วันที่ อังคาร กันยายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หมอเฉิ่มกับผู้พิฆาตสมัคร


          สายฝนเย็นฉ่ำที่สาดกระเซ็นผ่านหน้าต่างลงมาประพรมใบหน้าปลุกฉันตื่นจากนิทรารมย์ ท้องฟ้าที่มืดทมึนไปด้วยกลุ่มเมฆสีดำทำให้บรรยากาศของเช้าวันที่ 2 กันยายน 2551 ดูมาคุอย่างไรพิกล ฉันรีบกระวีกระวาดแต่งเนื้อแต่งตัวเพื่อเดินทางไปสนมบินหาดใหญ่จังหวัดสงขลา เสียงกรีดร้องของโทรศัพท์แทรกผ่านอากาศทำให้หลุดจากภวังค์

 

“นี่...เธอรู้หรือยังว่าเขาประกาศภาวะฉุกเฉิน”

“อะไรนะ...เกิดอะไรขึ้น”

“น่ากลัวมาก กลุ่มนปข.ยกพวกมาถล่มพันธมิตร ไล่ฆ่ากันยับ”

“หา..”

“เขาเพิ่งประกาศนี่แหละ เธอจะไปอีกเหรอ”

“ไปสิ นัดสำนักควบคุมป้องกันโรคจังหวัดสงขลาไว้แล้ว”

“เขาเปิดสนามบินแล้วเหรอ”

“เปิดแล้วเมื่อวันก่อน”

“เออๆ ยังไงๆ ก็ระวังตัวด้วยนะ”

“ขอบคุณมากเพื่อน ถ้าไม่ตายจะโทรมาหา..ฮิฮิ”

ฉันนั่งรถเทกซี่ผ่านเข้าสู่สนามบินเชียงใหม่ ตำรวจ ทหาร และยาม ตั้ง

ด่านตรึม ขนาดเขียดยังไม่มีปัญญาแหกด่านออกมาเลย

“เออ..คุณคะ ตกลงสนามบินหาดใหญ่ยังเปิดอยู่ใช่ไหม”

“เปิดค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นก็เช็คกระเป๋าถึงสนามบินหาดใหญ่เลยค่ะ”

                           

ฉันไปถึงสนามบินดอนเมืองอันแสนเงียบเหงา มีเวลาราว 3 ชั่วโมง จะนั่ง

หาวนอนหาวก็มิใช่วิสัยจึงชวนคุณโปร่งโล่งตุ๊กตากระดูกคู่ใจเข้าอินเตอร์เน็ตไปเยี่ยมชุมชนชาวบล็อก เสียงโทรทัศน์ประกาศข่าวภาวะฉุกเฉินดึงดูดผู้โดยสารทุกผู้ทุกนามในห้องพักรับรองพิเศษไปยืนออที่หน้าจอ  ฝนที่โปรยปรายและท้องฟ้าที่ขมุกขมัวทำให้บรรยากาศมาคุสุดๆ

         

แล้วก็มีเสียงประกาศเรียกชื่อฉันคนเดียวให้ไปติดต่อเจ้าหน้าที่ด่วน ซวยละหว่า ขออย่าให้เป็นอย่างที่คิดเลย

“สนามบินหาดใหญ่ปิดค่ะ”

“อ้าว..เมื่อเช้าทางสนามบินเชียงใหม่ยังบอกว่าเปิดเลย”

“ตอนนี้โดนปิดแล้วค่ะ เอาไงดีคะ”

“เอาไงดี....ไปก็ไม่ได้ จะอยู่ทำไมละคะ ช่วยดูหน่อยว่ามีเที่ยวบินกลับเชียงใหม่ไหมคะ”

“มีตอนบ่าย 3 โมงเศษ”

“เอาค่ะ”

ฉันลากสังขารกลับมาถึงสนามบินเชียงใหม่ ตั้งแต่เช้ายังไม่มีอาการหลักตกถึงท้องเลย ขอฟาดปิซซ่าสนามบินให้หนำใจสักหน่อย เมื่อลากกระเป๋าผ่านอาคารผู้โดยสารขาออกก็รู้สึกมันโล่งๆ อย่างไรพิกล ฉับพลันทันใดนั้นตาก็กวาดไปเห็นตำรวจ 3 – 4 นาย ยืนรายล้อมวัตถุต้องสงสัยรูปทรงกระบอกมีกระดาษหุ้มห่อแน่นหนาบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกวางตั้งบนพื้น  อุ๊...แม่เจ้า จะอะไรกันนักกันหนาวะวันนี้ ‘ใช่ระเบิดหรือเปล่า’ ‘หรือเป็นเจกัน’ ‘อาจจะเป็นข้าวหลามก็ได้นะ...แต่ข้าวหลามกระบอกเบ้อเริ่มขนาดนี้ไม่มีขายที่เชียงใหม่นี่หว่า’ ‘หรือเป็นระเบิด’  พอคิดได้ดั่งนี้ความอยากปิซซ่าอันตรธานไปสิ้น เพราะนึกภาพ ‘หญิงไทยไม่ทราบชื่อร่างแหลกเละมีเศษแป้ง ไส้กรอก หอมหัวใหญ่ และเห็ดกระจุยกระจายโดยรอบแถมซอสมะเขือเทศผสมเลือดแดงๆ กระเด็นไปทั่วปัถพี’  กลับไปกินข้าวเหนียวปลาทอดของแม่ก็ได้วุ๊ย

