วันที่ เสาร์ กันยายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หญ้าเทวดา ทำไมจึงได้ฉายานี้


               

มารู้จัก หญ้าเทวดา หรือหญ้าปักกิ่ง ซึ่งมักมาพร้อมๆกับคำถามที่ว่า “หญ้าปักกิ่งรักษามะเร็งได้จริงหรือ?“
ก่อนอื่นอยากให้ท่านผู้อ่านมาทำความรู้จักกับเจ้าต้นหญ้าจิ๋วๆ แต่แจ๋ว กันก่อนดีกว่า  หญ้าปักกิ่ง “Yaa Bei-jing” เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว มีชื่อภาษาจีนว่า “เหล่งจือเช่า” (จีน แต้จิ๋ว) คำ “เหล่ง” แปลว่า “วิญญาณ”  “จือ” แปลว่า “ยาเทวดา” และ ”เช่า” แปลว่า “หญ้า” หญ้าชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนตอนใต้ บริเวณสิบสองปันนา ต่อมาได้มีการค้นพบฤทธิ์ต้านมะเร็งในประเทศไทย จึงเรียกว่า “หญ้าเทวดา” พืชชนิดนี้ไม่ใช่พืชในวงศ์ของหญ้าทั่วไป ในทางพฤกษศาสตร์จัดอยู่ในวงศ์ Commelinaceae มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Murdannia loriformis (Hassk.) Rolla Rao et Kammathy ในประเทศไทยมักใช้เป็นไม้ประดับ และพบได้ทั่วไป จัดเป็นพืชล้มลุก สูงประมาณ 7-10 เซนติเมตร บางครั้งอาจสูงได้ถึง 20 เซนติเมตร ใบที่โคนต้นกว้างราว 1 เซนติเมตร ยาวไม่เกิน 10 เซนติเมตร ใบตามลำต้นสั้นกว่าที่โคนต้น  ขนใบของหญ้าปักกิ่ง เมื่อสัมผัสอาจทำให้แพ้ มีอาการผื่นคัน เนื่องจากภายในใบมีผลึกแคลเซียมออกซาเลท รูปเข็มจำนวนมาก ดอก ออกเป็นช่อที่ยอด รวมเป็นกระจุกแน่น กลีบดอกสีฟ้า หรือม่วงอ่อน รูปไข่กลับ ยาว 3-5 มิลลิเมตร กลีบนอกรูปไข่ ยาวประมาณ 4 มิลลิเมตร ใบประดับกลม ยาวราว 4 มิลลิเมตร ไม่ซ้อนกัน ร่วงง่าย ผลรูปไข่ ปลายแหลม ยาว 3-4 มิลลิเมตร มีเมล็ด 2 เมล็ด มีลายเป็นรัศมี


สรรพคุณ
ยาจีนใช้หญ้าเทวดารักษาโรคระบบทางเดินหายใจ และกำจัดพิษ เป็นยาเย็นชนิดหนึ่ง  ในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 มีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็ง ดื่มน้ำคั้นสดจากหญ้าเทวดา เพื่อรักษา และบรรเทาอาการจากโรคมะเร็ง พบว่าสามารถยืดชีวิตต่อไปได้ระยะหนึ่ง บางรายใช้ร่วมกับการรักษาแผนปัจจุบัน เพื่อลดผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัด หรือการฉายแสง  งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ พบว่าหญ้าปักกิ่ง มีสารกลุ่ม กลัยโคสฟิงโกไลปิดส์ ที่แสดงสมบัติต้านมะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่มีฤทธิ์ปานกลาง (ED50=16 µg/ml) คาดว่าคุณสมบัติต้านมะเร็ง อาจเนื่องจากผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน โดยหญ้าปักกิ่ง กระตุ้นให้เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันทำลายเซลมะเร็ง


