วันที่ ศุกร์ กันยายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

7 สิงหา “วันเสียงปืนแตก”


7 สิงหา “วันเสียงปืนแตก”
การปลดแอกอธรรมด้วยกระบอกปืน!

                                                                                          


ปัง ๆ คือเสียง เปรี้ยงปืนรัวร้องดังก้องป่า   ดังคำรามมา เป็นเพลงแห่งชัยของประชา  นาบัวปืนรัว เพื่อนร่วมแนวทาง ทุกคน   ปืนธรรมคำรณ โค่นศัตรูร้าย 
7 สิงหาคม ระดมเพื่อนลุก ขึ้นยืนหยัด   ปืนปฎิวัติผงาดประจัญ ทหารกล้า
นักรบเกรียงไกร ดวงใจศรัทธา นิรันดร์   ดังดวงตะวัน ทอแสงเรืองรอง
 พรรคคอมมิวนิสต์ ชี้ทิศนำทาง   ใสสว่าง ด้วยหนทางแห่งพรรคถูกต้อง
 ภายใต้พรรคนำ กองทัพมุ่งไป ใฝ่ปอง   เพื่อไทยทั้งผองจะได้รุ่งเรือง
7 สิงหาคม อุดมการณ์ของ ทหารป่า   อำนาจรัฐไทยนั้นจักได้มา นั้นด้วยปืน
ของผองเราจง รวมกันหยัดยืน สู้ทน   ก้าวสู่แห่งหนสู้บนทางปืน

(บทเพลง 7 สิงหา สู้บนทางปืน คำร้อง-ทำนอง อดิศร เพียงเกษ,วิสา คัญทัพ,กุลศักดิ์ เรืองคงเกียติ)

 คงปฎิเสธไม่ได้ว่า ในอดีตที่ผ่านมาหากกล่าวถึงประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อมุ่งสร้างสรรค์สังคมใหม่ที่ดีงามตามความคิดความเชื่อทางลัทธิและอุดมการณ์ทางการเมืองของขบวนการประชาชนในประเทศไทยนั้น มีความต่อเนื่องมายาวนานด้วยกันหลายขบวนการ และหนึ่งในขบวนการที่มีบทบาทสำคัญซึ่งแสดงจุดยืนชัดเจนต่อแนวทางการเปลี่ยนแปลงสังคม บนพื้นฐานแห่งสังคมใหม่ที่มีความเสมอภาค ไร้ชนชั้นและการกดขี่ตามความเชื่อของลัทธิมาร์กซิสต์ก็คือ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งได้ประกาศจัดตั้งพรรคอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2485

 เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินสงครามประชาชนภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เพื่อตอบโต้และมุ่งปลดปล่อยโซ่ตรวนแห่งการกดขี่จากอำนาจรัฐอธรรมในยุคสมัยนั้น และนำพามวลประชาอันไพศาลสู่สังคมใหม่ที่ทุกคนใฝ่ฝันถึง ก็คือ วันเสียงปืนแตก เมื่อวันที่ 7สิงหาคม 2508

 “ตามประวัติศาสตร์ อย่างเป็นทางการของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยถือกันว่า วันที่ 7 สิงหาคม 2508 เป็นวันสำคัญวันหนึ่ง จากการที่เกิดเหตุปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหนึ่งกับฝ่ายกองกำลังปฎิวัติของ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ณ บ้านนาบัว อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ซึ่งต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2508 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเปิดประชุมคณะกรมการเมืองขยายวงที่ภูพาน เพื่อวิเคราะห์เหตุการณ์ดังกล่าวและได้มีมติ 2508 ให้ประกาศการต่อสู้ด้วยอาวุธในเขตชนบทอย่างเป็นทางการเพื่อตอบโต้อำนาจรัฐ แต่ให้เปิดทีละเขตบนเงื่อนไขที่เป็นไปได้ หลังจากนั้นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้ประกาศให้วันที่ 7 สิงหาคม 2508 เป็นวันเสียงปืนแตกและเป็นการเริ่มต้นของสงครามประชาชนในเขตประเทศไทยและยังประกาศจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธฝ่ายประชาชนโดยใช้ชื่อว่า พลพรรคประชาชนต่อต้านอเมริกา (พล.ปตอ.)”

