วันที่ ศุกร์ พฤษภาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ยุทธการข่าวลือ-ข่าวลวง



                      

 ผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านบทความชิ้นหนึ่งในหนังสือ 'ฟ้าเดียวกัน' เป็นทัศนะวิจารณ์ว่าด้วยเรื่อง  'มาเลเซียกับสามจังหวัดชายแดนใต้ พินิจปัญหาจากกรอบอิสลามานุวัตร' โดยอาจารย์พวงทอง ภวัครพันธุ์

 นับตั้งแต่ขึ้นศักราชใหม่ปีนี้ ถือว่าบทความชิ้นนี้ ให้ประเด็นทั้งข้อเท็จจริงและข้อวิเคราะห์ที่มีคุณค่ามาก และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู่ที่สนใจติดตามกรณีของสามจังหวัดชายแดนใต้

 โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาข้าราชการทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องอยู่กับปัญหาในพื้นที่ อย่างน้อยที่สุด ทัศนะมุมมองที่ฝ่ายไทยมักจะมองเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียค่อนข้างเป็นลบ และมักจะคิดเลยธงไปไกลบ้างในบางประเด็น  เช่นความคิดที่ว่า มาเลเซีย หวังจะให้การแบ่งแยกดินแดนสามจังหวัดสำเร็จ เพื่อจะได้นำไปผนวกกับตนเป็นรัฐใหม่ หรือในอีกหลายๆ ประเด็นที่มักกล่าวถึงหรือวิเคราะห์ให้ปวดหัวกันเสมอมา

 ความจริงมาเลเซียเองก็ปวดหัวไม่น้อยต่อกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นกับสามจังหวัด ทั้งในฐานะสมาชิกอาเซียน ที่จะไม่เข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของใคร ทั้งในฐานะสมาชิกโอไอซี หรือที่ประชุมร่วมกลุ่มประเทศมุสลิมโลก

 ทั้งเพื่อเสถียรภาพของรัฐบาลมาเลเซียเอง ที่จะต้องดูอารมณ์ประชาชนในประเทศของตนเองต่อทัศนะในการรับรู้ปัญหาสามจังหวัดของไทย ว่าเป็นอย่างไร ซึ่งมีความเร่าร้อนของพี่น้องมุสลิมเป็นแรงกดดันภายใน

 ที่สำคัญที่สุด คือข้อมูลข่าวสารที่ได้รับรู้กันในหมู่มุสลิมหรือโลกอิสลาม บรรดาความเข้าใจของโลกมุสลิมที่มีแหล่งข่าวสารของตนเองเพิ่มเติม จากทั่วไปที่มักไม่ค่อยได้รับรู้กันในผู้คน หรือประเทศที่ไม่ใช่มุสลิม

 การได้รับรู้ข่าวสารสองด้านของมุสลิม ย่อมมีข้อมูลที่แตกต่างกันบ้างกับสังคมโดยรวมของไทย และเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้บรรดานักวิชาการหรือนักวิเคราะห์สถานการณ์ของไทย ยังเข้าใจปัญหาได้ไม่สมบูรณ์ มองไม่เห็นอารมณ์ร่วมของมุสลิมโลกต่อกรณีใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นกับโลกอิสลาม

 อีกประการหนึ่งที่ถือว่าเป็นหัวใจของการเข้าใจปัญหา หรือมองเห็นถึงแนวทางการแก้ปัญหาภาคใต้คือ การเข้าไปในอารมณ์ความรู้สึกของมวลชนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

 ทำไมขบวนการที่ก่อสถานการณ์ในวันนี้ จึงสามารถปล่อยข่าวหรือสร้างความน่าเชื่อถือในหมู่มวลชนได้สำเร็จ และใช้การสร้างข่าวลือนี่แหละเป็นเครื่องมือในการยึดกุมความคิดและอารมณ์ของมวลชนได้ตลอดเวลา ซึ่งหาใช่อุดมการณ์แยกดินแดนอย่างที่เข้าใจกัน

 ถึงแม้ในกลุ่มคนระดับนำ หรือแกนสำคัญๆ อาจมีอุดมการณ์แยกดินแดนอยู่จริงจังก็ตาม แต่กล่าวสำหรับมวลชนแล้ว การข่าวที่มีผลต่อจิตวิทยามวลชนต่างหาก ที่เป็นแรงจูงใจสำคัญ ถ้าหากพิเคราะห์ให้ดี

 ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่นเมื่อปีที่ผ่านมา กรณีการจับ 2 นาวิกโยธินที่ตันหยงลิมอ เงื่อนไขหนึ่งที่ถูกเรียกร้องคือ ขอให้มีนักข่าวจากมาเลเซียเข้ามาทำข่าว หรือแม้แต่อาจจะมาเพื่อให้รับข้อเรียกร้องป่าวประกาศไปสู่โลกมุสลิมด้วยก็ได้

