วันที่ จันทร์ กันยายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อู่ข้าว อู่น้ำ


...........

                        เช้ามืดของวันแรกย่างสู่วสันตฤดู พ่อเฒ่าชาวนาในชุดกางเกงแพรสีดำกับเสื้อตัวใหม่   ผมเผ้า แต่งตัวดีดู  คล้ายกำลังจะไปงานบุญใหญ่ในหมู่บ้าน แต่บนบ่ากลับแบกคันไถ สะพายถุงสัมภาระจนหนักอึ้ง มือหนึ่งจูงควายถึกหนุ่มให้เดินดุ่มตามพ่อเฒ่าลงแปลงนาริมหมู่บ้าน ด้วยสีหน้าอาการสงบนิ่ง

                        แสงทองของวันใหม่เริ่มทาบทายอดทิวไม้ไกลตาทางทิศตะวันออก แลเห็นเงาสะท้อนน้ำเหลืองอร่ามระยิบระยับทั่วท้องทุ่งงามแปลกตา ฝูงนกเริ่มขยับปีกส่งเสียงขับขานกระโดดโลดเต้นออกหากินปูหอยแมลงในนา สายลมเย็นยามเช้าพัดโชยพากลิ่นไอดินพึ่งได้น้ำจากฝนใหม่เมื่อวันก่อนกระทบใบหน้ากร้านแดดฝนที่ชุ่มโชกด้วยเม็ดเหงื่อให้ชื่นใจคลายเหนื่อยร้อน  พ่อเฒ่าลงมือปลดแอกหลังจากไถวนตามขอบคันนาเข้ามาหาแปลงไม่กี่รอบ พอให้เห็นเป็นร่องรอยพลิกพื้นดินดูคล้ายกับเส้นด้ายสายสินธุที่ผูกยึดโยงแปลงนาผืนน้อยไว้กับแม่ธรณี

                        ละมือได้จากควายและไถก็จัดแจงสะพายถุงสัมภาระขึ้นใส่บ่าเดินย่างเข้าหามุมคันนา นิ่งยืนในท่าทีสงบประหนึ่งกำลังสื่อสารติดต่อกับสิ่งลี้ลับ ก่อนล้วงกำเมล็ดข้าวมาหว่านโปรยลงสู่พื้นดินที่ได้ไถตระเตรียมไว้  พร้อมคำบอกกล่าวไปถึงสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยสายตาในอาการเคารพและสำรวม  “...กำนี้ทานแก่นก กำนี้ทานแก่หนู กำนี้ที่เลือกทานแก่คน กำที่เหลือเป็นของตนของข้าพเจ้า...” ทำซ้ำทั้งสี่มุมสี่ด้านของแปลงนา   

พ่อเฒ่าชาวนาวัยย่าง 80 แห่งบ้านดอนย้อนลำลึกภาพแห่งความหลังการ แฮะนา ตามภาษาพื้นบ้านหรือ แรกนา พิธีกรรมอันศักดิสิทธิ์ตามความเชื่อประเพณีดั้งเดิม ที่ชาวนาที่นี่ได้ยึดถือสืบกันมาแสนนาน แม้มาวันนี้จะมีเปลี่ยนแปลงรูปแบบจากเดิมไปบ้าง ทั้งเครื่องไม้เครื่องมือและวิธีการขั้นตอนที่ถูกปรับเป็นฉบับย่อตามยุคสมัยไร้พรมดแดน

                                                

 

ชาวนาบ้านดอน ตำบลบ้านดอน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นหมู่บ้านไทยทรงดำที่ได้ขยับขยายย้ายถิ่นฐานมาจากเขตอำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ถึงเวลาแห่งการแยกจากจะนานกว่าหนึ่งศตวรรษแล้ว แต่ปัจจุบันทั้งสองก็ยังมีการนับญาติไปมาหาสู่กันมิได้ขาด

อาจจะเป็นด้วยว่าหมู่บ้านมีเอกลักษณ์วัฒนธรรมในแบบเฉพาะของตน ที่นี่จึงยังคงดำรงรักษาประเพณีอันดีงามเอาไว้ให้ชนรุ่นหลังได้เห็นและสัมผัส อย่างน้อยการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นกับวิถีชีวิตชาวนาและท้องทุ่งในภาคกลาง ก็มิได้ทำลายเรื่องราวให้สูญหายจนหมดสิ้น ยังคงมีวิถีชีวิตชาวนาที่สืบทอดเรื่องราวคราวอดีตหลงเหลือพอให้เห็นอยู่บ้าง

