วันที่ พฤหัสบดี กันยายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

2001 Space Odyssey หนังดีที่สุดในโลก


เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผมโดยแท้ ว่านี่เป็นหนังดีที่สุดในโลก  อีกอย่างหนึ่งก็เขียนเรียกลูกค้าให้เข้ามาอ่านกันเยอะ ๆ อย่างนั้นแหละ  แต่จะพูดให้จริงจังแล้ว ผมก็ว่าผมคิดอย่างนี้จริง ๆ  เพราะได้ดูหนังที่เขาว่าดีที่สุดในโลกมาแล้ว เช่น ซิติเซ่น เคน (Citizen Kane) หรือแม้แต่เรือรบโปเต็มกิ้น (Battleship Potemkin)  ซึ่งก็เป็นหนังดีควรค่าแก่การยกย่อง  แต่ผมว่ามันมีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์การทำหนัง มากกว่าคุณค่าแบบเต็มอิ่ม สูงสุด และสมบูรณ์แบบ อย่างหนังเรื่องนี้ !

ก่อนอื่นต้องขอออกตัวเสียก่อนว่า เรื่องราวที่เข้าใจยากเรื่องนี้นั้น  ผมหาญกล้ามาเล่าให้ฟัง เพราะผมนั้นก็สดับตรับฟังมาจากผู้รู้อีกทีหนึ่ง  ผสมกับความรู้สึกของผมเอง  หาใช่มีปัญญาเลิศลอยจนตีความแตกแต่อย่างใดไม่  ผมจะเริ่มตรงที่ว่าเหตุใดหนังเรื่องนี้จึงดูยาก แต่เป็นหนังสุดคลาสสิก จนเป็นหนังในดวงใจของนักวิจารณ์และคนดู รวมถึงผม  แต่ก็มีคนอีกมากที่ไม่เข้าใจ  จนบางคนไม่ชอบไปเลยก็มี

ประการแรกเป็นเพราะ ผมคิดว่าหนังสร้างจากนิยายของอาเธอร์ ซี. คล้าก (Arthur C. Clarke) นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษที่ระบือนามที่สุดคนหนึ่ง ซึ่งเพิ่งล่วงลับไปไม่นานมานี้ คือเมื่อ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา  ซึ่งผมเองนั้นชอบอ่านนิยายวิทยาศาสตร์เป็นชีวิตจิตใจ  แต่ก็ต้องรับว่า หนังสือของคล้ากนั้น อ่านเข้าใจยากมาก  ด้วยภาษาที่เป็นพรรณาโวหารเยิ่นเย้อ และเกี่ยวกับจิต จักรวาล ที่เข้าใจยาก ๆ  แถมในบางตอนที่เป็นบรรยายโวหาร ให้เห็นภาพความคิดของแก ก็ยังอ่านเข้าใจยากอยู่ดี  ค่อนข้างจะเป็นปรัชญา ศาสนา และวิทยาศาสตร์ปน ๆ กัน  สิ่งนี้จึงเป็นสิ่งแรก ที่ทำให้ ๒๐๐๑ เข้าใจยาก 

 (คล้าก)

ทีนี้พอมาสร้างหนัง คูบริกซึ่งได้ชื่อว่าเป็นคนทำหนังจากหนังสือได้ดีมาก ๆ  ก็เลยรักษาความเป็นปรัชญาของหนังสือเอาไว้  นอกจากนี้ตัวคล้ากเองยังร่วมเขียนบทกับคูบริกด้วย  เมื่อสองอัจฉริยะมารวมกัน ก็เป็นเรื่องละสิครับ  ทีนี้ก่อนจะไปถึงเนื้อหาของหนัง  ขอเกริ่นข้อมูลก่อนสักเล็กน้อยว่า  เป็นหนังในปี ๑๙๖๘  ซึ่งผมดูแล้วตกตะลึงมาก  เพราะเทคนิคด้านภาพทันสมัยและดูดีมาก ๆ  ทั้งที่สร้างก่อนหน้าสตาร์วอร์ถึง ๙ ปี  นอกจากเทคนิคการสร้างฉากแล้ว  ยังมีเทคนิคการใช้กล้องที่หมุนไปมา  เหมือนสภาวะไร้น้ำหนัก  เทคนิคการใช้แสงสีที่ฉูดฉาด  เทคนิคการถ่ายภาพในแบบสมมาตร  และที่สำคัญ ยังกวนอารมณ์ลึก ๆ ในแบบคูบริกอีกต่างหาก 

