วันที่ พฤหัสบดี กันยายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

“ป่าล้อมบ้าน” บ้านแสนสุข... พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์








เรื่อง สุทธิคุณ กองทอง ภาพ ชวรินทร์ เผงสวัสดิ์

“ป่าล้อมบ้าน” บ้านแสนสุข... พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์

บ้านกับต้นไม้มงคลคนไทยเราแต่โบราณ มีความเชื่อเรื่องการปลูกต้นไม้ในอาณาบริเวณบ้าน ถ้าหากปลูกต้นไม้ถูกต้องตามโหราศาสตร์ ทั้งชื่อของต้นไม้และตำแหน่งทิศที่ปลูกภายในบ้านจะก่อให้เกิดศิริมงคลกับบ้านและผู้อยู่อาศัย เราจึงไปเสาะแสวงหาข้อมูลความรู้ในเรื่องต้นไม้มงคลตามประเพณีไทยแท้แต่โบราณ

เช่น ทิศตะวันตก นิยมให้ปลูกมะขาม มะยม พุทรา เชื่อว่าจะช่วยป้องกันคดีความ ผีซ้ำด้ำพลอย และคุณไสย มีผู้คนนิยมชมชื่นไม่สร่างซา และยังมีบารมีเป็นที่เกรงขามสมดังชื่อ วันนี้ได้มีโอกาสมาเยี่ยมชมบ้านของ พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. ย่านนนทบุรี ที่หน้าบ้านก็หันหน้าไปทางทิศตะวันตกพอดี ตามหลักบ้านคนโบราณแท้ๆ ทำให้เจ้าของบ้านนิยมปลูกต้นไม้มงคลเอาไว้มากมาย ทำให้บ้านอันแสนสุขตรงนี้อยู่ท่ามกลางแมกไม้นานาพันธุ์

บ้านสำคัญเท่าชีวิต

"บ้านหลังนี้มีความสำคัญกับครอบครัวผมมาก" เป็นคำบอกเล่าของ พล.ต.อ.จงรัก เนื่องจากได้มาซื้อที่ดินแล้วปลูกบ้านตั้งแต่ เมื่อครั้งที่เป็นรองผู้กำกับการ 1 กองปราบปราม เป็นช่วงเวลาที่ตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกับภรรยา(คุณอรอนงค์ จุฑานนท์) "สมัยนั้นที่ดินตารางวาละ 2,800-3,000บาทครั้งแรกที่ได้มาดูเชื่อไหมว่าเป็นอะไรที่เปลี่ยวมาก เรียกว่า อยู่ห่างไกลจากกรุงเทพฯ มากพอสมควร เมื่อตกเย็นไม่ค่อยมีใครกล้าออกไปไหน เพราะแสงไฟไม่มีเหมือนยุคนี้วันเวลาผ่านไปเริ่มมีผู้คนเข้ามาอยู่อาศัยกันมากขึ้น บวกกับมีการสร้างทางด่วนทำให้การเดินทางคมนาคมดีขึ้นเป็นลำดับ

เมื่อถามถึงที่ดินในบ้านหลังนี้มีประมาณกี่ไร่ ท่านจงรัก รีบพูดสวนกลับขึ้นมาทันทีว่า บ้านหลังนี้อยู่ในพื้นที่ไม่ถึงไร่สร้างมาตั้งแต่ปี2529 แล้วทำเสียงบ่นเล็กๆ นี่จะถามเพื่อตรวจสอบเหมือนคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกาหรือไง(หัวเราะ) ซึ่งบ้านหลังนี้เป็นคนคิดให้สร้างแบบนี้ สมัยนั้นก่อนจะสร้างบ้านก็ได้ตระเวนไปดูการสร้างบ้านตามหมู่บ้านต่างๆ แล้วได้ขอแบบนำมาสร้างบ้านของตัวเอง  แต่ดูแล้วบ้านหลังนี้ก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร

บ้านหลังนี้ถ้าเทียบเป็นอายุคนก็กว่า22ปีแล้ว คิดว่าเป็นบ้านเล็กๆธรรมดาๆ เล็กกระทัดรัดไม่หรูหราอะไรเลยแต่ทุกคนในครอบครัวอยู่แล้วมีความสุข เป็นบ้านที่ใช้เริ่มต้นชีวิตครอบครัวกับ ศรีภรรยา แต่ถ้าถามว่าไปเจอหรือไปชอบกันตอนไหนตรงนี้จำไม่ได้แล้ว(หัวเราะแบบเขินๆ) แต่ขอเล่าข้ามช็อตเลยว่าไปเจอภรรยาคนนี้ทำงานอยู่ที่ธนาคารศรีนคร  