วันที่ 11 กันยายน (911) ฉันต้องเดินทางกลับไปใหม่เพราะงานยังไม่ได้ทำ ดันเดินทางครบรอบวันผู้ก่อการร้ายถล่มตึก World Trade Center ที่อเมริกาเสียอีก เอาไว้มีโอกาสเมื่อไรค่อยเล่าเรื่อง 911 สมัยเมื่อไปอยู่อเมริกาก็แล้วกัน  หวังว่าคงรอดปลอดภัยไปทำงานให้ชาติบ้านเมืองได้นะ ฉันเกรงใจญาติสุดๆ แต่ป้าสายฝนกับลุงสายฟ้าก็ใจดีตามมาส่ง แถมออกอาการเสียจนบรรยายมืดครึ้มแสนวังเวงไปทั่วทุกหัวละแหง

ถนนจากสนามบินหาดใหญ่ตรงเข้าสู่ตัวเมืองสงขลาร่มครึ้มด้วยต้นไม้ใหญ่ที่ยืนโบกกิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาอยู่สองข้างทาง  เมื่อเข้าสู่ตัวเมืองจะเปลี่ยนเป็นต้นเฟื่องฟ้าสีม่วง แดง ส้ม และเหลือง ตัดกับใบเขียวสดก็ดูสดใสสวยงาม มีช่องทางสำหรับรถจักรยาน

ถนนเรียบหาดมีผู้คนจูงลูกเด็กเล็กแดงออกมาเดินเล่น นาคพ่นน้ำริมทะเลดูเด่นเป็นสง่ายามต้องแสงไฟ

แวะเวียนดูร่องรอยระเบิดหลายจุดที่จางหายไป ร้านรวงเปิดค้าขายแม้จะมีลูกค้าบางตาก็ตาม

ฉันตื่นแต่เช้าออกมาดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ชายหาดสงขลา แสงสีส้มที่สอดแทรกตามแผ่นฟ้าและเมฆขาวก่อเกิดริ้วสายสีส้มแดงน้ำเงินฟ้าดูวิจิตรสวยงามอย่างบอกไม่ถูก เสมือนจิตรกรเอกมาสะบัดฝีแปลงบนแผ่นนภา ฉันรับโครงการกุศลปีละเรื่องและขอตั้งจิตมั่นจะทำงานเพื่อวงการสาธารณสุขไทยอย่างเต็มกำลัง หวังว่าคงลุล่วงไปด้วยดี  

“เฮ๊ยก๊วย...เอาเสื้อกับมือตบสยบมารมาให้”

“เสื้ออะไร มือใครตบใคร”

“เสื้อคนใต้รักชาติ กับมือตบเวลาไปฟังพันธมิตรจะได้ไม่เจ็บมือ”

“นายเอ๊ย วันลาพักร้อนยังจะโดนตัดทิ้งเลย แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปฟังละ”

“เออ...เอาไปเถอะเพราะผมก็ไม่รู้จะไปใส่ตอนไหนได้”

“เราก็ชักสับสนว่าวันไหนจะใส่สีอะไร แล้วใส่ที่ไหนด้วยหวะ เห็นเขาว่ามีทั้งเหลือง แดง ดำ ขาว เทา สงสัยต้องแก้ผ้าเดินไป”

“…….” เพื่อนคงนึกภาพสังขารที่อนาถใจของฉันไม่ไหว

หลังจากภารกิจรอบนี้เสร็จก็ลากสังขารกลับมาที่สนามบินหาดใหญ่ จะใส่เสื้อดำคนใต้ก็กลัวเขาจะกักไว้หน้าสนามบิน ครั้นจะใส่เสื้อเหลืองมาถึงเชียงใหม่ก็อาจจะผิดกาลเทศะ กลับไปใส่เสื้อยืดลายดำกางเกงขาสั้นตรากะโหลกคู่ใจดีกว่า เพราะดูยังไงยังไงก็ไม่สามารถจัดอยู่ฝ่ายไหนได้

