วันที่ ศุกร์ กันยายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กาลามสูตร..สูตรแห่งการเรียนรู้


ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าได้เสด็จไปยัง เกสปุตตนิคม ซึ่งเป็นที่อยู่ของชาวกาลามะ ในแคว้นโกศล ชาวกาลามะ ต่างก็มาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเป็นจำนวนมากเนื่องจากว่าเคยได้ยินชื่อเสียงของพระพุทธเจ้า ประชาชนที่ไปเฝ้าพระพุทธเจ้านั้น ได้กราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า "มีสมณพราหมณ์หรือนักบวชในศาสนาต่าง ๆ  ได้เข้าเข้ามาเผยแพร่คำสอนศาสนาของตนอยู่เสมอๆ ซึ่งสมณพราหมณ์เหล่านั้นได้ยกย่องคำสอนของศาสนาตัวเองว่าดีกว่าของคนอื่นและยังได้ว่าศาสนาอื่นไม่ดี พอมีสมณพราหมณ์ นักสอนศาสนาอื่นเข้ามาก็ว่าของตัวเองดีอีกและก็ว่าของคนอื่นไม่ดี ทำให้เกิดความสงสัยว่าใครพูดจริงกันแน่ และควรจะเชื่อใครดี”

พระพุทธเจ้าทรงตรัสตอบชาวกาลามะถึงสิ่งที่ไม่ควรเชื่อ ซึ่งเรียกว่า กาลามสูตร มี 10 ประการคือ

อย่าเพิ่งเชื่อโดยฟังตามกันมา

อย่าเพิ่งเชื่อโดยถือว่าเป็นของเก่าเล่าสืบๆ กันมา
อย่าเพิ่งเชื่อเพราะข่าวเล่าลือ
อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างคัมภีร์หรือตำรา
อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดเดาเอาเอง
อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดคาดคะเนอนุมานเอา
อย่าเพิ่งเชื่อโดยตรึกเอาตามอาการที่ปรากฏ
อย่าเพิ่งเชื่อเพราะเห็นว่าต้องกับความเห็นของตน
อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดควรเชื่อได้
อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดนั้นเป็นครูของเรา

ถ้าเราพิจารณาให้ดีแล้วกาลามสูตรนั้นไม่ได้หมายความว่าจะไม่ให้เราเชื่ออะไรเลย แต่กลับเป็นพระสูตรที่ให้อิสระในด้านความคิดการตัดสินใจ โดยการให้พิจารณาด้วยเหตุผล ไตร่ตรองให้ดีให้รอบคอบก่อนเชื่อ โดยไม่เชื่ออะไรอย่างไร้เหตุผล

ครูควรสอนให้ผู้เรียนคิดด้วยเหตุผล คิดอย่างแยบคาย รอบคอบ และเป็นวิทยาศาสตร์ สอนให้เรียนรู้ด้วยการคิด วิเคราะห์ และอย่าให้ผู้เรียนเชื่ออะไรง่ายๆเพียงแค่ เป็นเรื่องเก่า ข่าวลือ ถือตำรา คาดเดาเอา คะเนเอา ตรึกตามอาการ ต้องความเห็น เชื่อผู้พูด หรือผู้พูดนั้นเป็นครูของเรา

 

อ้างอิง

http://www.dopa.go.th/religion/tammar.html
หนังสือความดีเด่นของกาลามสูตร และ คำสดุดีพระพุทธศาสนาของนักปราชญ์ชาวตะวันตก โดย พระธรรมวิสุทธิกวี วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพมหานคร

 

โดย อาจารย์เศก

 

กลับไปที่ www.oknation.net