วันที่ พุธ กันยายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จากถนนหลวงราดยาง สู่เส้นทางสายโบราณ และ บัดดี้หยิน-หยาง ของฉัน !!! (1)


ระหว่างมื้ออาหารข้างทางกับทริปต์สำรวจ ถนนสายโบราณ เส้นทางราชมรรคา ... มีโค้งรุ้ง ก้มกินน้ำข้างๆ เห็นสวยดี เลยเก็บภาพนี้มาเป็นภาพเปิดเอ็นทรีนี้   

 

จากถนนราดยางเส้นนี้ เดินหันหลังให้โค้งรุ้ง เดินตรงไปซัก 200 เมตร จะพบปราสาทตาเมือน แต่ถ้าเลือกเดินไปข้างทาง เดินเข้าไปหน่อย จะเจอ ปราสาทตาเมือนโต๊จ    

 

 

  

 

ในเส้นทางราชมรรคา ถนนสายโบราณที่ตอนนี้ถนนสายนั้น ถูกต้นไม้ใบหญ้า ปกคลุมกลายเป็นป่ารกชัฎ ซึ่งเชื่อมไปยัง ปราสาทตาเมือนธม  

 

 

 

 

  

   

ทั้งหมดเรียกรวมว่ากลุ่มปราสาทตาเมือน อยู่ในความดูแลและรักษาพื้นที่มั่นโดยทหารหาญชุดดำ ผ้าพันคอขลิบแดงผืนเท่ห์ กองร้อยทหารพรานจู่โจมที่ 960 และกับระเบิดที่ยังกู้ไม่หมด !!!   

   

 

     

 

ถนนสายโบราณถูกทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ด้วยปราสาทหินหลังเล็ก หลังน้อย ธรรมศาลา หรือ บ้านมีไฟ ที่โรงเรียนบ้านบุ  

 

 

   

 

   

  

 และ อโรคยศาล กุฏิฤาษี บ้านหนองบัวลาย...  

 

 

 

   

... ทั้ง 2 หลักอยู่ในเส้นทางผ่านที่จะไปยัง ปราสาทเมืองต่ำ  

   

 

 มื้อเที่ยงบนสันเขื่อน ริมบารายปราสาทเมืองต่ำ

    

 

 

 

   

 

และ ปราสาทพนมรุ้ง จุดหมายปลายทางของทริปต์ แต่ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดแห่งเส้นทางราชมรรคาสายนี้ เพราะ ยังเหลือปราสาทหินพิมายที่ไม่ได้ไป เนื่องจากไม่ได้อยู่ในโปรแกรมของทริปต์นั่นเอง    

 

 

 

  

 

 

 

 

ชอบใจปราสาทชื่อสวย แปลก “ศีขรภูมิ” ที่สุด... เข้าใจว่าเรียกตามสถานที่ตั้ง อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์

 

 

พยายามหาคำแปลในพจนานุกรม ... ไม่มีคำแปล !!! มีแต่คำว่า ศีขร แปลว่า ภูเขา และภูมิ แปลว่าแผ่นดิน ให้แปลเอาเองแบบทื่อๆ คงแปลได้ว่า ... แผ่นดินภูเขา , ดินแดนแห่งขุนเขา หรืออะไรทำนองนี้  

   

   

 

... สงสัยต้องให้เจ้าของพื้นที่...พี่เสี่ยวไทยบ้าน กับพี่กระดานดำออนไลน์มาเฉลย ว่า มั่วถูกหรือป่าว ...   

   

 คนนี้... เสี่ยวไทบ้าน    

 เสื้อขาวเชกูวาร่า..พี่กระดานดำฯ

 

ที่สถานีรถไฟศีขรภูมิ ต. ระแงง อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ มีภาพถ่ายเก่าของปราสาทแห่งนี้ใส่กรอบแสดงอยู่ มีรูปถ่าย กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่บริเวณซุ้มประตูปราสาท ติดไว้ข้างๆกัน 

 

 

   

เรื่องราวในรายทาง ปราสาทแต่ละหลัง ก้อนหินแต่ละก้อน ถูกย่อยให้เข้าใจง่ายโดย บล๊อกเกอร์ศุภศรุต หรือ อาจารย์ วรณัย ผู้ซึ่งเห็นก้อนหินโบราณและปรางปราสาทเขมรเป็นไม่ได้ ต้องกระโดดเข้าไปหา แล้วพรั่งพรูทุกสิ่งอย่างที่รู้เกี่ยวกับสิ่งๆนั้นออกมา ราวกับว่า ใครใส่เทปบันทึกคำบรรยายไว้ในตัวแก

  

 

  