                        ภาคกลาง เป็นที่ราบลุ่มผืนใหญ่ หากมองผ่านๆตามแผนที่ทางภูมิศาสตร์ประเทศไทย จะเห็นรูปร่างหน้าตาคล้ายกับรางน้ำอันมหึมา มีทิวเทือกเขาริมด้านตะวันออกและด้านตะวันตก  ทอดตัวยาวขนานประกบคู่กันจากทิศเหนือลงสู่ทางทิศใต้ เป็นเสมือนขอบของราง ด้านบนต้นรางน้ำอยู่แถวที่ราบสูงทางเหนือ ปลายรางลาดเทลงสู่อ่าวไทย 

พื้นที่ทำมาหากินทั้ง 22 จังหวัดในภูมิภาคนี้ เสมือนอยู่ในการโอบอุ้มอุปถัมภ์ของธรรมชาติโดยแท้ ด้วยมีสภาพภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบลุ่ม จึงได้รับอานิสงส์เหล่าดินตะกอนคุณภาพดีเป็นของฝากมากค่าจากหลายลำน้ำ ที่พัดมาทับถมและสร้างสมความอุดมสมบูรณ์ให้ตามธรรมชาติโดยไม่ต้องลงแรง

...

...

              เริ่มจากตอนบนของภาค เป็นที่ราบสลับสูงต่ำดูคล้ายรอนลูกฟูก มีภูเขาเป็นแนวเนื่องเชื่อมต่อจากภาคเหนือ พื้นที่ตอนล่างเป็นที่ราบลุ่มน้ำกว้างต่อเนื่องจนถึงอ่าวไทย ทั้งมีดินดอนสามเหลี่ยมอันเลื่องชื่อจากปากแม่น้ำเจ้าพระยา เส้นเลือดสายสำคัญของประเทศไทย  อันเกิดจากการรวมตัวของแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน และมีแม่น้ำอีกหลายสายที่ไหลพาดผ่านหล่อเลี้ยงให้ใช้ยังชีพได้อย่างสุขสบาย

บนพื้นที่ราบกว้างอันอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูกอย่างยิ่งนี้ จึงมีผู้คนตั้งรกรากอยู่อาศัยหนาแน่นที่สุด  จนทำให้ดินแดนอันอุดมแห่งนี้ได้รับการเรียกขานว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของสยามประเทศ

จากสภาพพื้นที่ธรรมชาติแสนจะเอื้ออำนวยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน   ภาคกลางจึงเป็นแหล่งผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ โดยเฉพาะข้าว  ที่ทั้งสร้างชื่อเสียงและความมั่นคงทางอาหารให้กับประชาชนชาวไทย ดั่งคำกล่าวที่คนเก่าเคยเล่าขานมานานนมจนเป็นที่ชินหูของทุกรุ่นคน ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว อันสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่อย่างผาสุกของเหล่าชาวไทยทุกเผ่าพันธุ์ ในการหากิน พึ่งพาอาศัย ดำรงชีพอยู่กับธรรมชาติและการทำนาเป็นสำคัญ

ในผืนนาที่หว่านดำมีข้าว   ส่วนปูปลาอาหารหาได้ตามธรรมชาติ  วัฒนธรรมที่ก่อเกิดและสืบทอดมักจะเกี่ยวเนื่องกับวิถีชีวิตการทำนาและเมล็ดข้าวที่ต้องผูกติดเกี่ยวพันกับดินฟ้าอากาศตามฤดูกาล  ความเชื่อประเพณีที่ทำก็เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและความเชื่อมั่นให้กับชาวนา อันแสดงถึงความเคารพไหว้วอนต่อธรรมชาติผู้กำหนดชะตากรรมของผลผลิตที่จะได้ในฤดูเก็บเกี่ยวที่จะมาถึง

จนมาถึงหลังปฏิวัติเขียว  เมื่อการทำนาและเมล็ดข้าวได้ถูกกำหนดค่าให้เป็นเพียงพืชเชิงเศรษฐกิจ เร่งผลผลิตให้มีมากเพื่อส่งจำหน่ายเป็นเงินตรา  แล้วทุกอย่างก็เริ่มพลิกผัน