"ชีวิตวันนี้ก็ถือว่าสมบูรณ์มีลูกชายสองคน คนโตชื่อปุ้ย(มงคลรักษ์) และคนเล็กน้องป๊อป(จุฑาเทพ)ที่โตกันหมดแล้ว โดยคนโตจบมหาวิทยาลัยศิลปากรทำงานส่วนตัว คนที่สองกำลังเรียนนิติศาสตร์อยู่ปี1ที่ธรรมศาสตร์ ผมไม่ได้คาดหวังว่าลูกจะต้องเป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น         ขอเพียงให้ทำงานที่เขารักและเป็นงานที่บริสุทธิ์เท่านี้ผมก็พอใจแล้ว อย่างน้อยก็จะทำให้พ่อแม่หมดห่วง" เขาเล่าถึงครอบครัวด้วยน้ำเสียงเปี่ยมด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุข

            มุมต้นไม้คือมุมพักผ่อน

           ตั้งแต่หน้าบ้านเป็นต้นไปได้เห็นต้นไม้นานาชนิด ที่ชูช่อสูงใหญ่จนบังบ้านสองชั้นที่พักอาศัย พล.ต.อ.จงรัก เล่าให้ฟังว่า ส่วนตัวเป็นคนชอบต้นไม้ แต่สาเหตุหลักๆที่บ้านหลังนี้มีต้นไม้ขึ้นมากมายแบบนี้ เนื่องจากบ้านหลังนี้หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ตามหลักฮวงจุ้ยเขาเชื่อว่าจะไม่ดีนัก  จึงเป็นสาเหตุให้มีการปลูกต้นไม้เสริมดวงให้กับบ้านนั่นเอง

           สมัยก่อนชอบต้นไม้แต่ไม่รู้ว่าเป็นต้นอะไรบ้าง จึงไม่ค่อยได้ศึกษาซื้อต้นไม้มาปลูกพอถึงเวลาใบก็จะร่วงเต็มพื้นไปหมด แล้วทำความสะอาดค่อนข้างยาก แรกๆ ยังปลูกต้นไผ่โตเร็วมากเจอแดดใบจะแตกชูช่อมาก แต่ก็ต้องตัดออกเพราะใบจะร่วงเยอะมาก  ระยะหลังรู้แล้วว่าต้นไม้อะไรที่ปลูกแล้วใบไม่ค่อยร่วง โดยทั่วไปจึงจะเห็นต้นไม้ยืนต้นมากมาย อาทิ ต้นหมาก ต้นมะพร้าว ต้นแสงจันทร์ ไม้ผลต่างๆ

            "เลิกทำงานกลับมาถึงบ้านชอบมานั่งอยู่ทุกมุมที่มีต้นไม้ อย่างน้อยจะได้ความร่มรื่นและร่ มเย็นดีบ้านในความหมายของผมก็จะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ เราทำงานมาทั้งวันพอถึงบ้านก็จะนอนพักผ่อน ได้นั่งดูต้นไม้ที่ปลูกเองก็มีความรู้สึกสบายใจสบายตา" ที่เป็นความหมายคำว่าบ้านของท่านรองจงรัก

            เสือโคร่งคู่บารมี

           ก่อนที่จะเดินเข้าไปภายในบ้านสังเกตให้ดีประตูไม้หน้าบ้านสีน้ำตาลเข้ม มีรูปปั้นเสือโคร่งลายพาดกลอนเหลืองสลับดำแสยะเขี้ยวอยู่สองฟากฝั่งประตู เปรียบเสมือนผู้พิทักษ์รักษาบ้านหลังนี้เอาไว้ เพื่อความกระจ่างของการนำเสือมาตั้งโชว์เอาไว้มากมายแบบนี้ พล.ต.อ.จงรัก บอกว่า ใครที่ใกล้ชิดจะรู้ว่าเสือที่ตั้งโชว์อยู่ทุกมุมบ้านนั้นหมายถึงเป็นผู้เกิดปีเสือ จึงรักและนิยมรูปปั้นเสือโคร่งเป็นชีวิตจิตใจ

