วันที่ อาทิตย์ กันยายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คาราวาน...คืนรัง


คอลัมน์  Yesterday Revisited  นสพ. กรุงเพ Bizweek  15  ต.ค. 2547  no.19

                                                                                                                                   

            โอ้ยอดรัก ฉันกลับมา                   จากขอบฟ้าที่ไกลแสนไกล

จากโคนรุ้งที่เนินไศล                                จากใบไม้หลากสีสัน

ฉันเหนื่อย  ฉันเพลีย  ฉันหวัง...

            ฝากชีวิตให้เธอเก็บไว้                   ฝากดวงใจให้นอนแนบรัง

ฝากดวงตาและความมุ่งหวัง                    อย่าชิงชังฉันเลยยอดรัก

(*)       นานมาแล้วเราจากกัน                  โอ้คืนวันนั้นแสนหน่วงหนัก

ดั่งทุ่งแล้งที่ไร้เพิงพัก                               ดั่งภูสูงที่สูงสุดสอย

            โอ้ยอดรักฉันกลับมา                    ดั่งชีวาที่เคยล่องลอย

มาบัดนี้ที่เราเฝ้าคอย                                เจ้านกน้อยโผคืนสู่รัง (ซ้ำ*)

ฉันเหนื่อย  ฉันเพลีย  ฉันหวัง...

 

            “ หนังสือพิมพ์มติชน รวมทั้งองค์การยูนิเซฟ แล้วก็คณะผู้จัดงานทุกหน่วยงาน Forget me not Concert for Unicef  ขอมอบให้‘คาราวาน’เป็นผู้กล่าวคำด้วยเสียงเพลงจากใจของเขา  เพลงที่ฟังง่ายๆ แต่ว่าความหมายลึกซึ้ง  มีทั้งเพลงในอดีตและเพลงใหม่ผลงานสร้างสรรค์    

Forget me not Concert for Unicef  ชื่อก็บอกแล้วว่า อย่าลืมฉัน อย่าลืมวันนี้  แล้วก็อย่าลืมเยาวชนไทยทั้งในป่าคอนกรีต และในชนบท ที่จะต้องเป็นเยาวชนที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต  เพื่อมาช่วยกันสร้างสรรค์สังคมที่ดีกว่า   ระหว่างผู้ชมที่สละเวลาและสตางค์ และผู้จัดซึ่งสละเวลาและแรงงาน  เราจะมีดนตรีเป็นสื่อกลางจากศิลปินเพื่อสันติภาพครั้งต่อไปอีก เพื่อเยาวชนไทย จนกว่าจะถึงวันนั้น  ขอเชิญพบกับ‘คาราวาน’คะ ”

            เสียงพิธีกรสาวข้างต้นดังขึ้น เมื่อผมกดปุ่ม play ของเทปคลาสเส็ทวง ‘คาราวาน’ อัลบั้ม Caravan in Concert for Unicef  ซึ่งเป็นการบันทึกการแสดงสดเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2525 ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

            เพลง ‘คนกับควาย’ เป็นเพลงเปิดตัวเพลงแรกแล้วตามด้วย ‘คืนรัง’  เสียงเกากีต้าร์คอร์ด Dm ช่วงอินโทรแบบปิคกิ้งใช้นิ้ว โป้ง-ชี้-กลาง-นาง-นาง-กลาง-ชี้   ที่ทำให้ความทรงจำของผมย้อนเวลากลับไปไกลถึงรายการ ‘ประตูดวง’ เกมโชว์ยอดฮิตของเย็นวันอาทิตย์ (ถ้าเป็นสมัยนี้ก็ประมาณรายการ ทไวไลท์โชว์) ที่มักจะมีศิลปินเพลงมาร้องเพลงเปิดรายการ  คาราวาน ได้มาร้องเพลง คืนรังและคาราวาน  นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นใบหน้าอย่างชัดเจนของ น้าหงา-สุรชัย  จันทิมาธร บุคคลที่ผมเคยได้ยินแต่เสียงพร้อมเรื่องราวต่างๆมานาน

            “ ทำไมเปิดเพลง พวกปลุกระดมนิยมคอมมิวนิตส์แบบนี้ละ  ไม่กลัวตำรวจจับหรือ? ”

          เสียงของรุ่นพี่ระแวกบ้านใกล้ๆเขาพูดคุยกันขณะเสียงเพลงแปลกหูที่มีแต่เสียงกีต้าร์แบบเรียบง่ายดังขึ้น  ในห้วงเวลาช่วงปี 2520 หลังเหตุการณ์ทางการเมืองเดือนตุลาคมปี 2519   และอีกเรื่องราวหนึ่งที่ผมจำได้ดี คือการเล่นผีถ้วยแก้ว  ที่ต้องมีการเชิญวิญญาณผู้ตายไปแล้ว มาสอบถามเรื่องต่างๆ   และถ้าให้ขลังต้องเล่นตอนกลางคืนข้างนอกชายคา  และวิญญาณที่ฮิตมากก็คือ นักศึกษาวีรชนคนตุลา   แม้ผมยังเด็กมากแต่ก็พอได้รับรู้ถึงอาการกลัวๆกล้าๆอยู่ดี