  ในเรื่อง “ประวัติและบทเรียนบางประการของพรรคเรา” ของวิรัช อังคถาวร ได้อธิบายถึงกรณีวันเสียงปืนแตกว่า ราวกลางปี 2508 พรรคได้สร้างงานในชนบทขึ้น แต่งานชนบทไม่อาจปิดลับได้นานฝ่ายศัตรูจะเริ่มสนใจและควานหาเพื่อปราบปราม ทำให้กองกำลังของพรรคในป่าต้องเตรียมป้องกันตัวและติดอาวุธ ในเอกสารได้กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า “ต่อมาการปะทะก็เกิดขึ้น นั้นคือกรณี 7 สิงหาคม เป็นการปะทะครั้งใหญ่ครั้งแรก ครั้งนี้ศัตรูเข้ามาปิดล้อมเราเสียสหายคนหนึ่ง ศัตรูเสียชีวิต 1คน เป็นตำรวจชั้นนายสิบ บาดเจ็บขาหัก 1คน เป็นชั้นพันตำรวจโท นี่เป็นกรณีใหญ่ข่าวดังไปทั่วประเทศ ศัตรูได้รู้แน่ชัดแล้วว่าพรรคคอมมิวนิสต์เตรียมต่อสู้ด้วยอาวุธแล้ว”

 ธง  แจ่มศรี  เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยคนปัจจุบันให้ข้อมูลผ่านบทสัมภาษณ์ในนิตยสารสารคดีถึงเหตุการณ์วันเสียงปืนแตกว่า “ความจริงในช่วงนั้นศูนย์กลางพรรคยังมีมติว่าให้พยายามหลีกเลี่ยงการปะทะฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ และ รักษาสภาพที่สงบเงียบเพื่อทำให้งานเคลื่อนไหวใต้ดินเป็นไปโดยสะดวก แต่เหตุการณ์ปะทะที่ บ้านนาบัว อำเภอเรณูนคร เกิดขึ้นเพราะสหาย 6 – 7 ลงไปทำงานมวลชนแต่เนื่องจากเขตงานไม่มีที่กำบัง เกิดเสียลับมีสายรายงานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจเลยสั่งกำลังเข้ามาปิดล้อมมีการสู้รบกัน

 สหายคนหนึ่งชื่อเสถียรถูกยิงตายสหายคนนี้มีความรู้ด้านการทหารเพราะไปเคลื่อนไหวในประเทศลาวมาก่อน พอถูกปิดล้อมก็ยิงสู้กัน ในส่วนเจ้าหน้าที่มีนายตำรวจยศพันโทโดนยิงบาดเจ็บ ตัวสหายเสถียรก็บาดเจ็บ แกยืนหยัดสู้ตายให้สหายที่เหลือแหกวงล้อมไป ตำรวจพากันล้อมทั้งวัน เอาปืนครกมายิงถล่ม พวกสหายที่เหลือจำเป็นต้องซุ่มเงียบรอจนมืดค่ำก็ค่อยๆคลานเล็ดลอดผ่านแนวปิดล้อมจากทุ่งราบขึ้นภูไปได้ ยกเว้นสหายเสถียรที่ยอมตายคุ้มกันให้สหาย พอดีวันนั้นผมไปประชุมที่ดงพระเจ้าออกมาถึงธาตุพนมก็ต่อรถเข้านครพนม สังเกตเห็นตำรวจแห่กันมาเยอะสอบถามดูจึงรู้ว่าเกิดการปะทะกันที่นาบัว วีรกรรมครั้งนั้นถือว่าเป็นเรื่องใหม่และใหญ่ เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้แล้ว ทางกรมการเมืองมีมติให้ถือว่าเป็นวันเสียงปืนแตก”

