วันที่ จันทร์ กันยายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คิดบัญชี นักการเมือง เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ


"คิดบัญชี นักการเมือง" ตีพิมพ์ในเซ็คชั่นจุดประกาย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

ฉบับวันศุกร์ที่ 12 กันยายน 2551

ภาพ: อนุช ยนตมุติ 

ไม่ผิดถ้าจะพูดว่า การหลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรีแบบ "ตายน้ำตื้น" ของ นายสมัคร สุนทรเวช มี เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เป็นต้นเหตุ เพราะเขาเป็นคนที่ยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้พิจารณากรณีนายรัฐมนตรีสมัครจัดรายการทำอาหารทางโทรทัศน์

ถ้ายังจำกันได้ เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ชื่อเดียวกันนี้ เป็นคนเดียวกับที่ทำให้ "ทักษิณ ชินวัตร" ต้องตกม้าตายมาแล้ว จากคดี "เลี่ยงภาษี" การโอนหุ้นระหว่าง คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ให้แก่พี่ชายบุญธรรม

ผู้ชายคนเดียวกันนี้ ยังเดินหน้ายื่นเรื่องร้องเรียนขอให้มีการตรวจสอบรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลอีกหลายคน รวมไปถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกยกสภา ฯลฯ

"เรืองไกร" เป็นใคร ? มีความแค้นเคืองอะไรนักหนากับบรรดานักการเมืองแบบไม่เลือกหน้า

"ตั้งแต่ตอนเด็ก พ่อแม่บอกว่าเป็นคนช่างสังเกต แล้วมักจะชอบว่า 'เรานี่ชอบจับผิดพี่น้อง' คอยฟ้องเรื่องนั้นเรื่องนี้" เป็นเสียงยืนยันแบบอารมณ์ดี ว่าเหตุผลหลักน่าจะมาจากนิสัยส่วนตัว ที่มักตั้งข้อสงสัยเรื่องนั้นเรื่องนี้ ซึ่งถูกพัฒนาไปสู่การเดินหน้าตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อพิสูจน์สิ่งผิดปกติต่างๆ ในเวลาต่อมา
 
สว.สรรหา อาคารชุดส่งประกวด

"เรืองไกร" เกิดและเติบโตที่จังหวัดบุรีรัมย์ ผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดี แต่สุขภาพแย่ ดังนั้น ถึงแม้สามารถสอบเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในที่สุดก็ต้อง "ดร็อป" เรียน เพื่อดูแลสุขภาพ แล้วหันมาเอาดีด้านบัญชี โดยมาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี เกียรตินิยม ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ก่อนจะตามมาด้วยปริญญาโท จากคณะพานิชศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เมื่อสำเร็จการศึกษา เขาเข้ารับราชการที่กองตรวจเงินรัฐวิสาหกิจและเงินทุน สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ก่อนจะทิ้งชีวิตราชการเพื่อ "เก็บเงินแต่งงาน" โดยผันตัวเองไปทำงานในสายงานด้านบัญชีกับบริษัทเอกชนหลายแห่ง

การทำงานใน สตง.ถือเป็นการทำงานที่ต้องใช้ความละเอียดถี่ถ้วนสูง "เรืองไกร" บอกว่าสำหรับเขา ตัวเลขบัญชีถือเป็นความสนุก ทำให้ได้ฝึกการคิด วิเคราะห์ อย่างรอบคอบรัดกุม และในครั้งนั้นที่เขาได้พบกับ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ซึ่งเป็นหัวหน้างานต่างแผนก ที่เขาไม่ได้มีโอกาสสนิทสนมเป็นการส่วนตัวเท่าใดนัก 

"ท่านเป็นหัวหน้าฝ่ายที่ดูแล้วมีความสนุกสนานเฮฮา ก็เหมือนสมัยนี้ แต่ตอนนั้นยังสาวกว่านี้เยอะ" เรืองไกร เล่าด้วยเสียงหัวเราะ

เขายังมีโอกาสได้สัมผัสงานการเมืองและใกล้ชิดนักการเมือง จากการที่ ดร.อนุวรรตน์ วัฒนพงศ์ศิริ ผู้เป็นคุณลุง ซึ่งเขาพักอาศัยอยู่ด้วยในครั้งนั้น เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคชาติไทย และรับตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในสมัย พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยคุณลุงมักจะอาศัยไหว้วานให้เขามาจัดการด้านเอกสารทั้งที่ทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภา นอกจากนี้ เมื่อปี 2531 เขายังถูก ดร.อนุวรรตน์ ขอตัวมาช่วยราชการในช่วงสั้นๆ ก่อนที่จะเกิดการรัฐประหารใน พ.ศ.นั้น