เปิดเรื่องมาก็กวนอารมณ์เลยครับ  โดยเป็นภาพมืด ๆ เหมือนยังไม่ได้เปิดเครื่องฉาย หรือยังไม่ได้เปิดทีวียังไงยังงั้น  จากนั้นจึงมีเสียงแผ่ว ๆ  ของดนตรีที่ฟังเข้าใจยาก  แต่ให้อารมณ์ลึกลับดำมืดเช่นเดียวกับภาพมืด ๆ แบบนี้  นี่คือบทโหมโรงในแบบหนังอีพิค (Epic) แต่เป็นอีพิคแบบอวกาศโดยแท้ !  จากนั้นจึงจะเข้าสู่ไตเติ้ลหนัง  ด้วยภาพของดวงดาวอยู่ในวงโคจรเรียงกัน  ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ธรรมดา  กล่อมด้วยเสียงดนตรีคลาสสิกคือ Also Sprach Zarathustra ของคีตกวีชาวเยอรมันผู้ยิ่งใหญ่ ชื่อว่าริชาร์ด สเตราส์  โยนจากความลึกลับดำมืดของห้วงอวกาศ มาเป็นโลกมนุษย์วานร !

ตั้งชื่อตอนแรกนี้เสียเก๋ไก๋ด้วยว่า ปฐมบทแห่งมนุษยชาติ  ใช้การถ่ายทำในแบบภาพมุมกว้าง  ซึ่งถ่ายทอดทิวทัศน์ออกมาได้อย่างกระจ่าง  แม้จะเป็นสังคมยุคแรกเริ่มของมนุษย์ ซึ่งมีภัยอันตรายจากเผ่าพันธุ์ประเภทอื่น และพวกเดียวกันเอง  จึงเป็นสังคมที่ป่าเถื่อน แต่ภาพที่เห็นล้วนแต่หมดจดงดงาม  ในหนังแทบไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย  นอกจากความเงียบสงัดของโลกดึกดำบรรพ์ จะมีก็แต่เสียงธรรมชาติที่เคลื่อนไหวอย่างแผ่ว ๆ  และเสียงของสัตว์..... มนุษย์  เป็นการเกริ่นนำของหนังอวกาศที่ท้าทายมาก  เพราะเป็นหนังเกี่ยวกับการเดินทางในอวกาศที่เริ่มจากมนุษย์วานร  และหนังไม่ได้รีบร้อนที่จะนำเสนอเรื่องราวการเดินทางในอวกาศ  กลับดูเหมือนอ้อยอิ่งกับปฐมบทตรงนี้เล็กน้อย ราวกับว่า... แค่จะมาเป็นมนุษย์วานรได้ ก็คงไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนปี !

แต่ทำไมมนุษย์วานรจึงพัฒนากลายมาเป็นมนุษย์ในแบบโฮโมเซเปียนส์แบบปัจจุบันได้  ทำไมจึงเป็นสิ่งมีชีวิตหนึ่งเดียวที่พัฒนาสมองจนเหนือกว่าสัตว์ประเภทอื่นได้  ตรงนี้เป็นประเด็นที่น่าคิดมาก  และในนิยายวิทยาศาสตร์หรือผู้ที่ชอบเรื่องราวเล้นรับ  อาจคิดไปไกลถึงขนาดว่า หรือเราคือสายพันธุ์ที่ถูกกำหนด  ถ้าเช่นนั้นกำหนดโดยใคร?  เราพัฒนาขึ้นมาเองแบบรวดเร็ว ก้าวกระโดด เพราะตัวเราเอง หรือเพราะสิ่งมีชีวิตอื่นที่ทรงปัญญามากกว่าเรา  และสิ่งนั้นคือพระเจ้า หรือจะเป็นมนุษย์ต่างดาวนอกโลก !