แปลงนาซึ่งเคยรอน้ำฟ้าพึ่งพาน้ำฝนเปลี่ยนเป็นระบบชลประทานที่ให้น้ำได้ตลอดทั้งปี   ข้าวต้นเตี้ยกอเล็กแต่เกิดเก่ง กำหนดวันเวลาเก็บเกี่ยวได้รวดเร็วกว่าเข้ามาแทนที่พันธุ์ข้าวเจ้าที่เจ้าถิ่นเดิม แม่น้ำลำคลองที่เคยหล่อเลี้ยงพืชพันธุ์และเป็นแหล่งอาหารอันสำคัญของชุมชนถูกมองข้าม โดนขุดโดนถมสร้างถนนหนทางตึกรามกั้นที่ทาง   น้ำเคยหลากไหลปล่อยให้ท่วมขังไม่มีทางไป   ปูปลากุ้งหอยจำต้องตัดขาดสายสัมพันธ์ระหว่างต้นน้ำปลายน้ำ   ต้นไม้ปลายนาน้อยใหญ่ถูกโค่นถางทิ้งดั่งไม่มีค่า   พระแม่ธรณีถูกยัดเยียดให้ฝืนอมกลืนสารเคมีรสแปลกประแล่มลิ้นไว้รอป้อนข้าวเจ้าตัวเตี้ยเล็กได้ดูดซับ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายครั้งในหนึ่งปีโดยไม่เกรงอกเกรงใจ  เครื่องยนต์หน้าตาประหลาดเสียงดังเท้าหนักจนสะเทือนผืนนา   ลงมาเหยียบย่ำแทนที่ควายถึกและคราดไถที่ถูกทิ้งให้กลายเป็นของเก่า

ถึงยามข้าวสุกเป็นรวงทองเต็มท้องทุ่ง ก็ถูกเจ้าเครื่องตัวใหญ่ปากกว้างมาม้วนกัดกลืนกินทั้งต้น แปลงแล้วแปลงเล่าอย่างไม่รู้จักอิ่ม  แล้วถ่ายพ่นออกมาเป็นเมล็ดทางทวาร ลงสู่กระสอบที่ขึงเปิดปากอ้าไว้รองรับเมล็ดเหลืองทอง   พร้อมเก็บส่งลานโรงสีในทันที ไม่มีโอกาสแม้จะผึ่งแดดให้สะเด็ดคลายความชื้น   หรือได้นอนพักค้างคืนหลับอุ่นในยุ้งฉางอย่างเคยเพียงเสี้ยวนาที   คงอีกไม่กี่วันเจ้าตัวประหลาดเสียงดังตัวเดิมก็จะลงมาวนเวียนย่ำเหยียบให้ที่แถวนี้กลายเป็นโคลนเลนเละ ทิ้งทับเมล็ดที่รอดเหลือให้หล่นเกลื่อนลืมเก็บปล่อยไว้กลางท้องทุ่งยามยถากรรม ดูแล้วช่างแตกต่างกับเมื่อครั้งอดีตที่ทำนาด้วยความเคารพและคำนึงในคุณค่าของทุกสรรพสิ่งที่เกี่ยวข้อง ทั้งธรรมชาติ ดินฟ้า เมล็ดข้าว วัวควายรวมถึงเครื่องไม้เครื่องมือ ราวกับว่าทุกสิ่งอย่างล้วนมีชีวิตจิตใจ กระทำต่อกันด้วยความอ่อนน้อม  จะทิ้งข้าวแม้เพียงเมล็ดให้หลุดร่วงอยู่กลางนาก็ถือเป็นความผิดต่อแม่โพสพผู้ให้กำเนิดและรักษาธัญญาหารอย่างใหญ่หลวง   

จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับชาวนาในภาคกลาง กับการผลิตข้าวเพื่อขาย เน้นเพิ่มปริมาณผลผลิตในพื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัด   จึงต้องเปลี่ยนจากนาปีมาทำนาปรังให้ทำได้บ่อยขึ้นในพื้นที่เท่าเดิม ต้องเร่งรีบแข่งกับเวลาจนแทบไม่มีวันว่างให้กับประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิม และกลายเป็นสิ่งไม่ได้อยู่ในความสนใจในเวลาต่อมา   เร่งการเติบโตให้ต้นข้าวด้วยปุ๋ยเคมี   สิ่งมีชีวิตอื่นใดที่อยู่ในแปลงนานอกจากข้าวถือว่าเป็นศัตรูที่ต้องทำลายล้างให้สิ้นซาก ด้วยสารเคมีชนิดยิ่งแรงยิ่งดี ถึงราคาสูงคิดแล้วเป็นเงินหลายสิบถังข้าวเปลือกก็ยอมหามาเป็นเจ้าของ ยอมเพิ่มค่าใช้จ่ายเพิ่มต้นทุน  เพื่อให้ทั้งทุ่งนามีแต่ต้นข้าว

แล้ว ข้าวปลาอาหาร ที่เคยท่องจำดูจะลบเลือน   เมื่อการทำนาได้มาเพียงข้าว   ส่วนปลาอาหารสิ่งอื่นที่ข้องเกี่ยวและเคยมีในทุ่งนาพลันก็สูญหายไปจากวิถีชาวนารุ่นใหม่ และได้แพร่กระจายระบาดไปทั้งภูมิภาคนี้  ในทั่วทุกพื้นที่ที่มีระบบชลประทานการส่งเสริมเพื่อทำนาปรังเข้าถึง   ความอุดมสมบูรณ์ที่ธรรมชาติเคยให้มาจึงลดความสำคัญลง   ระบบนิเวศน์เสียสมดุลเปลี่ยนแปลงผิดแปลก   ผืนแผ่นดินเดิมที่เคยนุ่มดำกลับแข็งดาน ขาดสิ่งมีชีวิตอื่นที่เคยช่วยเหลือเกื้อกูล   ประเพณีวัฒนธรรมความเชื่อดั้งเดิมถูกละเลยทิ้งวาง กลายเป็นชาวนาผู้พึ่งพิงภายนอกสมบูรณ์แบบ ต้องซื้อหา ตั้งแต่เริ่มเตรียมทั้งเมล็ดพันธุ์ที่จะลงหว่านดำ ทั้งปุ๋ยยาฆ่าแมลง จนถึงเวลาเก็บเกี่ยวก็ต้องงอนง้อพ่อค้าเรื่องราคาขาย สุดท้ายผู้ปลูกข้าวกลับต้องซื้อข้าวกิน

ภาพที่เห็นระหว่าทางที่ผ่านสู่บ้านนาดอน    กิจกรรมหลากหลายกับความแตกต่างของต้นข้าวในนาแต่ละผืน ดูราวกับว่าอยู่กันคนละช่วงฤดูกาล นาบางแปลงกำลังเริ่มไถหว่าน บางผืนข้าวเขียวระบัดใบ บางที่สุกเหลืองเต็มท้องทุ่งกว้าง บ้างก็กำลังใช้รถเกี่ยวและขนเก็บ เสมือนว่าการทำนาของที่นี่จะไม่มีช่วงฤดูกาลมาร่วมกำหนด

ถึงบ้านดอน เราเข้าไปหยุดพักใต้บ้านไม้หลังใหญ่ ใต้ถุนสูงตามแบบของเฮือนไทยทรงดำ มียุ้งข้าวขนาดใหญ่ปลูกตั้งไว้เป็นคู่เคียงเรือน ลองคาดคะเนจินตนาการถึงจำนวนข้าวเปลือกที่เคยเก็บเข้ารักษาไว้ข้างใน คงต้องมีมากโขหลายสิบเกวียนจึงจะเต็มปริมาณความจุ

เราร่วมล้อมวงสนทนาบนแคร่ใหญ่ใต้ถุนบ้านของพ่อทวน  เตียะเพชร ที่ปรึกษาอาวุโสกลุ่มนักเรียนชาวนาบ้านดอน นำทีมโดยพ่อประทิน ห้อยมาลา ประธานกลุ่ม ผู้ช่ำชองเชี่ยวชาญด้านการต่อยอดจุลินทรีย์และทำปุ๋ยหมัก  พี่กนกวรรณ พรมเพียงช้าง เลขากลุ่ม นักคัดเมล็ดพันธุ์จากข้าวกล้องมือฉมังผู้ลือนาม แม่ชวา ลุมเพชร กับ แม่แลป เตียะเพชร เจ้าของสูตรน้ำพริกเลิศรสประจำกลุ่ม   และพี่สุพรรณ ตาลเพชร   โดยมีมะม่วงดองของเปรี้ยวจิ้มกับพริกเกลือเคี้ยวเล่นเป็นเครื่องเคียง