นอกจากเสือโคร่งทั้งสองตัวนี้แล้วยังสามารถพบเห็นรูปปั้นเสือได้ในอีกหลายๆ แห่งของบ้านไม่ว่าจะในห้องรับแขกหรือแม้แต่ในสำนักงาน ตั้งแต่ยังเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจนครบาลมาจนถึงรองผบ.ตร. รูปหล่อเสือโคร่งเสมือนหนึ่งผู้ร่วมทางเดินบนถนนของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์สายนี้ โดยคนที่รู้ว่าเกิดปีเสือใครมาหาก็จะนำมาฝาก(ทำน้ำเสียงเข้มตัวไหนที่คนชื้อมาฝากไม่เกิน 3,000 บาท)พูดเหมือนเป็นนักการเมืองซะแล้ว และเสือบางส่วนก็จะไปเดินหาซื้อมาเองที่สวนจตุจักร
            

"เสือหลายตัวที่มีไว้ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นตัวนำโชคอะไร เพียงแต่เห็นว่าเสือเหมือนเป็นสัตว์ประจำตัวมากกว่าแต่มีไว้มันก็สร้างความสุขเล็กๆให้กับผมได้ จริงๆจะว่าไปแล้วงานอดิเรกส่วนตัวของผมชอบไปเดินสวนจตุจักรถ้าไปเจอรูปปั้นเสือก็จะซื้อกลับบ้านผมชอบไปเดินเพราะได้ทักทายพ่อค้าแม่ค้า ส่วนใหญ่พ่อค้าแม่ค้าจะรู้จักผมทุกคน แล้วยังได้เลือกซื้อต้นไม้มาปลูก มันก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งที่ได้ทำอะไรตามที่ใจอยากทำ ผมเป็นคนติดดินไม่เคยใช้ชีวิตหวือหวา และไม่เคยเรียกร้องโหยหาอำนาจหรือตำแหน่ง ทุกอย่างชีวิตการทำงานเป็นไปตามขั้นตอนที่เป็น"

       เคยเกเรแบบลูกผู้ชาย

พล.ต.อ.จงรัก เป็นคน จ.เพชรบุรี โดยมีคุณปู่เป็นคุณหลวงหลวงบำราบประทุษฐ(นิล จุฑานนท์)เป็นนามสกุลที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ครอบครัวตั้งแต่บรรพบุรุษก็ได้ถวายงานมาโดยตลอด โดยเริ่มต้นเรียนที่โรงเรียนพรหมมานุสรณ์ จ.เพชรบุรี พอเรียนจบมศ.ได้เข้ามาเรียนต่อที่ โรงเรียนอำนวยศิลป์ กรุงเทพฯ  สมัยนั้นเรียกได้ว่าเป็นเด็กที่เกเรแบบลูกผู้ชาย เป็นลักษณะเหมือนได้หัดชกมวย ช่วยเหลือเพื่อนๆ ที่ถูกรังแก

"ผมเรียนที่อำนวยศิลป์ค่อนข้างเกเรชอบยกพวกตีกันตามประสาคนรักเพื่อน ผมค่อนข้างจะหัวโจกคุณพ่อคุณแม่ไม่เคยรู้เลยว่าเราไปเกเรด้วยการชกต่อยตามเพื่อน แต่ท่านจะรู้ว่าผมเป็นคนสู้คน เป็นคนไม่อ่อนแอ อะไรไม่ถูกต้อง ต้องจัดการด้วยตัวเองหมด จริงๆ นิสัยของคนเกิดปีขาลจะเหมือนกันหมดหรือเปล่าถ้าใครมาหาเรื่องจะไม่หนีอยู่แล้ว แต่ต้องสู้แบบยิบตา สิ่งที่ต่อสู้กับความไม่ถูกต้องจะไม่กลัวเลย" ระหว่างถามย้ำว่า สมัยท่านเกเร ท่านจงรักตอบทันทีว่าอย่าบอกว่าเป็นคนเกเรแต่เป็นคนสู้คนมากกว่า จะบอกว่าเป็นคนเกเรไม่ได้เพราะเป็นตำรวจต้องไว้ฟอร์มสักหน่อย(หัวเราะ) แต่เมื่ออายุมากขึ้นโตเป็นผู้ใหญ่ก็ทำให้นิสัยนักสู้มองดูเหตุและผลเป็นหลัก

