คู่กรณีหันไปจูบปากกันแล้วจบแบบแฮบปี้แอนด์ดิ้งก็ได้ เวลานั่นแหละ คนที่เคยเออออหอหมกตาม จะกลายเป็นพวกอารมณ์ค้าง ผิดหวังกับอุดมการณ์ที่ได้สู้มา

ผมก็คิดเช่นนั้น ทำใจล่วงหน้ามาว่า การเมืองก็เป็นเรื่องพรรด์อย่างนี้ วัฏจักรวงจรอุบาทว์ ไม่เคยหายไปจากการเมืองสังคม แม้เคยแอบหวังว่า เมื่อเราจัดเจน ตั้งใจ คงพลิกล้างความระยำตำห่าของวงจรผู้แทนฯหลอกแดกประชาชนไปได้

จังหวะห้วงคิดนั้น ผมสวนเหมือนคืนว่า

"อย่าเอาอาณาจักรความกลัว มาเป็นกำแพงกันความรับรู้ถูกผิด และแสดงออกด้วยการนิ่งเฉย"

ผมคิดว่า ผมเหมือนโดน "จัดตั้ง" จากปัญญาชนฝ่ายซ้ายที่หันมามีหัวคิดแบบขวา ด้วยความสมยอมเพราะศึกษาระบบทุนในจีนแล้ว ความเสมอภาพ ภราดรภาพ ไม่มีจริง เพราะเมื่ออ้าแขนรับทุน ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยคนจนเริ่มห่างออกไปทุกที ซึ่งเห็นได้ชัดว่า "ระบอบการเมือง" ไม่ได้จัดระบบทุน บริโภคนิยม อันเป็นเครื่องมือสำคัญทุนสามานย์ คืออาวุธทำลายสังคมให้แย่งชิงกันเกินพอดี

"ยิ่งเห็นเมิง เขียนในบล็อก กูว่าสุดโต่งไปกับแก๊งค์ออฟไฟท์มากไปหรือเปล่า"

ผมยิ้ม พร้อมยกหมดแก้ว เพื่อนซัดผมต่อ

"กูว่า เมิงเขียนกวี เรื่องสั้น หรือว่า วรรณกรรมดีกว่า กูกลัวแนวร่วมเมิง เสพงานเมิง จนไม่ยั้งคิด ออกไปสู้กันบนถนนราชดำเนินอีก"

ผมถือแก้วเหล้าค้างไว้ พร้อมส่ายหัว ไม่ยอมรับ

"เหี้..ย กูพูดจริงๆ เมิงนั่งเรียบเรียงความคิดดีๆ กูว่าจะได้หนังสือสักเล่ม ดีกว่าจะมาปลุกเร้าทางความคิดอย่างนี้"

เพื่อนผมออกลายสั่งสอน ผมวางแก้วนั่งเสียงกระแทกดัง และพูดว่า

"แม่ง กูไม่สารพัดสัดสักแต่ว่าทำ แท้งค์เมิงที่แนะนำ แต่กูก็ไม่เห็นเมิงทำ"

"กูไม่มีลีลาเขียนเท่าเมิง" มันแย้ง

ไม่ได้เท้าความว่า ในสมัยเรียนทำหนังสือพิมพ์ปฎิบัติในมหาลัยด้วยกัน ไอ้หมอนี้เป็นนักพูดถนัดวิจารณ์มากกว่าเขียน วิจารณ์การเขียนข่าวเพื่อนจนเละไม่มีชิ้นดี และอาจารย์ก็เชื่อน้ำคำเสียด้วย แม้ว่างานเขียนข่าวตัวเองจะไม่ดีเด่นเกินใครก็ตาม

