วันที่ พุธ กันยายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตัวใครตัวมันครับ น้องๆ


“การ์ดพันธมิตร-นักรบศรีวิชัย” ยังออกอาการถ่อยคุกคามช่างภาพ-สื่อมวลชนไม่เลิกรา ล่าสุดช่างภาพ “ข่าวสด” โดนเข้าอีกราย ขณะกำลังถ่ายรูปความซกมกในทำเนียบ ถูกหิ้วปีกเข้าเต็นท์ มีนักเลงกว่า 20 คนล้อมกรอบ รื้อค้นข้าวของ-ข่มขู่จนหนำใจถึงได้ปล่อยตัว พ้อโทร.เข้าโรงพิมพ์แจ้งหัวหน้าก็ไม่มีใครสนใจ แถมยังไม่คาดหวังกับองค์กรสื่อเพราะไม่เคยเห็นทำอะไรจริงจัง ทั้งที่เรื่องถูกคุกคามเกิดขึ้นมาแล้วหลายกรณี ชี้ผู้ใหญ่สมประโยชน์กันจนสื่อไม่กล้าแตะพันธมิตรฯ เผยเพื่อนช่างภาพต้องปรับทุกข์ให้กำลังใจกันเอง เพราะไม่รู้จะพึ่งใคร

โดยล่าสุดช่างภาพของหนังสือพิมพ์ข่าวสด ถูกนักรบศรีวิชัยข่มขู่หลังถ่ายภาพความรกรุงรังของเต็นท์ผู้ชุมนุม และภาพความสกปรกของห้องอาบน้ำ บริเวณหน้าสำนักเลขานุการคณะรัฐมนตรี หรือตึกแดง แม้จะแสดงบัตรประจำตัวว่าเป็นสื่อมวลชน แต่นักรบศรีวิชัยไม่สนใจ โดยบอกว่า 
“ไม่ดูบัตรไปคุยกันก่อน” ก่อนจะหิ้วปีกเข้าไปภายในเต็นท์ที่พัก และยกพวกมาล้อมกรอบจำนวนมาก พร้อมค้นดูเอกสารทั้งหมดจนพอใจจึงยอมปล่อยออกมา โดยอ้างเหตุผลว่า เมื่อคืนที่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่ทำเนียบแอบเข้าไปขโมยเอกสารภายในสำนักเลขาฯ จึงต้องเข้มงวด”

อย่างไรก็ดี ช่างภาพวัยประมาณ 30 ปีเศษ คนนี้ได้เปิดใจอีกครั้ง โดยลำดับเหตุการณ์ให้ฟังว่าเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมา ได้รับคำสั่งจากหัวหน้าให้เข้าไปถ่ายภาพบรรยากาศความเละเทะในทำเนียบรัฐบาล เพื่อที่จะทำสกู๊ปพิเศษ

โดยได้เดินเข้าประตูทางเข้าที่ 5 บริเวณตึกแดง หรือตึกสำนักเลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรี ด้านตรงข้ามกับกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อเดินเข้ามาจะพบเต็นท์ตั้งอยู่ฝั่งขวามือ และจะมีทางเชื่อมเล็กๆ สามารถเดินไปทางสำนักนายกรัฐมนตรีได้ และเมื่อเดินไปบริเวณดังกล่าวพบเต็นท์กลุ่มพันธมิตรฯ เขียนป้ายติดเอาไว้ว่านักรบศรีวิชัย ภายในมีไม้กอล์ฟ และไม้อยู่จำนวนมาก จึงได้ถ่ายภาพไว้

ขณะกำลังถ่ายภาพอยู่นั้นมีผู้ชายคนหนึ่ง เชื่อว่าเป็นสมาชิกกลุ่มนักรบศรีวิชัย เดินเข้ามาแล้วตะโกนถามว่า “ถ่ายอะไร” จึงตอบกลับไปว่า “ไม่มีอะไร ถ่ายภาพเฉยๆ ผมเป็นช่างภาพมาทำงาน แต่ถ้าพี่ไม่ให้ถ่ายผมก็ไม่ถ่าย งั้นผมขอเดินผ่านไปทางรังนกกระจอกหน่อย” พร้อมกับแสดงบัตรผู้สื่อข่าวให้ดู แต่ปรากฏว่าผู้ชายคนดังกล่าวไม่ให้ผ่าน และห้ามไม่ให้ถ่ายภาพต่อโดยบอกว่า “บริเวณนี้นายห้าม”