เรื่องราวจึงเข้าสู่ประเด็นที่เป็นปริศนา"ดำมืด "ที่ไขไม่ออก  เมื่อจู่ ๆ วันหนึ่งฝูงลิงก็ต้องแตกตื่น เพราะอยู่ดี ๆ ก็มีแท่งหิน "ดำมืด"  มาโผล่ขึ้นกลางชุมชนลิง โดยไม่เห็นที่มาที่ไป  และไม่รู้ว่าอะไรคืออะไร  ขอเรียกว่าลิงก็แล้วกัน เพราะสั้นดี  ฝูงลิงนั้นทำได้ก็แต่เพียงสำรวจโดย "ลูบคลำ" อย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ตามประสาลิง  ไม่แตกต่างอะไรกับภาพของลิงในปัจจุบันเลย  แล้วจริง ๆ แล้ว สิ่งนี้มันคืออะไรกันเล่า...  และแท่งหินลึกลับดำมืดนี้ จะมาโผล่อีก ๒ ครั้ง  แต่จากการปรากฏในครั้งแรกนี้  ต่อมาจะด้วยเหตุใดก็ตาม  ฝูงลิงเกิดพบปัญญาขึ้นมาจากกองกระดูกซากสัตว์  ว่าเรานั้นมีอุปกรณ์ในการทุบตีฝ่ายตรงข้ามแล้ว  สิ่งนี้คือพัฒนาการสำคัญของมนุษย์ ในการรู้จักเปลี่ยนตีนให้เป็นมือ และรู้จักใช้และสร้าง "เครื่องมือ" เพื่อประโยชน์ในการต่อสู้ดิ้นรนชีวิต และเอาชนะธรรมชาติบางอย่าง  และความเป็นเอกอุของหนังเรื่องนี้ อยู่ตรงตอนนี้ด้วย  ตรงที่เมื่อเจ้าลิงใช้ท่อนกระดูกทุบตีลิงพวกตรงข้ามแล้ว  เจ้าลิงประกาศชัยชนะด้วยการโยนกระดูกขึ้นท้องฟ้า  จากนั้นภาพตัดไป........เป็นภาพยานอวกาศ !

ตรงนี้แหละครับ น่าสนใจมาก  ผู้รู้บอกว่าเป็นการเสนอภาพของประวัติศาสตร์มนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์ ไปสู่อนาคตแห่งการเดินทางด้วยอวกาศเพียงลัดนิ้วมือเดียว  โดยไม่ต้องไปกล่าวถึงยุคสมัยต่อ ๆ มาของมนุษย์เลย  ไม่ต้องไปพูดถึงศึกสงคราม ไม่ต้องไปพูดถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรมให้เมื่อยตุ้ม  เพียงแต่ลิงโยนกระดูกขาว ๆ ยาว ๆ ขึ้นฟ้า  ฉับพลันทันใด ผู้ชมก็เห็นเจ้าแท่งยาว ๆ ขาว ๆ ของยานอวกาศมาแทนที่ !!!  นั่นคือจากปฐมบทที่เริ่มด้วยการเรียนรู้ที่จะใช้มือ ใช้เครื่องมือ จากปฐมบทที่แสนจะพื้นฐาน  กลายมาเป็นเทคโนโลยีที่ซับซ้อน

ทีนี้ก็มาถึงเจ้าแท่งหินสีดำอีกละสิครับ  เพราะเมื่อมนุษย์เริ่มเดินทางในอวกาศได้แล้ว ก็จึงไปพบเอาคลื่นลึกลับที่ส่งออกมาจากดวงจันทร์  ตรงนี้เป็นชั้นเชิงของหนังที่ไม่จำต้องบรรยายอย่างละเอียดยิบ ว่าพบได้อย่างไร ใครเป็นคนพบ  แต่ว่ามุ่งโดยตรงต่อการนำเสนอในประเด็นที่ว่า มนุษย์ในยุคนี้เอง ก็ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร  จนต้องส่งชุดสำรวจเดินทางออกไปที่ดวงจันทร์  เพื่อไขปริศนาอันนี้ 