ที่อาคารผู้โดยสารขาออกจะมีป้ายเตือนภาษาไทยคู่กับอังกฤษเพราะกลัวเรื่องระเบิด ไอ้ภาษาไทยพอเข้าใจอยู่ แต่ภาษาอังกฤษนี่สิ...งงนักแล

ระหว่างนั่งรอขึ้นเครื่องก็ได้พานพบกับความเรียบง่ายของท่านชวนอีกครั้ง คนที่จำได้ก็เข้าไปขอถ่ายรูปบ้าง ขอลายเซ็นบ้าง ฉันขอปลื้มอยู่เงียบๆ เพราะไม่อยากรบกวนท่าน

เมื่อผู้คนสร่างซาจึงค่อยเดินเข้าไปในเครื่อง ได้นั่งที่ 36A ซึ่งโดยปกติฉันจะขอที่นั่งริมทางเดิน แต่คราวนี้ทำไมเห็นแต่ไม่สะกิดใจก็ไม่รู้

“ขอโทษค่ะ” ฉันยิ้มกล่าวกับชายวัยกลางคนรูปร่างผอมผมสีขาวสลับดำท่าทางใจดี เพื่อขอเข้าไปนั่งข้างใน น้าหรือลุงไม่รู้ น่าจะเป็นลุงได้

“ครับ” คุณลุงยิ้มให้

ฉันจัดการสอดเป้ที่มีคุณโปร่งโล่งห้อยอยู่เข้าไปใต้ที่นั่งแล้วเอางานมาทำต่อ งานหลายชิ้นและต้นฉบับหลายเรื่องต่างสำเร็จในช่วงการเดินทางทั้งนั้น

“ขอโทษค่ะ” ฉันเอื้อมมือไปเปิดไฟที่อยู่เหนือที่นั่งคุณลุง พอทำไปสักพักชักปวดท้องฉี่

“ขอโทษค่ะขอไปเข้าห้องน้ำ” คุณลุงก็ยังยิ้มขมีขมันยกขาหลีกให้ฉันผ่านออกไป

“ขอโทษค่ะ” อีกแล้ว..นังนี่ขอทางเข้าไปนั่งอีก คุณลุงก็ยังยิ้มอยู่

พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเดินมานั่งคุกเข่าสวัสดีคุณลุง สงสัยถ้าจะเป็นลุงหลานกัน

ฉันเริ่มตาปรือจึงเอนกายลงนอน ขณะกำลังเคลิ้มๆ ก็ได้ยินเสียงเพลง แต่เอ๊ะ...เสียงร้องเพลงมันไม่เข้ากับทำนองในเครื่องบินที่เปิดอยู่นี่ ฉันเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ อุ๊...แม่เจ้า....คุณลุงร้องเพลง เท่าที่เคยนั่งเครื่องบินมาไม่เคยเจอใครร้องเพลงเป็นจริงเป็นจังอย่างนี้มาก่อน อย่างเก่งก็แค่ฮัมเพลง ตายละ..หรือว่าแกเพี้ยน จิตคิดปรุงแต่งขึ้นมาฉับพลัน ฉันตาเบิกโพลงรีบชันกายขึ้นนั่งทันใด อุ๊...แม่เจ้า....คุณลุงเขย่าขาเข้าจังหวะร้องเพลงไปด้วย ขอดูทีท่าก่อนแล้วค่อยว่ากัน สักพักใหญ่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น คุณลุงคงเป็นตนอารมณ์ดีกระมัง ฉันคงคิดมากปรุงแต่งไปเอง