"ถ้าให้ผมคิดถึงวันนั้นที่ต้องช่วยเพื่อนเมื่อถูกรังแกมันเป็นอะไรที่ชั่วแว๊ปหนึ่งของชีวิต ทำให้เข้าใจว่าชีวิตในวัยเด็กตอนนั้นเป็นอย่างไร สมัยอยู่นครบาลก็ยังถูกเรียกไปห้ามเด็กนักเรียนตีกัน แม้แต่โรงเรียนเก่าตอนนั้นผมเป็นร้อยตำรวจโทอยู่ที่สน.พญาไทยังแจ้งมาที่ผมเลย(หัวเราะ) "นี่เป็นบทเรียนชีวิตหนึ่งของนายตำรวจนักปราบหน้าหยกที่ยอมเผยมุมมืดของชีวิตให้เป็นอุทาหรณ์กับสังคม

บนเส้นทางสีกากี

กว่าจะมีวันนี้พล.ต.อ.จงรักสำเร็จการศึกษาจากปริญญาตรีนิติศาสตร์บัณฑิต(เกียรตินิยมดี)จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปริญญาโทนิติศาสตร์มหาบัณฑิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสำเร็จเนติบัณฑิตไทยจากสำนักอบรมการศึกษากฎหมายแห่งเนติบัญฑิตยสภา วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร(วปอ.)รุ่นที่4111

เป็นผู้มีความรู้ด้านกฎหมายและการสอบสวนคนหนึ่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีเพื่อนร่วมรุ่นที่มีชื่อเสียงในสังคมคือ  วิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลฎีกา,สมโชค สุขารมณ์ รองประธานศาลฎีกา,สุรศักดิ์  ศรีวิเชียร อธิบดีศาลอาญากรุงเทพใต้ , วัยวุฒิ  หล่อตระกูล อนุชาติ คงมาลัย รองอัยการสูงสุด

"ชีวิตราชการส่วนใหญ่อยู่ในนครบาลมาโดยตลอด แล้วมีหลักที่ยึดในการทำงานคือ พิจารณาคดีทุกคดีอย่างเป็นธรรมโดยไม่คิดกลั่นแกล้งใคร ผู้กระทำความผิดจะร่ำรวยแค่ไหนก็ต้องดำเนินไปตามกระบวนการยุติธรรม ผมไม่ได้มองว่าคนทำผิดจะเป็นคนรวยแล้วไม่จับนั้น ผมบอกไม่มีทาง ทุกคนที่ทำผิดไม่ว่าจะเป็นคนจนคนรวยก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ทำผิดก็ต้องรับผิด ไม่มีการยกเว้น"

ตำรวจนักเจรจา

หลังเกิดข่าวฉาวกับต้นสังกัดบริษัทสหมงคลฟิล์มกรณีที่หายตัวไปขณะถ่ายทำภาพยนตร์เรื่ององค์บาก2โดยพระเอกชื่อดังอ้างว่าถูกชายชุดซาฟารีติดตาม และมีโทรศัพท์จากบุคคลนิรนามนัดให้ไปหาเกรงจะไม่ปลอดภัย"จาพนม" พระเอกนักบู๊ชื่อดังพร้อมด้วยทนาย ได้เข้าพบ พล.ต.อ.จงรัก  เพื่อปรึกษาและขอความช่วยเหลือ สาเหตุที่มาขอความช่วยเหลือนั้น พล.ต.อ.จงรัก เล่าว่า สมัยอยู่ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ใครที่เดือดร้อนก็จะมาหาเพราะก่อนหน้านั้นประชาชนทั่วไปจะรู้ว่าใครที่ได้รับความเดือดร้อนก็สามารถมาขอความช่วยเหลือได้

"จาพนมคงคิดว่าผมจะสามารถช่วยเหลือเขาได้และผมก็รู้จักกับเสี่ยเจียงก็ประสานให้ทั้งสองคนมาเจอกันเพื่อยุติปัญหาที่เกิดขึ้นจริงๆผมมักจะทำงานในเชิงป้องกันมากกว่าปราบปราม สมัยที่คุมตำรวจภูธรภาค2ซึ่งเป็นดินแดนอิทธิพลพอรู้ว่าคนนี้จะถูกปองร้าย แล้วสงสัยว่าเป็นกลุ่มนั้นลงขันจะฆ่ากันผมจะไม่รอให้เหตุเกิด แต่ผมจะเรียกทั้งฝ่ายเข้ามาคุยกันทันทีในที่สุดพวกเขาก็เข้าใจกัน"       นี่เป็นอีกบทบาทหนึ่งของนายตำรวจมือปราบหน้าหยกมารับหน้าที่เป็นนักเจรจา

