วันที่ จันทร์ กันยายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ย่องตามแม่



แม่เล่าว่า ตอนแม่แต่งงานใหม่ๆ แล้วย้ายมาทำงานในย่านชานเมืองกรุงเทพฯ
พ่อซื้อจักรถีบให้แม่ตัวหนึ่ง จำได้ว่าเป็นยี่ห้อยอดฮิตในสมัยนั้น คือ ซิงเกอร์
เดี๋ยวนี้ร้านอาหารบางร้านนำมาดัดแปลงเป็นโต๊ะอาหารไปเสียแล้ว


แม่เล่าอีกว่า ตอนนั้นยังเย็บผ้าไม่ค่อยเป็น แต่พ่อก็ยังอุตส่าห์ซื้อให้
แม่เดาว่า "สงสัยอารมณ์ประมาณว่าซื้อให้คุณแม่บ้าน"
แต่จักรตัวนั้นก็ตั้งและคลุมผ้าไว้ให้ฉันและน้องๆ เอามือมาหมุนวงล้อสายพานมันแล้วแอบโยกที่ถีบจักรเล่น


ไม่นานนักหลังจากแม่ทำงานนอกบ้านไม่ไหวแต่จำเป็นต้องหารายได้เพื่อส่งฉันและน้องๆ เรียน
แม่จึงหันมาประกอบอาชีพ "เย็บผ้า" เพราะไม่มีทักษะด้านการตัดเย็บจึงทำได้แค่ "เย็บผ้าโหล"
ได้ค่าแรงตัวละ ไม่เกิน 2-
3 บาท ถ้าแม่อยากได้รายได้วันละ 200 บาทสำหรับค่ากับข้าว
แม่ต้องเอาผ้ามาเย็บอย่างน้อย
90-100 ตัว


ลำพังจักรถีบตัวน้อยๆ คงจะไม่มีแรงมากพอสำหรับที่จะเย็บผ้าโหลเพื่อเน้นปริมาณ

จักรตัวนั้นจึงต้องเพิ่มออฟชั่นโดยการติดมอเตอร์ เพื่อให้เย็บเร็วขึ้น


แน่นอน แม่ต้องเกณฑ์ลูกๆ มาช่วยงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ฉันและน้องๆ จึงต้องช่วยกัน "ตัดขี้ด้าย" (สำนวนแม่)
แล้วก็พับๆ วางเรียงผูกเชือกหัวท้าย เอาใส่ท้ายจักรยานปั่นไปส่งป้าท้ายซอย  รอรับสตางค์ค่าแรงแล้วเอาไปให้แม่
ถึงยังเด็กก็พอจะรู้สึกได้ว่า แม่แต่สังคมเล็กๆ ของแรงงานนอกระบบอย่างขบวนการเย็บผ้าโหลในซอยบ้านฉัน
ก็ยังมีการเอาเปรียบและแบ่งพรรคแบ่งพวกกันไม่น้อย


เมื่อเป็นดังนี้ เด็กอย่างฉันก็จะขี้เกียจช่วยแม่ทำงานเหล่านี้ที่สุด
แต่ก็ต้องทำเพราะแม่ขู่ว่า "เดี๋ยวไม่มีเงินส่งเรียนหนังสือ"


พอฉันและน้องเรียนหนังสือจบ และทำการกันหมดแล้วแม่ก็ค่อยๆ เลิกรับจ้างเย็บผ้า
หันมารับงานเล็กๆ น้อยๆ จำพวกตัด ปะ ซ่อม แทน

....................

ปี 2542 ฉันมีโอกาสเดินทางไปตามที่ต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องงาน
ถึงแม้จะเป็นประเด็นงานเกี่ยวกับเรื่องการศึกษา แต่ย่อมเกี่ยวข้องกับทุกเรื่อง
ตามหลักความเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง คนที่เดินสวนกันไปมาโดยที่เราไม่รู้จัก
วันหนึ่งเราก็มารู้จักกัน เหมือนทฤษฏี 6 องศาแห่งความต่าง (Six degrees of separation)
ดังนั้น งานเกี่ยวกับเด็ก เยาวชนที่ทำอยู่
จึงทำให้มีโอกาสได้ไปสัมผัสกับผ้าทอพื้นเมืองทั้งภาคเหนือ อีสาน ใต้
ได้คุยบรรดาแม่ๆ ป้าๆ และรุ่นพี่ที่ทำงานอยู่ในอำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์
แกบอกว่าผ้าทอของชาวบ้านมีจุดด้อยหลายด้าน
โดยรวมๆ ก็คือ ด้านการตลาดทั้งหมดนั่นเอง...