จึงเดินถอยหลังออกมาตั้งใจว่าจะเดินอ้อมไปทางร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ที่อยู่อีกฝั่ง ซึ่งไกลมากกว่าจะเดินไปถึงรังนกกระจอก ไม่เหมือนกับเดินผ่านทางเต็นท์ของนักรบศรีวิชัย แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไรเพราะไม่ต้องการจะมีเรื่องกัน อะไรยอมและคุยกันได้ก็ทำ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของตัวเองด้วย

ในตอนนั้นยอมรับว่าอากาศร้อนมาก เมื่อเดินถอยหลังกลับมาผ่านบริเวณที่กลุ่มพันธมิตรฯ นำผ้าใบมาขึงเป็นห้องน้ำริมตึกแดง พบกางเกงใน เสื้อใน ผ้าขาวม้าและเสื้อผ้าผึ่งแดดแขวนอยู่บนราว จึงถ่ายภาพเก็บไปเรื่อยๆ จู่ๆ ก็มีกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 20 คน ซึ่งดูแล้วเข้าใจว่าเป็นคนละกลุ่มกับคนก่อนหน้าที่ได้พูดคุยด้วย เข้ามาถามด้วยเสียงเข้มว่า “ถ่ายอะไร”

ก็ตอบไปว่า 
“ถ่ายเรื่อยเปื่อย จะไปทำสกู๊ปข่าว” พร้อมกับยกบัตรผู้สื่อข่าวที่คล้องคออยู่ให้กลุ่มชายเหล่านั้นดู หนึ่งในกลุ่มนั้นก็พูดขึ้นมาว่า “เดี๋ยวค่อยดู ไปคุยกันในเต็นท์ก่อน” จากนั้นก็มีชาย 2 คนเดินตรงเข้ามาหาแล้วล็อกแขนทั้ง 2 ข้างไว้ พร้อมดึงให้เดินตามกลับเข้าไปในเต็นท์

“ขณะนั้นบอกตรงๆ คิดถึงพระคิดถึงเจ้าอย่างเดียว นึกว่าต้องโดนแน่ๆ ภาวนาถึงพระตลอด กลัวมาก กำพระพิฆเนศที่คอไว้แน่น ขอให้รอดๆ”

พอไปถึงในเต็นท์มีกลุ่มชายฉกรรจ์อยู่ตรงนั้นอีก 20 คน มี 2 คนเดินปรี่เข้ามาหา แล้วพูดว่า “เฮ้ยมีอะไร มาทำอะไร” ก็ได้ตอบเหมือนทุกครั้งว่า “ผมเป็นช่างภาพ มาทำงาน ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ด้วย คุยกันดีๆ ก็ได้ ไม่เห็นต้องลากกันเข้ามาคุยอย่างนี้เลย” 

จากนั้นก็ให้กระเป๋าที่ถือมาไปตรวจสอบ ซึ่งในนั้นมีทั้งบัตรสื่อมวลชนผ่านเข้าออกทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา บช.น. และบัตรอนุญาตสถานที่ราชการหลายใบ รวมทั้งบัตรพนักงานหนังสือพิมพ์ข่าวสดด้วย

กลุ่มชายฉกรรจ์ได้นำกระเป๋าไปตรวจค้น จากนั้นก็มีผู้ชายคนหนึ่งบอกว่าให้ปล่อยแขน และพูดในทำนองขอร้องอย่าถ่ายภาพบริเวณดังกล่าว เนื่องจากนายสั่งห้ามไว้ โดยมีการเล่าถึงเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ของทำเนียบรัฐบาลเคยลอบเข้ามาบริเวณนี้ครั้งหนึ่ง ซึ่งฟังไม่ค่อยได้ศัพท์แต่จับใจความได้ว่า เมื่อครั้งที่กลุ่มพันธมิตรฯ เข้าบุกยึดทำเนียบรัฐบาล เจ้าหน้าที่บางคนคงจะลืมคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก และของมีค่าไว้ ภายหลังจึงได้แอบเข้ามาเพื่อเอาของตัวเองกลับไป แต่กลุ่มพันธมิตรฯ จับได้และกล่าวหาว่ามาขโมยของ ทั้งยังกลัวว่าจะเป็นพวกนปก. แอบแฝงตัวเข้ามา รวมทั้งครั้งนี้ก็เข้าใจว่าตนเองจะเป็นสายของนปก. หรือไม่ก็ขโมย แต่ก็ได้บอกปฏิเสธไปว่าไม่ใช่ทั้งสองอย่าง