"เรืองไกร" โคจรมาพบกับ คุณหญิงจารุวรรณ อีกครั้งตอนที่เขาเดินทางมายื่นเรื่องกรณี "โอนหุ้น" ที่เหมือนเป็นจุดผกผันให้เขากลับเข้าทำงานที่ สตง.อีกครั้งตามคำชักชวนของคุณหญิง ก่อนที่จะมารับบทล่าสุดคือ สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหา

"ผู้ใหญ่หลายท่านที่เคยดำรงตำแหน่ง สว. ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง คุณสัก กอแสงเรือง ท่านกล้าณรงค์ จันทิก ฯลฯ ก็คิดว่าเราน่าจะเข้ามาทำงานเป็นรุ่นต่อไป แต่ตอนนั้นทาง สตง.เสนอชื่อคนอื่นไปแล้ว คุณหญิงเพิ่งนึกได้ก็มาบอกผม เธอไปหาคนส่งสิ ผมไปถามเพื่อนๆ มันมีสมาคมอะไรบ้างนะ ไปเปิดกฎหมายดู เลยถามไปทางคณะกรรมการจัดการเลือกตั้งว่านิติบุคคลอาคารชุดนี่ได้มั้ย ครั้งแรกท่านบอกว่าไม่ได้ ผมถามกลับไปอีกว่าทำไมไม่ได้ ในที่สุดบอกว่าได้" 

เรืองไกร จึงได้รับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากการเสนอชื่อโดยนิติบุคคลอาคารชุดเซ็นจูเรียนปาร์ค นับแต่บัดนั้น

ผู้ตรวจการ 'กูเกิ้ล'

"ผมคิดอะไรเป็นหลักการ นักบัญชีจะมีหลักหนึ่ง คือคำว่า consistensy คือการทำได้ต่อเนื่องกันไป ถ้ามันสะดุดแสดงว่าต้องมีบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง" เรืองไกร บอกว่า การลุกขึ้นมายื่นตรวจสอบนักการเมือง รัฐมนตรี ไปจนถึงนายกรัฐมนตรี ของเขามาจากการคิดแบบนี้ ซึ่งเป็นวิธีคิดของนักบัญชี ขณะที่วิธีการทำงานเป็นแบบ สตง.

จุดเริ่มต้นของเรื่องที่สนใจมักจะเริ่มจากความสงสัยเล็กๆ ที่มองซ้ายมองขวาแล้วไม่มีใครติดตามตรวจสอบ ทั้งนี้ โดยไม่เกี่ยงว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่  ไม่สนใจว่าเป็นกรณีของนักการเมืองหน้าใหม่ หรือระดับนายกรัฐมนตรี

"ผมไม่เคยตั้งธง ถ้าเราเอาเหตุส่วนตัวขึ้นมาตั้ง ผลจะออกมามันไม่ยุติธรรม ทุกอย่างที่เราทำ เราพยายามทำบนหลักการ แต่ถ้าคู่กรณีหรือคนที่ถูกเราร้องเรียนจะไม่พอใจ มันก็เป็นเรื่องธรรมดา"

เรืองไกรเล่าขั้นตอนการทำงานว่า เมื่อเกิดข้อสงสัย เขาจะเริ่มอ่านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จากนั้นกำหนดว่ามีข้อมูลอะไรบ้างที่จำเป็น แล้วก็เริ่มตระเวนเก็บข้อมูล โดยอาจให้ทีมงานออกไปช่วยขอจากหน่วยงานต่างๆ น่าสนใจอีกอย่างตรง "เว็บไซต์กูเกิล" ซึ่งเรืองไกรบอกว่าเป็นผู้ช่วยชั้นเยี่ยม