ครั้งแรกเริ่ม เป็นการรวมตัวกันของชาวนาบ้านดอนไม่กี่คน หลังจากได้รับหลายบทเรียนราคาแพง   ที่ประสบในการทำนาและขายข้าวกลางทุ่งมาช่วงหนึ่ง  จึงเริ่มทบทวนหวนคำนึงถึงการทำนาเมื่อครั้งอดีต   ถามหาภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ปู่ย่าตายาสั่งสมมา เมื่อครั้งขณะทำนาราคาข้าวเพียงไม่เกินเกวียนละ 700 บาท   ยังไม่เคยอดอยากไม่มีหนี้สินมารุมเร้า ชีวิตเรียบง่ายสุขสบาย 

                        พ่อประทินสาวความถึงนาครั้งเก่าก่อน ที่ยังปลูกทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียว เพื่อให้เพียงพอกับการใช้สอยในครัวเรือน  โดยใช้ข้าวพันธุ์พื้นบ้านเป็นหลัก   ทั้งข้าวหนักข้าวกลางหรือข้าวเบาตามแต่ความเหมาะในทุ่งนา   

ทุ่งนาบ้านดอนส่วนใหญ่เป็นนาที่ลุ่มมีน้ำขัง จึงมักจะเลือกลงข้าวหนักกัน ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมทอง ข้าวบุญนาก ข้าวเมล็ดเล็ก พวงหางหมูเมล็ดยาง ข้าวเหนียวกาบอ้อย ข้าวเหนียวก้ามปู  เหนียวกระดูกช้าง ที่มีเมล็ดยาวสีขาว  รสชาติอร่อยหอมนุ่มยามนึ่งสุก หรือจะทำเป็นข้าวตอกก็ได้ข้าวตอกเม็ดใหญ่ขาวสวย จึงเป็นที่นิยมของชาวนาในละแวกนี้ ที่ต้องเก็บเมล็ดพันธุ์สำรองไว้ปลูกเองในปีต่อๆไป   พอถามถึงพันธุ์ส่งเสริมในปัจจุบันที่พอเทียบชั้นได้  นักทำนาผู้มากประสบการณ์บอกข้าว กข 6 พอกล้อมแกล้มในความนุ่มแต่เรื่องกลิ่นหอมละมุนยังห่างไกลนัก

มาทุกวันนี้ ข้าวเหนียวก็ยังคงความสำคัญต่อบ้านดอนเช่นเคย แม้นชาวบ้านจะหันมานิยมกินข้าวเจ้ากันมากขึ้น ด้วยว่าพอถึงงานประเพณีสำคัญยิ่งของชาวไทยทรงดำ คือบุญเสนเฮือนไหว้บรรพบุรุษ ข้าวเหนียวถือเป็นหนึ่งในส่วนประกอบหลักของพิธีกรรมที่ขาดไม่ได้ หรือจะเก็บไว้ใช้เป็นวัตถุดิบในการหมักข้าวหวาน สาโท ตามความนิยมในยามมีงานบุญของหมู่บ้านก็ไม่ผิดหวัง

หากเป็นทุ่งที่น้ำท่วมขังลืมก็ต้องถามหาข้าวน้ำลึก ข้าวลุ่ม ข้าวลอยน้ำ ข้าวขุนหมื่น หรือวัวนอนทุ่ง โดยจะต้องเริ่มลงมือปลูกดำเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคมพอให้ข้าวได้ตั้งกอก่อนน้ำจะหลากเข้าทุ่ง จากนั้นปล่อยให้เจริญงอกงามตามธรรมชาติในน้ำขัง รอเก็บเกี่ยวอีกทีตอนกุมภาพันธ์ มีนาคม หรือทิ้งไปถึงก่อนหน้าสงกรานต์ยังพอไหว หากน้ำไม่ลดทุ่ง  หลังจากเก็บเกี่ยวก็เอาพันธุ์ไว้เป็นแนวในปีต่อไป แต่ปัจจุบันยังจะพอหาได้คงในทุ่งนาแถวอยุธยา