 แต่ปมเงื่อนสำคัญก่อนที่จะมีการจับตัวนาวิกโยธินทั้งสองไปนั้น  ข่าวลือก่อนหน้านี้มีมาตลอดว่าทหารกำลังวางแผนจะถล่มหมู่บ้านทุกแห่ง ให้ชาวบ้านรับรู้และเตรียมพร้อมรับการเกิดขึ้นของสงคราม การล้อมยิงลอบฆ่ากำลังจะเกิดขึ้น เมื่อข่าวลือแพร่สะพัดและเกาะกุมความเชื่อของมวลชนแล้ว

 สุดท้ายเกิดเหตุร้านน้ำชาในหมู่บ้านถูกยิงถล่ม มีคนตายและบาดเจ็บ สอดรับการข่าวลือ สอดรับกับอารมณ์ของมวลชน การชุลมุนผสมการชุมนุมจึงเกิดขึ้น และอาจกล่าวได้ว่าทุกครั้งที่จะเกิดการชุมนุม เจ้ากรมข่าวลือข่าวเล่าจะถูกนำเสนอเพื่อปูทางทางความคิดและอารมณ์ร่วมก่อนเสมอ

 ผู้เขียนเชื่อและมั่นใจว่า วันหนึ่งข่าวลือเรื่องฝ่ายรัฐปิดล้อมหมู่บ้านเพื่อตรวจค้นจับกุมแกนนำสำคัญๆ จะกลับกลายเป็นการปิดล้อมมัสยิดและยิงถล่มชาวบ้าน หรืออย่างเบาๆ ที่สุดของข่าวลือ คือ ทหารปิดล้อมสกัดกั้นไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปปฏิบัติศาสนกิจในมัสยิด ซึ่งย่อมส่งผลให้เกิดการวินิจฉัยตีความให้เกิดการประกาศสงครามศาสนาได้อย่างง่ายดาย

 เหตุที่วิเคราะห์ประเมินเช่นนี้ เพราะบรรดาเหล่าแกนนำสำคัญระดับอำเภอ ระดับหมู่บ้าน ในยามนี้ ได้อาศัยมัสยิดเป็นที่หลบภัยและหลับนอนกันแล้วในหลายหมู่บ้าน

 นั่นเท่ากับการจะกระทำการใดๆ ต่อแกนนำเหล่านี้ ย่อมยากยิ่งขึ้น และเสี่ยงที่จะทำให้ปัญหาขยายตัวและเปลี่ยนธงนำ จากการต่อสู้เรื่องเอกราชและเผ่าพันธุ์ กลายเป็นสงครามศักดิ์สิทธิ์เพื่อปกป้องศาสนา

 ประกอบกับการเดินงานยุทธการของฝ่ายรัฐเข้มข้นมากขึ้น ทำให้การเคลื่อนไหวของฝ่ายก่อการช้าลง จึงจำต้องเปิดแนวรบในเมืองให้มากขึ้น เพื่อทอนกำลังของฝ่ายรัฐให้ผ่องถ่ายไปอยู่ส่วนอื่นๆ อันจะส่งผลให้พื้นที่ชนบทเปิดกว้างได้ดังเดิม

 ที่สำคัญคือ การก่อเหตุร้ายรายวันของฝ่ายก่อการนั้น เป็นยุทธศาสตร์ ไม่ใช่ยุทธวิธี ยุทธศาสตร์ที่ต้องการดึงโลกเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะโลกมุสลิม ขอเพียงให้มีการปะทะกันของไทยพุทธ-มุสลิมอีกครั้งเดียว ดังเช่นที่เคยเกิดในกรณีตากใบ ผู้เขียนเชื่อว่า ยุทธศาสตร์ของฝ่ายก่อการ บรรลุชัยอย่างแน่นอน

 และผู้ที่จะถ่ายทอด และให้ข้อมูลในเรื่องราวทั้งหมดของสามจังหวัดสู่สายตามุสลิมทั่วโลก ที่ทำได้ดีและมีน้ำหนักมากที่สุดคือเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียนี่เอง

 ฉะนั้น หากวันนี้ฝ่ายรัฐยังคงมองมาเลเซียเป็นหอกข้างแคร่ และมองด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ ย่อมยากที่จะประสานความร่วมมือกันได้ อย่างที่ผู้เขียนกล่าวแต่ต้น