ความคลาสสิกของช่วงนี้ อยู่ตรงที่ดนตรีประกอบและภาษาภาพ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในศิลปะหลาย ๆ อย่างของคูบริก  คูบริกถ่ายทอดภาพของอวกาศให้น่าหลงไหล  เป็นความลึกลับดำมืด แต่ชวนให้หลงไหล ผจญภัย ค้นหา  ด้วยทำนองเพลงว้อลซ์ ที่ชื่อว่าบลูดานูบ (Blue Danube) ของโยฮัน สเตราส์ (ไม่ได้เกี่ยวข้องกับริชาร์ด สเตราส์ในตอนแรก)  มันเป็นชั้นเชิงที่งดงาม เพราะบลูดานูบนั้น แม้แต่คนที่ไม่ฟังดนตรีคลาสสิกก็คงได้ยินทำนองผ่านหู  ส่วนคนตะวันตกเองนั้นคงรู้จักกันดี  ว่าเป็นเพลงบรรยายภาพของแม่น้ำดานูบที่ไหลผ่านหลายประเทศ  รวมถึงออสเตรียบ้านเกิดของโยฮัน สเตราส์ด้วย  ซึ่งว่ากันว่า (ผมไม่เคยไป) แม่น้ำดานูบ มันไม่ได้เป็นสีฟ้าสวยแต่อย่างใด  แต่นายสเตราส์ตั้งใจจะทำให้แม่น้ำสีดินน้ำตาล ๆ แบบนี้ เป็นแม่น้ำที่สวยงามน่าพิศมัย  ทีนี้คูบริกหยิบเอางานดนตรี "ขึ้นหิ้ง" ที่ใคร ๆ ก็รู้ว่าหมายถึงแม่น้ำดานูบ มาใช้ประกอบฉากการเดินทางของยานอวกาศ  ซึ่งจากทำนองที่เพราะอ่อนหวาน เนิบนาบ จังหวะที่โยนตัวเล็กน้อย  ทำให้เหมาะเหม็งอย่างประหลาด !!!

หนังก็ไม่มีคำตอบสำหรับนักสำรวจที่เดินทางไปดวงจันทร์ และแน่นอน ไม่ให้คำตอบกับผู้ชมด้วย  แม้ว่ามนุษย์พ้นจากความเป็นลิงมาแล้ว  แต่บทสนทนาในเรื่องนี้น้อยมาก  ใช้เฉพาะที่จำเป็นจริง ๆ  เพื่อเป็นเงื่อนงำให้คนดูขบ... และขบไม่แตก  ดูประหนึ่งคูบริกให้ความสำคัญกับภาษาภาพไม่น้อยไปกว่าปฐมบทของมนุษย์  เอาเข้าจริง ๆ ภาษาภาพตรงส่วนนี้มีความสำคัญมากกว่าเสียอีก  เพราะให้คนดูเห็นเอาเองว่า เราช่างพัฒนาการอะไรได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ?  หนังแทรกอารมณ์ขันเกี่ยวกับการเดินทางในอวกาศยุคแรกเริ่มนี้  เมื่อด็อกเตอร์หัวหน้านักสำรวจของเรา จะเข้าห้องน้ำที่สถานีอวกาศ แต่ห้องน้ำที่สถานีอวกาศจะไปเหมือนกับพื้นโลกได้จะใด๋ ?  เขาจึงต้องอ่านคู่มือการใช้ "ยาวเหยียด" อยู่หน้าห้องก่อนที่จะเข้าไป  เพราะนี่คือห้องน้ำในอวกาศ !  หนังไม่ต้องมีบทสนทนาเลยครับ แค่นี้ก็อมยิ้มแล้ว ใครหนอจะอั้นไหว

หนังไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นปลีกย่อยเลย  ตรงนี้คนจึงงงมาก  เพราะอยู่ ๆ ทีมสำรวจแท่งหินลึกลับที่ดวงจันทร์ ก็เกิดอาการประหลาดเมื่ออยู่ใกล้แท่งหินนั้น เหมือนกับแท่งหินได้ส่งคลื่นหรือสัญญาณอะไรออกมาบางอย่าง  แล้วหนังก็ตัดฉับ  ไปที่เวลาต่อมา ที่มีทีมสำรวจอีกทีมหนึ่งเดินทางไปดาวพฤหัส  ตรงนี้มันเป็นอย่างนี้ครับ คือว่า ประเด็นหลักที่หนังนำเสนอมาตั้งแต่ปฐมบทของมนุษยชาตินั้น  ก็คือ การพัฒนาของมนุษย์ในแบบก้าวกระโดด อย่างที่สัตว์ประเภทอื่นทำไม่ได้  แต่การพัฒนานั้น เกิดขึ้นหลังจากที่เจ้าหินลึกลับโผล่ออกมา  จึงดังกับว่า เจ้าหินที่ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาตินี้ จึงต้องเกิดมาจากสิ่งทรงภูมิปัญญานอกโลก  จึงอาจเป็นดั่งสัญลักษณ์ หรือเป็นสิ่งที่จะบอกว่า "ถึงคราว" ที่มนุษย์จะเริ่มพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว  และอาจเป็นดั่งตัวบันทึกเหตุการณ์ หรือแม้แต่ตัวเร่งที่มีอำนาจลึกลับบางอย่าง กระตุ้นให้มนุษย์พัฒนาต่อไปได้