ถนนการเมืองเป็นหนึ่งทางเลือก

ก่อนหน้าที่ชีวิตจะเข้ามาเป็นตำรวจพล.ต.อ.จงรัก เคยฝันเอาไว้เหมือนกันว่าอยากจะทำงานด้านที่ช่วยเหลือชุมชนและประชาชน จึงได้ไปสอบเป็นผู้พิพากษาอัยการพร้อมกับเพื่อนๆแต่สมัยนั้นมีหลักว่า ใครที่สมัครในส่วนของศาลจะต้องมีอายุ25ปีขึ้นไป ส่วนอัยการต้องอายุ23ปีขึ้นไป สมัยนั้นเรียนจบเนติบัณฑิตมาอายุเพิ่ง21ปี เมื่อตำรวจไม่ได้จำกัดอายุก็เลยมาสอบเข้าเป็นตำรวจจนมาถึงทุกวันนี้เป็นอาชีพที่เลือกไม่ผิดเลย เพราะเป็นอาชีพที่ช่วยเหลือประชาชนได้มาก เห็นได้จากการเข้าไปคลี่คลายคดีดังๆ มากมาย

สำหรับคดีที่ได้รับการกล่าวขานมากที่สุด คือ คดีการเสียชีวิตของ อดีต ส.ส.ห้างทอง ธรรมวัฒนะ การคลี่คลายคดี นพ.วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ ผู้ต้องหาฆ่าหั่นศพ พญ.ผัสพร บุญเกษมสันติ ภรรยา กระทั่งศาลมีคำพิพากษาประหารชีวิต และคดีสมพงษ์ เลือดทหาร คดีจอมลวงโลก จนได้รับฉายาจากสื่อมวลชนตำรวจนครบาลว่า มือสอบสวนนครบาล และมือปราบหน้าหยก อยากจะเล่าให้ฟังว่า สมัยอยู่ต่างจังหวัดได้เห็นร้านถ่ายรูปตั้งรูปถ่ายสมัยเป็นพ.ต.อ.โชว์ไว้หน้าร้าน ไปเห็นทีไรก็มีความสุขทุกครั้ง(หัวเราะ) มีความรู้สึกว่าชีวิตเดินมาถึงจุดนี้ก็น่าจะเพียงพอเกินความคาดหมายแล้ว

            "ชีวิตที่ผ่านมาผมได้ทำงานหนักมาตลอดชีวิตตำรวจอยากบอกว่าต้องมีผิดหวังบ้าง สมหวังบ้างขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาสจะเข้ามาในชีวิตแต่ชีวิตตำรวจที่เจอมาคือ จะผิดหวังมากกว่าสมหวังมีทำให้ท้อถอยอยู่หลายครั้งเพราะว่ามีองค์ประกอบภายนอกเยอะเหลือเกินทั้งการเมือง  ทั้งองค์กรกว่าผมจะก้าวมาถึงวันนี้ก็ไม่ง่ายเหมือนกันที่ผมมายืนอยู่ตรงนี้ได้ก็ต้องเป็นกำลังใจให้กับตัวเองมาตลอดสิ่งสำคัญผมเป็นคนยอมรับความเป็นจริงของชีวิต ไม่เสียใจถ้าวันหนึ่งต้องหมดอำนาจ เมื่อเกษียณจากตำรวจคิดว่าจะได้พักผ่อนเสียที

  สำหรับหลักประจำใจของพล.ต.อ.จงรักที่ยึดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานมาโดยตลอด คือ" จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ปัดเป่าความเดือดร้อนของประชาชน ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย " 

            ตลอดชีวิตการทำงานบนเส้นทางมือปราบของ "พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ " เป็นที่รักใคร่ของประชาชนทุกมุมเมือง แต่ทว่าวันหนึ่งเราอาจเห็นนายตำรวจชื่อดัง ฉายา "มือปราบหน้าหยก"    ผู้นี้เฉิดฉายบนสนามการเมืองในระยะเวลาอันใกล้ก็เป็นได้

////

ติดตามเรื่องราวดีๆได้ที่ WhO? Magazine ฮู แมกกาซีน ทุกวันอังคาร

http://www.whoweeklymagazine.com/

 

โดย ท่านเจ้าคุณ

 

กลับไปที่ www.oknation.net