หลังจากนั้นได้โทรศัพท์ถึงบรรณาธิการข่าว โดยขออนุญาตไม่เข้าไปทำงานในทำเนียบรัฐบาลอีก แต่ก็ไม่มีประโยชน์ ไม่มีใครมารับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นว่ากี่ครั้งกี่หนแล้ว เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ ที่ผ่านมาก็ไม่ใช่ครั้งแรก แต่รู้สึกว่าหนักกว่าทุกครั้งที่เคยเจอมาตลอดระยะการเข้ามาทำหน้าที่ของตนในกลุ่มพันธมิตรฯ

ส่วนสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ก็จะไม่ขอเข้าไปเรียกร้อง เพราะเห็นอยู่ว่าเรียกร้องไปก็ไม่ได้ออกมาช่วยอะไร ตั้งแต่ตอนที่ผู้สื่อข่าวหญิงหนังสือพิมพ์มติชนแล้ว ก็ไม่เห็นว่าจะทำอะไรได้ เมื่อก่อนสังคมอาจจะคิดว่าวิชาชีพสื่อมวลชนเป็นวิชาชีพที่ไม่มีใครกล้าแตะ ถือเป็นฐานันดรที่ 4 ปัจจุบันนี้บอกได้เลยว่าไม่มีความหมายแล้ว นาทีนี้ไม่มีใครช่วยได้ เห็นแล้วว่าฐานันดร 4 ก็ถูกกระทืบได้เหมือนกัน ถึงตอนนี้ตนได้สัมผัสถึงความเสื่อมถ่อยของกลุ่มคนพวกนี้มากขึ้นแล้ว

ด้านเพื่อนๆ ในวิชาชีพเดียวกัน ยังได้เตือนตนเลยว่าอย่าใส่เสื้อที่เขียนว่า “คุกคามสื่อ” เพราะจะกลายเป็นภัยกับตนเอง และเมื่อเพื่อนๆ ได้ทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตน ต่างก็โกรธแค้น และกล่าวต่อว่ากลุ่มพันธมิตรฯ กันอย่างกว้างขวางถึงการกระทำที่เกินขอบเขต 

ทั้งยังได้ปรึกษากันว่าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุดอย่างไร แต่มีเพื่อนๆ สื่อมวลชนก็บอกว่าอย่าพึ่งสมาคมสื่อเลย หวังอะไรไม่ได้ นอกจากนี้ ได้ปรึกษาเรื่องดังกล่าวกับครอบครัว ซึ่งพ่อและแม่บอกว่าถ้าเลี่ยงทำงานกับกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ก็ควรทำ เพราะมันไม่คุ้มกันกับการที่จะเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยง เพื่อให้ได้ภาพเหล่านั้น ที่สำคัญต้นสังกัดก็ไม่ได้รับผิดชอบ ไม่ได้คุ้มครองหากเกิดอะไรขึ้น 

“หนังสือพิมพ์หัวสี ไม่เคยสนใจหรอกว่าเราจะเป็นอย่างไร เขาไม่สนใจว่าเราจะเสี่ยงแค่ไหน ไม่เหมือนหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ที่หากเราเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง จนถึงแก่ชีวิตขณะปฏิบัติงาน เขาจ่ายเงินช่วยเหลือให้”

หากคิดในทางมุมกลับกัน ก็ต้องยอมรับว่าผู้ใหญ่สมประโยชน์กัน จึงไม่เข้ามาดูแลชีวิตความปลอดภัยของพนักงาน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็มีเพื่อนๆ พี่น้องในวงการที่สนิทกันโทรศัพท์มาถามหลายคน และบางคนก็เห็นว่าอาจจะเป็นเพราะกลุ่มนักรบศรีวิชัยกำลังเมายาเสพติดอยู่ เพราะสื่อมวลชนหลายคนต่างรู้กันดีว่ามียาเสพติดระบาดในกลุ่มชุมนุมพันธมิตรฯ แพร่หลายมาก แต่ไม่มีสื่อมวลชนแขนงใดจะสามารถเขียนถึงได้ เนื่องจากส่วนใหญ่ทราบก็จริงแต่ไม่สามารถหาหลักฐานได้

จากนี้ไปก็จะระวังตัวมากขึ้น แต่จะให้เลิกปฏิบัติหน้าที่ไปเลยคงทำไม่ได้ ถ้าหัวหน้าสั่งมาก็ต้องทำต่อไป

โดย กวนอูเมืองนคร

 

กลับไปที่ www.oknation.net