"ชีวิตกู ชีวิตคนเรา มันจะตายสักกี่ครั้ง จะตายตอนแก่ หรือจะตายเดี๋ยวนี้ หรือไม่ และมันก็ไม่ได้อยู่ที่ว่า จะคุ้มค่ากับสาเหตุการตายหรือเปล่า และไม่ต้องการให้ยกย่องว่ามีคุณงามความดีอะไรหรอก กูว่าตายไปคงไม่ได้รับรู้ใครพูดอะไร แค่ไม่ฆ่าตัวตายก็พอแล้ว.. นั่นหมายความว่าชีวิตหนึ่ง เราได้ทำอะไรสักอย่าง มุ่งสู้สุดพลัง จะตายห่า ตายโหง ก็สุดแท้แต่ ทำไปเถอะ โดยมีความตั้งใจทำในความถูกต้องพอสมควร เท่านั้น ก็เสมือนเรามีเป้าหมายชีวิต ที่นอกเหนือจากหาคู่สืบพันธ์แล้วดูหน่อเนื้อสายเลือดแค่นั้น"

ผมตอบแบบยี่ยวนกวนบาทา
"ช่างแม่ง"

เพื่อนใบ้แดก นิ่งแล้วซดเหล้าใบหน้าเยือกเย็น

ผมรุกต่อ
"ที่กูเขียนบล็อก ก็เหมือนที่กูเคยบอกว่า เป็นการรับใช้ความคิดส่วนตัวที่ดิบในกระมลสันดาน ใครอ่านก็ดี ใครด่าก็ดี ใครไม่ชอบก็ดี เหมือนเข้าส้วมถ่ายความอัดอั้นตันใจ ปล่อยออกไปแล้ว สามารถนอนหลับกินอิ่มได้ ก็โอเค แต่ถามว่า มันดิบไปหรือเปล่า กูบอกหลายครั้งแล้ว ถ้าอยากอ่านทัศนะแบบสำเร็จรูป มีกระบวนการผลิต ดูแลตรวจสอบครบถ้วน ทั้งแง่คิด และประเด็นการจัดวาง ให้ไปอ่านในสื่อที่กูทำงาน ส่วนในนี้ นี่แหละ ตัวกูล่ะ"

เพื่อนผมสวนทันควัน
"เมิงผูกขาดรสนิยมความรุนแรง"

ผมสวน
"เมิงผูกขาดรสนิยมความกลัว"

เพื่อนผมยิ้ม ผมยักคิ้วส่ง ยกแก้วชน หมดยกโต้คารม

"เมิงจำได้ไหม คำขวัญตัวหนังสือใหญ่ที่ติดบนอาคารเรียน สมัยเด็กๆ วัยประถม ไม่รู้ว่าที่โรงเรียนเมิงมีหรือเปล่า ที่เขาบอกไว้ว่า "ตัวอย่างที่ดีมีค่ากว่าคำสอน" ดังนั้น คนทำข่าว ทำสื่อ ควรเป็นแบบอย่างให้คนทั่วไป" เพื่อนผมเปิดประเด็นต่อ

ผมอธิบาย "กูไม่คิดเป็นตัวอย่างให้ใคร และไม่ได้เป็นศาสดา หรือทำตัวเป็นผู้พิพากษาที่จะสั่ง และสอนใครเอาเยี่ยงอย่าง คิดแบบสุกเอาเผากิน"

"แม่งรสนิยมเมิงนิ เหลือเกิน" เพื่อนโต้คำเดิม

"อย่าผูกขาดรสนิยม" ผมตอกกลับ

ดูขวดเหล้า.. ได้เดินทางมาถึงครึ่งกลมแล้ว พวกเราซัดกันสรวลเซ ในเรื่องราวไร้สาระถ่ายเทแลกเปลี่ยน ผมและเพื่อนมิใช่คอเหล้าที่ดีกรีต่างกันนัก คือแดกเหล้าในปริมาณเท่ากัน ไม่มีใครเหล้าน้อยเมามากเกินกัน

ลมโชยมาเยือนค่ำคืนในเวลาลวงในไปล่วงวิถีของพวกเราสองที่ดูเหมือนจะขัดคอ พูดคุยไม่ออกรสเฮฮา แต่ในความขรึมเครียดเหล่านั้น มันไม่ได้ทำให้เราผิดบาดหมางใจกันจนไม่คุยกัน แต่มันเป็นเรื่องที่น่าสนคุย ถกเถียงประเด็นเล็กๆน้อยๆ อันเสียดแทงใจดำตำบอน

โดย Nity

 

กลับไปที่ www.oknation.net