ความเชื่อยึดมั่นกับพิธีกรรมยามทำนามีมากหลาย เมื่อครั้งยังทำนาปี  เริ่มจากก่อนถึงฤดูกาลเดือนสามขึ้นสามค่ำวันฟ้าเปิด ถือเป็นฤกษ์ชัยในการขนขี้วัวขี้ควายไปใส่ในแปลงนา ก่อนลงนาก็ทำการแรกนา  แรกหว่าน แรกดำ   ครั้นเมื่อข้าวตั้งท้องมีครรภ์ก็เลี้ยงแม่โพสพรับขวัญข้าวท้อง  ตอนวันเก็บเกี่ยวก็เรียกขวัญอัญเชิญแม่โพสพกลับสู่บ้านขึ้นยุ้งขึ้นฉาง “...เมื่อเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว เข็นข้าวขึ้นจากที่นาเป็นเที่ยวสุดท้าย เราเชิญพระแม่โพสพ แม่โพทอง แม่โพสี ขึ้นมาอยู่กับยุ้งกับฉาง...” คำบอกเล่าจากพ่อประทิน   

หลังเก็บเกี่ยวก็จัดงานใหญ่ บุญเสนเฮือน งานปาดตง ฉลองข้าวใหม่ปลามันเซ่นไหว้บรรพบุรุษ เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวมาได้ก็เอามาไหว้บรรพบุรุษก่อน แล้วค่อยนำมากิน และไม่ลืมที่จะเลี้ยงผีนาด้วยเหล้าไห ไก่ตัว หมากพลู เป็นการขอบคุณ บูชาสักการะ ดิน ฟ้าอากาศ ที่ร่วมเกื้อกูลให้ได้หมากได้ผลจนได้เก็บเกี่ยว

                        ความเชื่อของสมัยก่อนที่ยึดถืออย่างเคร่งครัดอีกข้อคือ ห้ามไม่ให้ขายข้าวกลางนา   ต้องเอาขึ้นยุ้งขึ้นฉางก่อน   แต่มาบัดนี้เกี่ยวและขายในทุ่งนาเสร็จสรรพ  ลืมแม้แต่จะเอ่ยเรียกถึงพระแม่โพสพ

                        บ้านดอน มีคลองชลประทานเข้ามาถึงหมู่บ้านประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา แล้วชาวนาก็เริ่มหันหลังให้กับการทำนาน้ำฝน หันมาทำนาปรังตามการส่งเสริม เปลี่ยนพันธุ์ข้าวใหม่เป็น กข1 กข 7 สุพรรณ 60 ชันนาท 1 ข้าวพื้นเมืองจึงสูญหายไป

“...ปุ๋ยยามาพร้อมกับนาปรัง สมัยทำนาปีก็ไม่เห็นต้องใส่ปุ๋ยแต่ทำนาปรังต้องใส่ปุ๋ยเคมีและยาเคมี ถ้าไม่ใส่ก็ไม่ได้ผลให้เก็บเกี่ยว...” อีกด้านหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงตามมา   ผู้ที่ยืนหยัดจะทำนาปีจากน้ำฝนลดเหลือน้อย เพราะสู้ทนกับหนูนกที่มาระบาดรบกาวนาไม่ไหวสุดท้ายจึงหายไปโดยปริยาย

แรกสมัยเปลี่ยนมาทำนาปรังยังใช้ควายไถนากับแรงงานคนเป็นหลัก   แต่ไม่นานทุกอย่างก็เปลี่ยนเป็นเครื่องจักร

                        “...เมื่อปี พ.ศ. 2548 มูลนิธิขวัญข้าวเริ่มเข้ามาศึกษาข้อมูลและให้ความรู้ มีคนสนใจแต่ยังไม่กล้าเข้ามาพูดคุย...”   พ่อประทินย้อนความหลังตอนเริ่มต้นเป็นนักเรียนชาวนา “...ความรู้เรื่องการทำนาชาวนามีอยู่เดิมแล้ว  การเติมเต็มจากความรู้ของชาวนาก็เพียงนำมาแลกเปลี่ยนกัน...” จากวันที่ได้ทำกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ได้เห็นกับตาได้ทำกับมือ   ความคิดของนักเรียนรอบสองก็เริ่มเปลี่ยนไป หันมาพิจารณาและหาทางลดต้นทุน  ลงมือทำปุ๋ยหมักน้ำชีวภาพจากจุลินทรีย์ท้องถิ่นฟื้นฟูสภาพดินในแปลงโดยไม่พึ่งพาปุ๋ยเคมี  ใช้มีดหวดตัดกำจัดวัชพืชแทนการใช้ยาเคมีฆ่าหญ้า คัดเลือกและเก็บเมล็ดพันธุ์เองและอีกหลายกิจกรรมที่เหล่าชาวนาช่วยกันหยิบจากประสบการณ์มาปรับใช้