            ดังนั้นการได้เห็นใบหน้าของ น้าหงา ทางจอทีวีจึงทำให้ภาพนักศึกษาวีรชนคนหนุ่ม-สาวของผมชัดเจนขึ้น  แต่เอ...นักร้อง(นักศึกษา)คนนี้ ทำไมร้องเพลงแล้วชอบหลับตา...หว่า?  แถมดูมีอายุหน่อยนะ (ซึ่งผมมารู้ภายหลังว่า คาราวานเข้าป่าไปตั้งแต่ 2519 ถึงปี 2525)  และแล้วคลาสเส็ท Caravan in Concert for Unicef  ชุดนี้ จึงถูกผมเคลื่อนย้ายจากแผงเทปมาอยู่ในบ้านผมโดยไม่ต้องกลัวตำรวจจับแล้ว  เพราะในเมื่อยังเห็นออกทีวีได้เลยนี้

            สำหรับที่มาของคาราวานนั้นเริ่มจากมี งานมหกรรมเพลงเพื่อชีวิต ที่ธรรมศาสต์  มีวงดนตรีร่วมงานส่วนใหญ่เป็นวงโฟล์คที่เล่นเพลงของคณะ ครอสบี้, สตีล แนชแอนด์ยังก์    น้าหงาและแดง-วีรศักกด์  สุนทรศรี  ได้เข้าร่วมบรรเลงด้วยแต่เมื่อถูกถามถึงชื่อวง  ด้วยความกระทันหันจึงตั้งขึ้นว่า ท.เสนและสัญจร  โดยมาจากนามปากกาที่ใช้ในฐานะนักเขียนของทั้งสองคน

            ต่อมาทั้งคู่ได้ได้พบนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่โคราช  ซึ่งเล่นดนตรีในแนวทางเดียวกันชื่อกลุ่ม บังคลาเทศแบรนด์ มีหัวแรงคนสำคัญคือ อืด-ทองกราน  ทานา และหว่อง-มงคล  อุทก 

            “ กลุ่มเค้าเป็นกลุ่มพวกยากจนนะ อยู่บนตึก นอนบนตึก เรียนใต้ตึกอะไรงี้...กินนอนในนั้นเสร็จ  แล้วก็จนซักหน่อย  เค้าก็เลยเรียกชื่อว่า บังคลาเทศแบรนด์  ตอนนั้นบังคลาเทศมันอดอยากมากนี่ ” เป็นการเล่าผ่านปากของหงาถึงเพื่อนร่วมวง

            พอกลางปี 2517 หงาได้ส่งจดหมายชวนเพื่อนใน บังคลาเทศแบรนด์ มาร่วมงานแสดงที่ธรรมศาสตร์อีกครั้ง  โดยมีข้อความระบุว่า

            “ มาแล้วกลับหรือจะอยู่เลยก็ได้  แต่ถ้าจะอยู่เลยก็ต้องเลิกเรียน ”

          “ ไม่เรียนแล้ว ” เป็นคำพูดของหว่องและอืดในวันต่อมา

            หลังจากนั้นสี่หนุ่มในนามใหม่ว่า ‘คาราวาน’ จึงเกิดขึ้นจากการเสนอชื่อของหงา  โดยมีความหมายถึง การเดินทางอย่างไม่สิ้นสุด  ซิงเกิ้ลแผ่นแรกมีเพลง คนกับควาย เปิบข้าว นกสีเหลือง และจิตร  ภูมิศักดิ์  และได้พงษ์เทพ  กระโดดชำนาญ เพื่อนศิลปินจากโคราชมาช่วยเป่าขลุ่ยในเพลง นกสีเหลือง

            ช่วงปี 2517-2519 วงคาราวานจึงเกิดขึ้นพร้อมกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง ร่วมกับการไฮปาร์ค บนเวที   จนถึง 6 ตุลาคม 2519 จึงได้มุ่งหน้าเข้าสู่ป่า จวบจนเมื่อเหตุการณ์ต่างๆได้คลี่คลายไป  คอนเสิร์ตฟอร์ยูนิเซฟ ครั้งที่ 1(พ.ศ.2525)  นับว่าเป็นการกลับมาสู่เมืองอีกครั้งของพวกเขา

            จวบจนถึงวันนี้ เดือนตุลาคมมาเยือนขึ้นอีกครั้ง  เดือนที่ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ทางการบ้านการเมืองของไทยในความทรงจำ   ฉะนั้นภาพการแถลงข่าวการจัดคอนเสิร์ตในนาม 30 ปี อะคูสติกคอนเสิร์ต รอยเท้า วันเวลา คาราวาน   แม้สมาชิกวงจะล่วงเลยมาถึงวัยห้าสิบอัพ  และบทเพลงของพวกเขาก็ยังคงอยู่เป็นตำนานของคนเดือนตุลา   การหวนกลับมาเล่นดนตรีในแบบอะคูสติกดั่งเดิมของพวกเขาเท่ากับเป็นการคืนรังของเหล่าผองเพื่อนนั่นเอง

          โอ้ยอดรักฉันกลับมา  ดั่งชีวาที่เคยล่องลอย  มาบัดนี้ที่เราเฝ้าคอย เจ้านกน้อยโผคืนสู่รัง  ฉันเหนื่อย  ฉันเพลีย  ฉันหวัง...

หมายเหตุ  อ้างอิงข้อมูลจากหนังสือชื่อ ประภาคาร ที่ไม่ได้ระบุปีจัดพิมพ์

โดย STILLWATER

 

กลับไปที่ www.oknation.net