"กรณีของคุณสมัครตอนเป็นนายกฯ ใหม่ๆ ก่อนหน้าที่คุณสมัครเปิดบ้าน สื่อจะเข้าไปถ่าย คุณสมัครไม่ให้ถ่าย เอาแต่ทีมงานชิมไปบ่นไป ยกโขยงไปถ่ายรายการ ตอนนั้นผมไม่ได้ดู แต่เทคโนโลยีช่วยได้ กูเกิลเก็บให้เรา พิมพ์คำว่า 'ชิมไปบ่นไป' ปุ๊บ รายการขึ้นมาให้เยอะแยะไปหมด เราเอามาจัดเรียงลำดับความสำคัญ" จากนั้นนำข้อมูลทั้งหมดที่ได้มาศึกษา วิเคราะห์ เพื่อหาวิธีดำเนินการยื่นเรื่องร้องเรียนในลำดับต่อไป

กฎหมายดี ประชาชนใช้เองได้

เรืองไกร บอกว่า กรณีการตรวจสอบที่ผ่านๆ มา เขาดำเนินการในฐานะประชาชน โดยไม่ต้องอาศัยตำแหน่ง สว. เพราะข้อมูลต่างๆ เปิดกว้างให้เข้าถึงได้สะดวก โดยเฉพาะข้อมูลทางราชการที่หลายคนอาจเห็นเป็นเรื่องยุ่งยากล่าช้า เรืองไกร บอกว่า ถ้ารู้วิธีใช้ เอกสารทางราชการเหล่านี้ล้วนเป็นหลักฐานสำคัญที่มีประโยชน์ต่อทุกคดี

แม้กระทั่งการยื่นเรื่องร้องเรียนเป็นลายลักษณ์อักษร เรืองไกรก็เขียนคำร้องด้วยตัวเอง โดยไม่ได้พึ่งมือกฎหมายหรือทนายที่ไหน

"วิธีการคือ อ่านกฏหมายเสร็จ ก็ไปดูคำร้อง เขียนคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ อยากให้ศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนอย่างไร เราต้องมีแนวทางขอ เขียนคำร้องไปหาท่านเอง โดยดูตัวอย่างจากคำวินิจฉันของศาลรัฐธรรมนูญแต่ละปีที่มีให้เราค้นเยอะมาก อ่านเป็นกรณีๆ ไป ยิ่งถ้าเป็นศาลปกครองไม่มีรูปแบบที่จำกัด ประชาชนดำเนินการเองได้ ยกเว้นกรณีที่เขากำหนดว่าต้องมีทนายเซ็นรับรอง เราก็ไปหาทนายมาเซ็นให้" 

ถามว่า ทำไมถึงมีกรณีปัญหาของนักการเมืองให้เรืองไกรยื่นเรื่องร้องเรียนมากมายถึงขนาดนี้ กลไกการตรวจสอบของบ้านเรายังบกพร่องใช่หรือไม่ ?

"กลไกมีอยู่แล้ว แต่ถ้าภาษานักบัญชีอาจจะเรียกว่า audit programme หรือเทคนิกการตรวจสอบแบบ verified analysis คือเราเอาประยุกต์วิธีการทางบัญชีมาใช้กับทางการเมือง โดยหลักการเราต้องมี audit period ทุก 3 เดือน แต่ที่มาเจอเยอะ คือไม่เคยทำ เหมือนบริษัทตั้งมา 20 ปี ไม่เคยให้ผู้ตรวจสอบบัญชีมาตรวจเลยว่า สถานะการเงินถูกต้องไหม เป็นไปตามมาตรฐานที่วางไว้หรือไม่ และมีข้อผิดพลาดหรือข้อทุจริตที่ตรวจพบหรือเปล่า"

แล้วทำไมที่ผ่านมากลไกการตรวจสอบที่มีอยู่จึงไม่ทำงาน ? 

เรืองไกรชี้ว่า ปัญหาอยู่ที่คนใช้ ซึ่งก็คือบรรดาเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง 

"ถ้าเจ้าหน้าที่เข้าใจก็จะบอกประชาชนได้ว่าคุณมีสิทธิ และจะเรียกร้องสิทธิของคุณได้อย่างไรบ้าง แต่ปัญหาของกฎหมายบ้านเราคือ มันถูกนำไปใช้บังคับแต่กับคนที่ไม่รู้กฎหมาย แต่สำหรับคนที่รู้ กลับเอาไปใช้เพื่อสนับสนุนการกระทำที่ไม่ถูกกฎหมาย" นี่ยังไม่นับการสะดุดหยุดชะงักจากการถูก "บล็อก" ในขั้นตอนต่างๆ ที่ส่งผลให้กรณีปัญหาไม่ถูกส่งไปสู่กระบวนการยุติธรรมจนถึงขั้นตอนสุดท้าย 