หลังจากเริ่มร่วมแรงไประยะหนึ่ง  มีบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงและเป็นกำลังใจให้กับเหล่านักเรียนรุ่นใหญ่  สภาพแวดล้อมในท้องทุ่งเริ่มดีขึ้น  เป็นต้นว่าแหนแดงสิ่งมีชีวิตที่เคยสูญหายไปกว่าสิบปีกลับคืนมาสู่ท้องนาอีกครั้ง กบ เขียด ปู ปลามีมากพอให้หาได้  “...เมื่อมีหญ้าให้ตัวแมลงพักอาศัย ก็ไม่ไปรบกวนต้นข้าวเรา...ปัจจุบันใช้ระบบนิเวศน์ช่วยควบคุมกันเอง ถ้าเป็นเมื่อก่อนยังไม่ได้เป็นนักเรียน แค่เห็นตัวแมลงก็อยากฉีดยาเคมีฆ่าแล้ว...” พ่อทวนเล่า

เมื่อทำได้ผล ในหมู่ผู้รู้นักเรียนรุ่นพี่ก็ถ่ายทอดขยายผลต่อ  จากมีไม่ถึงสิบคนในตอนเริ่ม ปัจจุบันชาวบ้านเกือบทั้งหมู่บ้านได้หันมาใช้น้ำชีวภาพและปุ๋ยหมักทดแทนสารเคมี  ทั้งผู้สนใจเข้าสมัครเป็นนักเรียนร่วมชั้น และผู้ไม่ประสงค์ออกนามเพียงแอบจำ นำไปทำเลียนแบบที่บ้านเองโดยไม่เข้าเป็นสมาชิกในโรงเรียน

                        บ้านดอนเดี๋ยวนี้ ทำนาสองรุ่นต่อปี  รุ่นแรกเริ่มทำเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์  ขึ้นอยู่กับนาถ้าน้ำลงเร็วก็ได้ทำเร็ว เก็บเกี่ยวราวเดือนเมษายน   อายุข้าวประมาณ  110 วัน จากนั้นก็เริ่มต่อด้วยรุ่นสองตอนเดือนพฤษภาคมและเก็บเกี่ยวให้แล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม   และต้องทิ้งช่วงระหว่างเดือนกันยายนถึงธันวาคม เพราะในฤดูน้ำฝนจะเสริมให้น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาจะเข้ามาท่วมขังทั่วพื้นที่ ก็ทำได้แค่จับปลาปูในเวิ้งน้ำกว้างสุดสายตา

“อาชีพทำนาคืออาชีพที่มีศักดิ์ศรี ดีกว่าอย่างอื่น ข้าวก็มีกิน มีข้าวขาย ยิ่งถ้าไม่มีหนี้ยิ่งดีถือว่าสุดวิเศษ...ทำนาให้คนอื่นได้กินข้าวอิ่มหนำก็เป็นบุญมากแล้ว ถือว่าเป็นกำไรท่วมท้นมหาศาลของชีวิต...ยังอยากให้คนที่ไปจากชาวนาได้ให้กลับมาฟื้นฟูดูแลอาชีพดั้งเดิมของตน ชุมชนของตนเอง เราทุกคนจะได้มีข้าวกินกันตลอดไป มีความสุขทั้งคนทำและคนกิน...” 

ความสุขอันยิ่งใหญ่ไม่ได้มาจากเงินตรา แต่เป็นความภาคภูมิใจที่หาได้ในแปลงนาของเหล่านักเรียนอาวุโสแห่งโรงเรียนชาวนาบ้านดอน

 

โดย เมียงซอคีรีมัญจา

 

กลับไปที่ www.oknation.net