 ในประเด็นหลักๆ ของสถานการณ์วันนี้ คงสรุปเป็นแนวทางแก้ไขยุทธวิธีเพื่อเอาชนะทางยุทธศาสตร์ ได้อยู่ 2 แนวทาง คือ

 1) ยุทธวิธีสร้างข่าวลวง ข่าวเท็จ และข่าวลือ เพื่อกุมความคิด ความเชื่อของมวลชน ซึ่งสอดคล้องกับอัตลักษณ์ของชนชาวมลายูที่ไม่ให้ความสำคัญกับข้อมูลข่าวสารที่เป็นระบบ แต่จะให้ความเชื่อถือ และคล้อยตามข้อมูลข่าวสารที่ออกจากปากผู้คนปากต่อปากมากกว่า ยิ่งมีที่มาจากบุคคลที่น่าเชื่อถือ ยิ่งมากไปด้วยน้ำหนัก

 ขณะที่ข้อเท็จจริงของฝ่ายรัฐ ที่มีกลไกและฐานมวลชนบางส่วนเข้มแข็งกว่าและชอบธรรมด้วยซ้ำ แต่กลับไม่ได้นำมาขับเคลื่อนกันในทางปฏิบัติอย่างจริงจัง หรืออาจเพราะมองไม่เห็นว่าเป็นยุทธวิธีที่สำคัญเพื่อเอาชนะสงครามครั้งนี้ เหตุผลง่ายๆ ที่ว่านี้ เพราะรัฐไม่รู้จักอัตลักษณ์มลายูหรือตัวตนคนมลายูนั่นเอง

 2) ยุทธวิธีกลับขาวเป็นดำ ด้วยการ 'พลิกการนำ' จากกลุ่มคนที่ดูเหมือนมวลชนเชื่อว่ามีอุดมการณ์ หรือการเคลื่อนไหวก่อการฯ ทั้งหมดเกิดจากการนำของกลุ่มอุดมการณ์ ไม่ว่าจะเป็นอุดมการณ์ชาตินิยมมลายู หรืออุดมการณ์อิสลามก็ตาม กลับกลายมีภาพลักษณ์เป็นการนำของกลุ่มคนไร้อุดมการณ์ แต่กระทำไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ไม่ว่ากลุ่มค้ายาเสพติด กลุ่มอิทธิพล หรือแม้แต่การสร้างให้มวลชนเชื่อว่ามีการแทรกแซงของฝรั่งตาน้ำข้าว ซึ่งมีอคติต่อมุสลิม และมุสลิมเองก็มีอคติเช่นกัน ความสับสนที่เกิดขึ้นทำให้แนวร่วมที่เป็นปัญญาชน ย่อมสั่นคลอน

 ทั้งนี้ทั้งนั้น การขับเคลื่อนยุทธวิธีข้างต้น จำเป็นจะต้องเริ่มไปพร้อมๆ กับการสร้างแนวกันไฟกับมาเลเซีย คือยุทธวิธีทั้งสองก็ควรจะนำมาใช้กับมาเลเซียด้วย เพื่อส่งผลให้เกิดแนวกันไฟที่ทั้งสองประเทศเห็นร่วมกันว่าจะต้องรีบเร่งดำเนินการ และที่สำคัญ จะเกิดผลสะท้อนไปยังมุสลิมโลกโดยตรง
 ถ้าจะกล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้นคือ การสลายความชอบธรรมของฝ่ายก่อการร้าย ด้วยข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่  และถ้าจะพูดด้วยภาษาบ้านๆ คือ พูดคุยปรับทุกข์ผูกมิตรกับเพื่อนบ้าน

 ลองคิดง่ายๆ ว่า ถ้ามาเลเซียได้ข้อมูลจากไทยในทำนองมีมือที่สามสอดแทรกสถานการณ์ในสามจังหวัด ไม่ว่าจะทางใดๆ ก็ตาม ความบริสุทธิ์ ความชอบธรรมในการต่อสู้ของฝ่ายก่อการ ก็จะถูกมองไปอีกแบบ ความรุนแรงเข้มข้น ก็จะกลายเป็นความโหดร้ายและป่าเถื่อน ความเป็นมุสลิมที่เป็นพี่น้องกัน ก็จะกลายเป็นว่าพี่น้องเรากำลังถูกหลอกโดยพวกลัทธิประหลาด

 ผมว่า เสียเงินงบประมาณจ้างคนทำพีอาร์เรื่องนี้ดีกว่า อย่างน้อยเรื่องสามจังหวัดที่ปวดหัวกันอยู่ จะได้ทุเลาลงบ้าง

++++

สวนทางปืน / เนชั่นสุดฯ (ฉ.779) 

โดย บะห์รูน

 

กลับไปที่ www.oknation.net