เขาเห็นว่า สิ่งสำคัญคือต้องช่วยกันป่าวประกาศให้ประชาชนได้รับรู้ถึงสิทธิที่จะตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลต่างๆ ซึ่งกฎหมายเปิดกว้าง อีกทั้งรัฐธรรมนูญก็รองรับ และที่ผ่านมา เขาเชื่อว่าสังคมมีความตื่นตัวในเรื่องเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น

เรืองไกรเชื่อมั่นเอามากๆ ว่าสังคมจะเดินหน้าสู่ความโปร่งใส และตรวจสอบได้ในทุกวงการ

การเมืองวิกฤติ ชีวิตนิ่ง

การเมืองไทยระส่ำระสายจนถึงขีดวิกฤติ "เรืองไกร" พาตัวมาอยู่ใกล้สถานการณ์ร้อนๆ ถามว่าถึงวันนี้อุณหภูมิในชีวิตของเขาขึ้นลงสักเพียงไหน

"ไม่เกี่ยวกันเลย อย่างตอนตามเรื่องหุ้น ผมก็ไม่ได้สนใจการเมืองมากนะ เค้าจะยุบพรรคจะอะไร พันธมิตรจะเคลื่อนไหวอย่างไร ผมไม่ได้คิดมาก ก็ไปเดินดูอยู่บ้าง ซื้อเสื้อเขามาใส่ เพราะรุ่นแรกๆ เนื้อผ้าดีนะ แต่ใส่ก็ต้องระวังนิดหน่อยเวลาขึ้นแท็กซี่" เรืองไกร พูดถึงชีวิตที่ยังคงดำเนินไปตามปกติธรรมดา

เรืองไกรบอกว่า ภรรยาของเขามีรายได้จากการทำงานด้านตรวจสอบบัญชีเอกชน ตัวเขาเองทำงานมีเงินเดือนจากตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา กับยังมีรายรับจากดอกเบี้ยที่ถือว่าพอเลี้ยงตัวเลี้ยงครอบครัว เขาไม่ใช่คนใช้จ่ายฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย และหยุดเที่ยวเตร่หลังจากมีครอบครัวมั่นคง 

ทุกวันนี้ เขาตื่นเช้าไปโรงเรียนส่งลูกๆ 2 คนซึ่งกำลังเรียนชั้นประถม จากนั้นเข้ามานั่งทำงานที่ตึกรัฐสภาไปจนถึงช่วงเย็น เมื่อได้เวลารับเด็กๆ กลับบ้านเขาขอเบรคงานทุกภารกิจเพื่อใช้เวลากับครอบครัว จนกระทั่งส่งลูกๆ เข้านอนเรียบร้อยแล้ว จึงจะเริ่มต้นทำงานค้นคว้าข้อมูลต่างๆ ต่อไปในช่วงดึกสัก 2-3 ชั่วโมง

"สิ่งที่อยากได้คือ ความสุขกาย สุขใจ ไม่ทุกข์ ไม่มีหนี้สินที่จะทำให้เราไม่มีอิสระ" เป็นเป้าหมายง่ายๆ ในชีวิตสำหรับ เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ

'เช็คบัญชี' นักการเมือง
โดย เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ

  •  ยื่นร้องกรณี "เลี่ยงภาษี" การโอนหุ้นระหว่าง คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ให้แก่ นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายบุญธรรม
  •   ยื่นตรวจสอบ นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เรื่องเอื้อประโยชน์แก่บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) โดยนายโฆสิตเคยเป็นกรรมการของบริษัทผาแดงฯ 
  •   ยื่นตรวจสอบการถือหุ้นและการเสียภาษีของ ส.ส.ทั้ง 480 คน 
  •    ยื่นตรวจสอบ นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ว่าถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐ 
  •    ยื่นตรวจสอบคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กรณีภรรยามีเงินลงทุนในคณะบุคคล 9 แห่ง และมีเงินลงทุนในห้างหุ้นส่วนสามัญอีก 1 บริษัท 
  •    ตรวจสอบบริษัท เพื่อนพ้องน้องพี่ จำกัด ของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายจักรภพ เพ็ญแข อดีต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคพลังประชาชน และนายวีระ มุสิกพงศ์

          ฯลฯ

วิดีโอคลิป "เรืองไกร" สงสัย "สมัคร" ทำอาหารไม่อร่อย



" คลิ้ก play เพื่อเริ่มดู clip "


โดย rachada

 

กลับไปที่ www.oknation.net