วันที่ พฤหัสบดี มกราคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ย้อนเกล็ด Mr.Shadow "กฤตย์ รัตนรักษ์"


ย้อนเกล็ด Mr.Shadow  "กฤตย์ รัตนรักษ์"
----------------------------------------
โค้ด: แม้การเดินเกมในระยะหลังของ กฤตย์ มักถูกมองว่า ช้าไป 1 ก้าว แต่ยังไม่มีใครเชื่อว่า "Mr.Shadow" ผู้นี้ จะยอมลงจากเวทีทางธุรกิจง่ายๆ
------------------------------------------
 การ "แขวนนวม" ครั้งนี้ใช่ "เกมรุก" ระหว่างทางถอย ของ "กฤตย์ รัตนรักษ์" หรือไม่ ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่า เขาต้องการยืมมือ "จีอี" มาต่อยอดความมั่งคั่งให้กับหุ้นที่เหลือในมือ..เฉกเช่นการยืมมือ "โฮลซิม" มาสร้าง Wealth ให้ปูนซีเมนต์นครหลวง
---------------------------------------
 เหตุใด เจ้าสัวกฤตย์ รัตนรักษ์ จึงยอมถอย ทั้งๆที่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ซึ่งถือเป็น Core Business สุดท้ายของครอบครัวรัตนรักษ์
 การตัดสินใจเปิดทางให้ จีอี แคปปิตอล อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง คอร์ปอเรชั่น (GECIH) เข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุนของธนาคาร จำนวน 1,391 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 16 บาท
 คิดรวมมูลค่าเงินเพิ่มทุน 22,256 ล้านบาท
 และส่งผลให้ GECIH เข้ามากำสัดส่วนหุ้นใหญ่ใน ธ.กรุงศรีอยุธยา เป็นจำนวน 29.01%
 หลายฝ่ายเชื่อว่า กฤตย์ จำต้อง "แขวนนวม" โดยยอมสูญเสียความเป็นเจ้าของ เปลี่ยนมาเป็นหุ้นส่วนอย่างเดียว ก็เพราะหากเขายิ่งที่จะยื้อธนาคารแห่งนี้เอาไว้ ก็อาจต้องใส่ "เงินสด" เพิ่มเข้าไปอีกไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาท
 อีกด้านหนึ่ง เจ้าสัวกฤตย์ ยังถูกเร่งเร้าด้วยแรง "กดดัน" จากการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น และยังมีเรื่องมาตรฐานบัญชีสากลฉบับใหม่ หรือ IAS39 ยิ่งสู้ต่อ(คนเดียว)ก็ยิ่งเหนื่อย
 ที่สำคัญเขาจำเป็นต้องหาเงินมาใส่เพิ่มเข้าไปในเงินกองทุนเพื่อคงฐานะการเงินให้แข็งแกร่ง...นี่คือสถานการณ์ที่ กฤตย์ ถูกบังคับให้ต้องเลือกปล่อยหุ้นให้พันธมิตร เพื่อถือเงินสดของครอบครัวเอาไว้
 เป็นที่รู้กันว่านอกจากธนาคารกรุงเก่าแห่งนี้ กฤตย์ ยังมีธุรกิจในเครือข่ายอีกจำนวนมาก ไล่ตั้งแต่ บมจ.ปูนซีเมนต์นครหลวง (SCCC) บมจ.ศรีอยุธยาประกันภัย (AYUD) บมจ.อีสเทอร์น สตาร์ เรียล เอสเตท (ESTAR) บมจ.มีเดีย ออฟ มีเดียส์ (MEDIAS) บมจ.แม็ทชิ่ง สตูดิโอ (MATCH) และ บ.กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ (ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ ช่อง 7) เป็นต้น
  แต่รอบ 10 ปีที่ผ่านมา (2540-2550) การแตกตัวไปสู่ธุรกิจต่างๆของ กฤตย์ อาจถูกมองว่าเป็นการเดินทางที่ "ผิดจังหวะ" หรืออาจเรียกได้ว่า...ช้าไปหนึ่งก้าวอยู่บ่อยครั้ง
 ไม่เว้นแม้แต่จังหวะการถอยออกจาก ธ.กรุงศรีอยุธา ที่เลือกจังหวะที่สุกงอมจนเกินไป ซึ่งนักการเงินมองการตัดสินใจของ กฤตย์ ณ เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ไว้ว่า แทบจะไม่ได้สร้างความ "เป็นต่อ" ในสนามการเงินให้แก่ธนาคาร ได้เท่าไรนัก
 เนื่องจาก "กลุ่มจีอี" ไม่ได้ถือเป็นของใหม่สำหรับธนาคารพาณิชย์ในเมืองไทย และธุรกิจการเงินก็เปิดกว้างสำหรับคู่แข่งที่หลากหลาย ขณะที่ทางการก็ยังมากำหนดกรอบมากจนเกินไป 
 ส่วนการแข่งขันในตลาดสินเชื่อรายย่อยทั้งด้านบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลก็เริ่มเข้าสู่ระยะปลาย หลังผ่านการเติบโตมาเต็มที่