  เครื่องลงจอด คุณลุงช่วยพี่ผู้หญิงแถวหน้ายกกระเป๋า แล้วช่วยดึงสายรัดกล่องของพี่ชายแถวข้างๆ ดูช่างมีน้ำใจดีแท้หนอ ฉันรีบเดินออกจากงวงช้างแซงคุณลุงมุ่งสู่ชั้นสองของอาคารซึ่งมีประตูทางลัดเข้าสู่อาคารผู้โดยสารขาออก แสดงบัตรให้ยามเห็นแล้วรีบสาวเท้าผ่านเข้าประตูที่เชื่อมต่อไปยังอีกปีกตึกซึ่งมีห้องรับรองพิเศษอยู่ เวลาดึกๆ เกือบสามทุ่มดูเงียบวังเวงอย่างบอกไม่ถูก มีฉันเพียงผู้เดียวที่ย่างเยื้องอยู่แถวนี้ ฉับพลันก็ปรากฏเสียงฝีเท้าดังก้องตามทางเดินไล่หลังฉันมา เสียงพื้นรองเท้าที่เสียดสีกับพื้นดังก้องไปทั่วทางเดินแคบๆ ที่มีผนังตึกกับความมืดบีบรัดไว้รอบด้าน มันเสียดแทงเข้าไปถึงต่อมความกลัวให้รั่วแตก  โดยปกติก็เป็นคนที่เดินไวปานวอกอยู่แล้ว ครั้งนี้ฉันรีบสาวเท้าให้เร็วขึ้นกว่าเดิม เสียงฝีเท้าซอยถี่ขึ้นตามมาขณะที่ฉันเลี้ยวซ้ายไปสู่ห้องรับรองที่เห็นอยู่ลิบๆ ใครกันนะ คงจงใจตามฉันมาแน่เลย ฉันรีบจ้ำอ้าว ขนหัวลุกเมื่อยินเสียงฝีเท้าที่ตามมาติดๆ ดังชัดขึ้นเรื่อยๆ

“อาจารย์ครับ เดินเร็วมาก” เสียงคุ้นหูดังขึ้น

ฉันหันขวับไปตามเสียง

“อ้อ...(เฮ้อ)..อาจารย์หรือคะ” ฉันฉีกยิ้มให้คุณลุงอย่างโล่งอกไม่รู้ว่าท่านเป็นใคร แต่คงเป็นอาจารย์สอนอะไรสักอย่างที่ฉันเคยรู้จัก สมองส่วนนี้ฉันแย่มาก จับคนสลับชื่อวุ่นวายไปหมด ทักผิดคนก็ยังเคย

“แข็งแรงมากเลยนะครับ” ท่านกล่าวชมควายตัวน้อย

จะไม่ให้ไวอย่างไรได้ ก็ปอดแหกนี่นา

เราเดินผ่านผู้โดยสารที่นั่งพักในห้องรับรองพิเศษซึ่งลุกกันพรึบไหว้คุณลุง พอเดินอ้อมผ่านหน้าเคาเตอร์ แม่นางฟ้าพ่อเทวดาก็ลุกขึ้นไหว้คุณลุงกันเพียบ เออ...แปลกดีนะ

“หนูต่อไปเชียงใหม่ค่ะ อาจารย์ละคะ”

“ผมกลับบ้านในกรุงเทพนี่แหละ” ท่านยิ้มเขย่ากุญแจรถในมือ คุณลุงผู้มีอารมณ์ดีคนนี้เป็นใครก็ไมู่้ แต่ต้องยิ่งใหญ่มาก ไม่ใช่ขี้ขี้เลยนะนี่ ขนาดจอดรถแถวอาคารห้องรับรองพิเศษได้ และใครต่อใครก็ไหว้ท่านทั้งนั้น

“สวัสดีค่ะ” ฉันไหว้ล่ำลาคุณลุงที่โบกมือยิ้มให้

“คุณคะ ท่านคนนั้นเป็นใครคะ” ฉันเอ่ยถามแม่นางฟ้า

“ท่านจรัญ” หล่อนตอบขณะมองฉันอย่างแปลกใจ คงงงว่ายายบ้านี่คุยกับคนไม่รู้จักเป็นคุ้งเป็นแควได้อย่างไรกัน

“จรัญไหนจรัล มโนเพชร ก็ตายแล้วนี่ ฉันงง

“ท่านจรัญ ภัก........”

“พรรค...อะไรนะ”

“ภัก...” หล่อนทวนอีก แต่ฉันจำไม่ได้

“เป็นใครเหรอ”

“(โอ๊ยจะบ้าตายยายงี่เง่า)” ถ้าหล่อนพูดได้

“ประธานศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินคดีนายกสมัครไง”

“……เอื๊อก” ฉันรู้สึกมีสภาพดั่งถูกแขวนคอเหมือนคุณโปร่งโล่ง

 

เมื่อกลับมาทำงานที่ภาควิชา เพื่อนๆ พากันด่าขรมว่าแทนที่จะถ่ายรูปท่านจรัญดันไปถ่ายท่านชวน คุณลุง...เอ๊ย..ท่านจรัญคงนึกว่านานทีปีหนจึงจะพบเต่าล้านปีที่ไม่รู้จักท่านสักคน ดีนะที่ไม่รู้ว่าฉันทำงานที่ไหน มิฉะนั้นคงเสื่อมเสียชื่อเสียงคณะแย่เชียว ไอ้หมอเฉิ่มเอ๊ย

 

โดย พี่ก๊วย

 

กลับไปที่ www.oknation.net