กล่าวคือ เมื่อมันปรากฏในครั้งแรก ต่อมามนุษย์ก็รู้จักใช้มือ ใช้เครื่องมือ  เมื่อมันปรากฏตัวครั้งที่ ๒ มนุษย์ก็มีความสามารถที่จะเดินทางในอวกาศได้แล้ว  และการที่มันฝังตัวอยู่ในดวงจันทร์ ก็แสดงว่า มันรอให้มนุษย์มีเทคโนโลยีในระดับหนึ่ง แต่สูงพอที่จะพบคลื่นจากมันได้ และสูงพอที่จะไปพบมันได้  ส่วนการเดินทางไปดาวพฤหัสต่อมานั้น  ก็เพราะว่ามนุษย์พบว่า เจ้าแท่งที่ดวงจันทร์นี้ ส่งสัญญาณตรงไปยังดาวพฤหัส  การปรากฏในครั้งที่สองนี้ จึงหมายความว่า มนุษย์สามารถเดินทางไปดาวพฤหัสได้แล้ว  เป็นพัฒนาการอีกขั้นหนึ่ง !

แต่การเดินทางนั้นแสนยาวไกล และใช้เวลานานมาก  จึงต้องอาศัยคอมพิวเตอร์แสนฉลาดอย่างเจ้าฮัล (HAL) ซึ่งฉลาดเสียยิ่งกว่าคน  เป็นผู้ควบคุมการเดินทางทั้งหมด  และควบคุมความเป็นความตายของลูกเรือด้วย  เพราะต้องเดินทางนานแสนนาน ลูกเรือบางส่วนจึงต้องอยู่ในสภาพจำศีล คือ นอนแช่อยู่ในหีบ ควบคุมให้มีชีวิตต่อไปโดยเจ้าฮัลตัวนี้  เรื่องมันมาเกิดตรงที่เจ้าฮัลซึ่งแสนจะรับผิดชอบในภารกิจจนเกินเหตุ  ไม่ยินยอมให้มนุษย์มาปิดการทำงานของมันได้  เพราะนี่คือภารกิจสำคัญที่ไม่อาจหยุดยั้ง  ตรงนี้ก็เป็นชั้นเชิงของหนังอีก  ที่ทำให้หนังมีความขัดแย้ง หรือมีบทตื่นเต้นแทรกเข้ามา  แทนที่จะราบเรียบแบบสารคดีไปเสียทั้งหมด

หนังแสดงให้เห็นการล้อเลียนเสียดสี ว่าลูกเรือที่ไม่ได้ถูกแช่แข็งนั้น หน้าตาย ไร้ชีวิตชีวา และพูดน้อย  เผลอ ๆ จะน้อยกว่าฮัลเสียอีก  ตกลงมนุษย์กลายเป็นเครื่องจักร  แต่เจ้าฮัลกลับมีชีวิตจิตใจขึ้นมาเช่นนั้นหรือ?  ทั้ง ๆ ที่เจ้าฮัลคือคอมพิวเตอร์ที่ควบคุมระบบยานทั้งหมด  ไม่ได้มีแขนขาแบบหุ่นยนต์ในสตาร์วอร์  แต่เรารู้สึกได้ถึงชีวิต และความคิดของมัน  รู้สึกได้ถึงการต่อสู้กันระหว่างมนุษย์จริงและมนุษย์เทียม !