 ขณะที่ตลาดลิสซิ่งก็ยังมีตัวใหญ่ๆ อย่าง ธนชาต ทิสโก้ และสยามพาณิชย์ลิสซิ่ง เป็นเจ้าตลาดอยู่
 ถ้าเช่นนั้น การเข้ามาร่วมรบของกลุ่มจีอีในจังหวะนี้ จึงไม่อาจรับประกันความสำเร็จของธนาคารแห่งนี้ไว้ได้
 กรุงเทพธุรกิจ BizWeek สำรวจย้อนไปดูเส้นทางของ เจ้าสัวกฤตย์ อาจมีเพียงเคสของ "ปูนซีเมนต์นครหลวง" (SCCC) แห่งเดียวเท่านั้น ที่เขาตัดสินใจได้อย่าง "ถูกที่-ถูกเวลา"
 ครั้งนั้น (ปี 2541) เขาเลือกที่จะสละหุ้น SCCC "ครึ่งหนึ่ง" ไปให้แก่ "โฮลซิม" (บ.ไทยร็อค-เซม) ผู้ผลิตปูนซีเมนต์ต่างชาติและรายใหญ่ของโลก พร้อมกับผันบทบาทของครอบครัวรัตนรักษ์จากฝ่ายอำนาจ หันมาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่รอลุ้นอยู่ห่างๆ
 แล้วก็ได้ผล..เพราะนับแต่นั้น มูลค่าหุ้น SCCC ในมือของครอบครัวรัตนรักษ์กลับพอกพูนขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่เหลืออยู่ 3,500 ล้านบาท วันนี้ทะยานขึ้นมาเท่าเดิม กว่า 20,000 ล้านบาท
 หากแต่บทเรียนหลังการตัดสินใจครั้งนั้น ไม่สามารถที่จะชักนำให้ กฤตย์ เผชิญกับความสำเร็จจากการ "แตกตัว" เข้าสู่ธุรกิจอื่นต่อๆ ไป
 เห็นได้จากการเข้ามาเทคโอเวอร์ บมจ.อีสเทอร์น สตาร์ เรียล เอสเตท (ESTAR) ด้วยการขน "ที่ดิน" ในพอร์ตของครอบครัวขายต่อให้ ESTAR นำไปพัฒนาเป็นคอนโดฯราคาแพง
 แต่ กฤตย์ ก็ตื่นสาย!! และส่งผลให้ อีสเทอร์น สตาร์ฯ ช้าไป "หนึ่งก้าว" เมื่อบริษัทแห่งนี้เริ่มเดินหน้าพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม (ราคาแพง) ในช่วงที่ตลาดเริ่ม "พีค" ไปแล้ว (2547-2548)
 การเดินหมากที่ผิดช่องผิดเวลา ได้ส่งผลให้ ESTAR ต้องพบกับผลขาดทุนสองปีซ้อน (2548-2549)
 นอกจากนี้ ในช่วงปี 2547 เขายังมุ่งที่จะแตกธุรกิจเข้าสู่แวดวงสื่อมากขึ้น ด้วยการส่ง บ.กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ (ช่อง 7) เข้าไปซื้อกิจการของ บมจ.มีเดีย ออฟ มีเดียส์ (MEDIAS) ต่อจาก "ยุวดี บุญครอง" แต่แผนไกลก็เริ่ม "สะดุด" ระหว่างทาง หลังจาก MEDIAS "ถูกปลด" สองรายการหลักออกจากผังโทรทัศน์คือรายการบ้านเลขที่ 5 และที่นี่ประเทศไทย
 ขณะที่สถานีลูกทุ่ง 24 ชั่วโมง (T-CHANNEL) ก็ประสบผลขาดทุนอย่างหนัก
 กฤตย์ แก้เกมด้วยการส่งมือการเงินชั้นเยี่ยมจากรั้วธนาคารกรุงศรี "ชาลอต โทณวณิก" เข้าไปนั่งควบงานที่ MEDIAS แต่ก็มีกระแสข่าวว่า ชาลอต กับ เจ๊แดง "สุรางค์ เปรมปรีดิ์" ไม่ค่อยเข้าขากัน
 ต่อจากนั้น กฤตย์ จึงเดินแผนต่อไป โดยส่ง บ.บีบีทีวี โปรดัคชันส์ เข้าไปซื้อหุ้นของ บมจ.แม็ทชิ่ง สตูดิโอ (MATCH) หวังอาศัยฝีมือของ "ตี๋ แม็ทชิ่ง" สมชาย ชีวสุทธานนท์ หลายคนมองว่า การตัดสินใจหนนี้ กฤตย์ อาจประเมินความสามารถของ "ตี๋ แมทชิ่ง" ไว้สูงเกินไป
 การลาออกจากการเป็นกรรมการธนาคารของ กฤตย์ รัตนรักษ์ และเพื่อนรัก ปกรณ์ ทวีสิน ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2550 เป็นต้นไป อาจจะเป็นการปิดฉากชีวิตนายธนาคารผู้ยิ่งใหญ่ก็จริง 
 แต่การ "แขวนนวม" ครั้งนี้ใช่ "เกมรุก" ระหว่างทางถอย ของ "กฤตย์ รัตนรักษ์" หรือไม่ ซึ่งหลายฝ่ายยังเชื่อว่า เขาคงต้องการยืมมือ "จีอี" มาต่อยอดความมั่งคั่งให้กับหุ้นที่เหลือ 27%ในมือ (หลังแปลงวอร์แรนท์ทั้งหมด)..เฉกเช่นการยืมมือ "โฮลซิม" มาสร้าง Wealth ให้ปูนซีเมนต์นครหลวง
 แม้การเดินเกมในระยะหลังของ กฤตย์ รัตนรักษ์ จะถูกมองว่าเขามักช้าไป 1 ก้าว แต่ยังไม่มีใครกล้าปักใจเชื่อว่า "Mr.Shadow" ผู้นี้ จะยอมลงจากเวทีทางธุรกิจง่ายๆ

โดย ขี่กระทิง

 

กลับไปที่ www.oknation.net