 ปัจจุบัน แม้ว่าจะมีการนำเสนอข้อมูลว่าเหตุการณ์วันเสียงปืนแตก เกิดขึ้นในวันที่ 8 สิงหาคม 2508 มิใช่วันที่ 7 สิงหาคม 2508 แต่อย่างไรก็ตามความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์การต่อสู้ ซึ่งถือว่าเป็นความหมายและสัญลักษณ์ของเหตุการณ์ครั้งนั้น มีความสำคัญมากกว่า วันที่ ก็คือการลุกขึ้นจับอาวุธเพื่อต่อสู้ให้ได้มาซึ่งความเป็นธรรม ของชาวนาชาวไร่ผู้ถูกกดขี่โดนเอารัดเอาเปรียบ อย่างไม่กลัวเกรงกับอำนาจรัฐเผด็จการ ที่พร้อมจะเข่นฆ่าประชาชนทุกเมื่อหากว่ามีความคิดที่แตกต่างจากชนชั้นผู้ปกครอง!

 ถึง ณ ปัจจุบันนี้นับจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นวันเวลาล่วงเลยมา  ยุคสมัยได้เปลี่ยนแปลง สังคมการเมืองไทยได้คลี่คลายตัวเองไปในทิศทางที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมเพิ่มมากขึ้น สงครามการต่อสู้ของกองทัพประชาชนภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้ยุติบทบาทลง อย่างไรก็ตามคงมิได้หมายความว่าการเอาเปรียบจะหมดไป เป็นเพียงการเปลี่ยนโฉมหน้าและวิธีการ แต่ยังคงมีเป้าหมายเดียวกันอย่างเหนียวแน่น นั้นก็คือ กำไรสูงสุด!

 ดังนั้นภารกิจทางประวัติศาสตร์อันจำเป็นอย่างยิ่งยวดในการเคลื่อนไหวของขบวนการประชาชนร่วมสมัย ณ ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น เอ็นจีโอ และกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสร้างสรรค์สังคมด้านต่างๆ ยังคงต้องรับช่วงในการสืบทอดเจตนารมณ์ ลงมือปฏิบัติเพื่อมุ่งสู่เส้นทางแห่งการปฏิวัติสังคมที่ดีงามร่วมกันต่อไป ในยุคสมัยแห่งทุนนิยม การปฏิวัติเพื่อสังคมใหม่ไม่เคยหล้าสมัย แต่จะใช้วิธีการที่เหมาะสมอย่างไร นี่คงเป็นคำถามซึ่งต้องหาคำตอบร่วมกัน

 แน่นอนที่สุดว่าตราบใดที่สังคมชนชั้นบนวิถีทางแห่งทุนนิยม การขูดรีดส่วนเกินเพื่อสะสมทุน ทำกำไรตอบสนองระบบก็ยังคงดำรงอยู่ ดังนั้นการกดขี่เอารัดเอาเปรียบก็ยังคงดำรงอยู่เช่นเดียวกัน และที่แน่นอนยิ่งกว่านั้นคือ กฎเกณฑ์แห่งสังคมชนชั้นจะต้องทำหน้าที่ การตอบโต้ของผู้ถูกกดขี่จะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นสัจธรรมซึ่งถูกกำหนดขึ้นอย่างรู้เท่าทันและถูกพิสูจน์จากประวัติศาสตร์ครั้งแล้วครั้งเล่า ที่ใดมีการกดขี่ที่นั่นย่อมมีการต่อสู้  คำขวัญนี้จะยังก้องอยู่ในหัวใจผู้รักความเป็นธรรมและมวลชนผู้ถูกกดขี่อยู่ตลอดไปในสังคมแห่งชนชั้น!

                   “ วัน 7 สิงหาเวียนมา   ประชาไชโย  (ไชโยๆ) 
          ไชโยให้กับชัยชนะของประชาชน  หนทางปืน  7 สิงหา  จงเจริญ”
(ในบทเพลง 7 สิงหาจงเจริญ คำร้อง-ทำนอง มงคล อุทก)

เรียบเรียงโดย  ไกรศักดิ์  ศรีพนม
                 เชษฐา  สง่าพันธ์


โดย คอมมูน

 

กลับไปที่ www.oknation.net