หลังจากที่มีความสูญเสีย และลูกเรือแก้สถานการณ์ได้บางส่วน  เราก็เดินทางมาถึงดาวพฤหัสแล้วละครับ  ตรงนี้ผมยกให้เป็นส่วนสุดยอดของหนังเรื่องนี้  เพราะเป็นภาษาภาพจริง ๆ ภาษาภาพโดยแท้ ภาษาภาพโดยสมบูรณ์แบบ  นั่นคือลูกเรือที่เหลือรอดจากการเล่นงานของฮัล เพียงรายเดียว  พบแท่งหินลึกลับดำมืดที่ล่องลอยอยู่นอกดาวพฤหัสเข้าให้แล้ว  เขาจึงออกจากยานแม่ ขับยานลำเล็กตรงดิ่งเข้าไป  ทันใดนั้น เขาก็เห็นแสงสีอันประหลาดมหัศจรรย์ ดุจดังเขาถูกดูดกลืนเข้าไปในมิติแห่งเวลาและอวกาศ  หนังแสดงเทคนิคสีสันประหลาด โดยที่ไม่มีฉากอะไรเลย นอกจากสีแสงที่เปลี่ยนไปนี้  ผมเคยจับเวลาแต่จำไม่ได้แล้วว่ากี่นาที  เข้าใจว่าไม่ต่ำกว่า ๕ นาที  และก็ดุจดั่งเขาเห็นภาพการเกิดของจักรวาล  การก่อตัวของกลุ่มเมฆ กลุ่มก๊าซ  รวมถึงพื้นปฐพี ซึ่งน่าจะเป็นดาวพฤหัส  แต่ด้วยแสงสีที่ราวกับอีกโลกหนึ่ง

นัยน์ตาของตัวละครเอกของเรา (ผมจำชื่อไม่ได้ว่า ดร.พูล หรือ ดร.บาวแมน ที่รอดชีวิต)  เหลือกลานเต็มไปด้วยความอัศจรรย์ ปนกับความช็อก และใบหน้าสั่นระริก  นี่คืออะไร นี่คือนรกหรือสวรรค์ นี่คือมิติไหน.... ภาพของดวงตาเป็นสีสันตามการเปลี่ยนไปของแสงสีภายนอก  แล้วมาหยุดลงด้วยการโผล่..... โผล่มาในห้องที่มีเครื่องเรือนชั้นดี แต่มันดูเหมือนไม่ใช่ห้องในโลกนี้  และดูเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ  เขาเห็นตัวเองอยู่ในห้องนี้ครับ

เป็นภาพของตัวเองมองตัวเอง  เห็นตัวเองดั่งเป็นคนแปลกหน้า  ตัวเขาเองนั้นยังคงสติเสียอยู่ แต่ดูเหมือนว่าตัวเขาเองที่ถูกมองเห็นนั้น ก็คือตัวเขาเองที่กำลังมองดูตัวเองอยู่ โอย ให้บรรยากาศพิลึกดีแท้  ในที่สุดเขาก็เห็นตัวเองแก่ เจ็บ และตายบนเตียงนอน  แล้วก็เห็นภาพของจักรวาลอีกครั้ง  เห็นเด็กตัวเบ้อเริ่มเทิ่ม ลอยอยู่ ...... นี่คือการแสดงให้เห็นการเวียนว่ายตายเกิดในพุทธศาสนาหรือเปล่า  สิ่งทรงปัญญานอกโลกชักนำให้เรามาพบอะไร  หรือจะบอกเพียงว่า ที่สุดแล้วก็คือวัฏสงสาร  หนังทิ้งให้เรามึนงง ให้เราขบคิดต่อไปแม้ว่าหนังจะจบไปหลายนาที หรือหลายชั่วโมงแล้ว

 (คูบริก)

เรื่องจบลงเพียงเท่านี้  แต่ผมขอสารภาพว่า ผมนั้นเข็ดขยาดกับสำบัดสำนวนของคล้าก เพราะได้อ่านหนังสือแกได้สัก ๒ ถึง ๓ เล่ม  ดังนั้น จึงไม่พิศมัยใฝ่หาหนังสือมาอ่าน  จึงไม่แน่ใจนักว่าผมจะตีความหนังเรื่องนี้ถูกต้องหรือไม่  และความจริงแล้วคล้ากยังแต่งภาคต่อออกมาอีกหลายภาค ได้แก่ ๒๐๑๐ และต่อ ๆ มาอีก  ซึ่งเป็นบทเฉลยเงื่อนงำ และเป็นการผจญภัยต่อ ๆ ไปอีก  ดังนั้น ผมจึงอาจตีความนัยที่นำเสนอในเรื่องนี้ผิดก็ได้  ใครที่ทราบว่าผมผิดตรงไหน หรือมีส่วนไหนที่ผมพลาดไป หรือยังไม่ได้พูดถึง ก็มาแลกเปลี่ยนทัศนะกันครับ

โดย วิกหลุด

 

กลับไปที่ www.oknation.net