... หินแต่ละก้อน ตั้งแต่ฐาน ไปยังยอดปลายปราสาทถูกย่อยละเอียดยิบ แต่...เราไม่สามารถกลืนกินรายละเอียดนั้นเข้าไปได้หมด เพราะมันมากมายเหลือเกิน...จำได้แค่ว่า รูปปั้น รูปเคารพที่มีหลายแขน หลายกร รูปงู รูปพญานาค หลายหัว เลื่อยไปมาหลายทาง ... มันไม่ได้เป็นเช่นที่เราเห็น แต่มันเป็นการถ่ายทอด แบบแอนนิเมชั่น เท่าที่ความสามารถของคนสมัยโบราณจะทำได้ 

 

 

งู หรือพญานาค ไม่ได้มีหลายหัวอย่างที่เห็น แต่มันเป็นการถ่ายทอดภาพเคลื่อนไหวว่ามันกำลังแผ่แม่เบี้ย ส่ายหัวไปมา แล้วก็เลื้อยไปมารอบทิศทาง // รูปเคารพหลายแขนหลายกร คือการแสดงภาพเคลื่อนไหวร่ายรำ ซึ่งความจริงก็คือมีแขน 2 ข้าง มือ 2 มือ นั่นเอง ... รายละเอียดที่เหลือจากการบรรยายจำไม่ได้จริงๆ แฮะๆๆๆ กลับมาถึงบ้าน ก้อนหินยังมาเข้าฝัน !!!

บั๊ดดี้หยินหยางของฉัน !!!

การเดินตามรอยเส้นทางราชมรรคา การเดินลำพัง หรือต่างคนต่างเดินมันคงไม่สนุก แต่มันควรมีเพื่อนร่วมเดินทางที่จะดูแลกันและกัน กิจกรรม “บั๊ดดี้” ได้ถูกกำหนดขึ้นบนรถระหว่างเดินทาง หลังจากที่ชาวคณะตื่นนอ แวะปั๊มล้างหน้าแปรงฟันกันแล้ว ... จับฉลากชื่อบั๊ดดี้ ที่จะต้องเข้าไปดูแลเทคแคร์เขา โดยที่อย่าให้เขาจับได้ ว่า เขาเป็นบั๊ดดี้เรา แต่เราต้องจับทางให้ได้ว่า เราเป็นบั๊ดดี้ของใคร ? แล้วมาทายกันตอนขากลับปิดทริปต์

จับได้ชื่อพี่ นิดนรี ภาษาหลากสี ... เอาแล้วไง ข้อมูลเบื้องต้นที่ได้จากการแนะนำตัวกันบนรถ พี่นิดนรีเป็นคนพูดน้อย ชอบถ่ายรูป ชอบความเป็นส่วนตัว ...  

 

 

สิ่งที่คิดได้ขณะนั้น หากจู่โจมเข้าไป พี่คะกินข้าวยังคะ พี่คะทานขนมมั้ยคะ พี่คะจะนอนยังคะ พี่คะเข้าห้องน้ำมั้ยคะ... ถูกจับได้แน่นอน!!! ดังนั้นเราต้องใช้วิธี “อยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ” เดินตาม แอบถ่ายรูป ท่องคาถาให้ทุกย่างก้าวของพี่เขาปลอดภัย 

 

... แล้วก็ได้ผล นอกจากพี่เขาจะทายไม่ถูก ยังคิดไม่ถึงอีกด้วย 555 …

แล้วก็ถึงตาต้องทายว่าใครเป็นบั๊ดดี้ของเรา... หงึมๆๆๆๆๆๆ… คนที่เทคแคร์แบบลับลวงพลาง จนกลายเป็นพิรุธ ... “อ.วรณัย”

ได้หนังสือ เนะขแมร์ อินไทยแลนด์ เป็นรางวัล โทษฐานที่ทายถูก...ก๊ากๆๆๆๆ (เล่มนี้ อ.วรนัย เขียนเองด้วย แต่ลืมขอลายเซ็นต์)

  

   

พี่นิดนรี กับ อ.วรนัย ศุภศรุต เรียกว่ามีบุคลิกคู่ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง

... ก็ในขณะที่อีกคน พูดน้อย ยิ้มเป็นหลัก แต่อีกคนช่างพูด ช่างเล่าอย่างไม่รู้เหนื่อย ..  ในขณะที่อีกคนชอบที่จะอยู่นิ่งๆ มีความสุขในมุมของตัวเองอย่างไม่เร่งร้อน แต่อีกคนกลับมีความสุขที่จะโลดแล่น เคลื่อนไหวไปในทุกๆมุม เรียกว่า คนหนึ่งช้า คนหนึ่งเร็ว  คนหนึ่งร้อน คนหนึ่งเย็น เหมือนหยินกับหยาง  

  

   

 

แต่ไม่ว่าใครจะหยิน หรือใครจะหยาง ใครจะมีบุคลิกคู่ตรงข้ามกันอย่างไร แต่มิตรภาพได้ถูกจัดสมดุลอย่างลงตัว ตามรอยเส้นทางราชมรรคา สายนี้จึงเต็มไปด้วยความสุขไม่แพ้ทริปต์ไหนที่มีอยู่ในหมู่บ้านบางโอเคฯ   

โดย ณดาว

 

กลับไปที่ www.oknation.net