ถึงแม้ฉันจะจบมาทางด้านการตลาดโดยตรง
แต่ด้วยความอ่อนด้อยก็ไม่สามารถจะช่วยงานรุ่นพี่เกี่ยวกับเรื่องผ้าทอได้เลย
ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าสิ่งที่ขาดไปส่วนหนึ่งก็คือ การแปรรูปผ้าให้มีการใช้งานที่หลากหลายกว่าเดิม
จากผ้าขาวม้า ผ้าคลุมไหล่ ผ้าปูโต๊ะ ให้มันมีอะไรที่หลากหลายกว่านี้ แต่ก็ต้องดูดีด้วย
การตั้งราคาที่ไม่รู้ว่าเราจะต้องรวมค่าแรงบวกเข้าไปเป็นต้นทุนด้วย
แล้วงานทอผ้าที่ทำในเวลาว่างหลังฤดูเก็บเกี่ยว ค่าแรงแบบไหนที่จะตีเป็นราคาได้
ส่วนสถานที่ขาย ก็จะมีมหกรรมอะไรซักอย่างที่รวมสินค้าโอทอปที่ทำให้กลุ่มแม่บ้านในชุมชนได้เอาของไปวางขายได้สักปีละหน  ส่วนเรื่องการโฆษณาประชาสัมพันธ์ การบรรจุหีบห่อให้สวยงามนั้นไม่ต้องพูดถึง
แม่รัตน์บ้านหนองบัวบอกฉันว่า “ก็เฮ็ดไปจั่งซี่ล่ะอีหล่าเอ้ย”
หรือพี่ศรีไว ชาวปกาเกอญอที่บ้านแม่หมีใน จังหวัดลำปางบอกว่า
“ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เราก็ทำไปตามที่เคยทำ”


เราต้องรอคอยให้คนซื้อมาบอกว่าต้องการผ้าเท่านั้นเท่านี้
หรือฉันเองทำกระเป๋าใบน้อยๆ ที่เย็บมือทีละใบจนครบ ตามที่มีคนสั่งซื้อ
ส่งให้คนที่สั่งทำใบหนึ่งไม่ถึงหนึ่งร้อยบาท เพราะไม่กล้าที่จะคิดค่าแรงของตัวเอง
หากแต่เขาเอาไปขายทางร้านค้าออนไลน์ราคาบวกขึ้นไปถึงสามเท่า

ชะตากรรมเช่นนี้ แม่ๆ บ้านหนองบัว แม่ของฉัน และตัวฉันเองคงไม่ต่างกันนัก
ถึงแม้เวลาจะผ่านไปแล้ว 8 ปี หากแต่วันนี้งานผ้าทอในระดับชุมชนเองก็ไม่ได้ต่างจากเดิมมากนัก
งานของกลุ่มแม่บ้านเองก็ยังไม่หลากหลายเช่นเดิม หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ก็ซ้ำๆ กันทุกหมู่บ้าน
สินค้าก็ยังคงเป็นรูปแบบเดิมๆ เปิดช่องให้คนที่มีโอกาสกว่า ตัดราคาเอาผ้าไปแปรรูปแล้วขายได้มากกว่าเดิมสิบเท่า
หากชุมชนแปรรูปสินค้าที่มีดีไซด์สวยงามน่ารัก สามารถตั้งราคาสินค้าได้อย่างเหมาะสม
เป็นธรรม มีสถานที่ขาย มีคนสั่งไปขายอย่างแพร่หลาย
มีเงินมาหมุนเวียนในรูปแบบสหกรณ์หรือเงินออมหรือเงินกู้ให้แก่สมาชิก
ให้ชุมชนได้พึ่งตนเองได้คงจะดีไม่น้อย

................


**ผ้าในภาพประกอบเป็นผ้าทอมือจากบ้านหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ
ซื้อจากงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ

 


โดย หมาดำ

 

กลับไปที่ www.oknation.net