ความเป็นพิษ
การวิจัยทางพรีคลินิก (preclinic) ในสัตว์ทดลองนาน 3 เดือน พบว่าน้ำคั้นจากหญ้าปักกิ่ง ไม่ทำให้เกิดความผิดปกติต่อการเจริญเติบโต เคมีในเลือด และพยาธิสภาพของอวัยวะสำคัญในหนูขาว เกณฑ์ค่า LD50 ในหนูขาวมีค่ามากกว่า 120 กรัม ต่อน้ำหนักหนู 1 กิโลกรัม ซึ่งเทียบเท่า 300 เท่า ของขนาดที่ใช้ในคน ซึ่งตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลกจัดให้เป็นสมุนไพรที่ค่อนข้างปลอดภัย


ประโยชน์ทางการแพทย์
ใช้เป็นยาร่วมในการรักษาโรคมะเร็ง สามารถลดผลข้างเคียงจากการรักษาแผนปัจจุบัน ยับยั้งการแพร่กระจายของมะเร็ง และการกลับมาเป็นอีก  และใช้ปรับระบบภูมิคุ้มกัน โดยพบประสิทธิผลของน้ำคั้นหญ้าปักกิ่ง ในการลดผลข้างเคียงของการฉายรังสี และเคมีบำบัดค่อนข้างชัดเจน (เช่น ลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร แผลในปาก ปากแห้ง อ่อนเพลีย ปวดข้อ และกล้ามเนื้อ ลดอาการท้องเสีย ท้องผูก และผมร่วง และแก้อาการไข้) นับเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยได้เป็นอย่างมาก

         
ขนาด และวิธีใช้
นำส่วนเหนือดิน หรือทั้งต้น น้ำหนัก 100-120 กรัม หรือจำนวน 6 ต้น มาล้างน้ำให้สะอาด หลายๆครั้ง หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ โขลกในครกให้แหลก หรือใช้เครื่องปั่น เติมน้ำสุก 4 ช้อนโต๊ะ (60 มิลลิลิตร) กรองผ่านผ้าขาวบาง นำน้ำคั้นที่ได้แบ่งครึ่ง ดื่มเช้า-เย็น ก่อนอาหาร ควรเตรียมสด และดื่มให้หมดในแต่ละครั้ง


การปรับระบบภูมิคุ้มกัน

ให้กินยานานไม่เกิน 4-6 สัปดาห์ และควรมีช่วงหยุดยาดังนี้ รับประทานยาติดต่อกัน 5-6 วัน หยุดยา 4-5 วัน เช่นนี้จนครบกำหนด


อาการข้างเคียง
อาจมีอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น 0.5-1 องศาเซลเซียส หรืออาจมีไข้, คลื่นไส้ อาเจียนได้ ในการใช้ระยะแรกๆ


ข้อควรระวัง
หากใช้เกินขนาด จะมีผลกดระบบภูมิคุ้มกัน การใช้จึงควรมีช่วงหยุดยาด้วย โดยกินยา 7 วัน หยุด 4 วัน นอกจากนี้การกินยาในปริมาณมาก ติดต่อกันนาน อาจทำให้เกิดนิ่วได้ เพราะหญ้าปักกิ่ง มีสารแคลเซียมออกซาเลทอยู่ด้วย

หากใครจะนำน้ำคั้นหญ้าปักกิ่งมารับประทานควบคู่ไปกับยาแผนปัจจุบัน ก็ได้ผลดีนะคะ โดยเฉพาะถ้าได้ผ่านการฉายแสงมาแล้ว การกินยานี้ก็ทำให้ไม่แพ้แสง และถอนพิษไข้ได้ แต่อย่าลืมล้างให้สะอาดก่อนนะคะ และควรกินสดค่ะ เพราะการต้ม หรือเคี่ยวจะทำลายสรรรพคุณของยาไปมากค่ะ


เอกสารอ้างอิง

  1. หญ้าปักกิ่ง. Available at:URL http://www.ramaclinic.com, Accessed August 10, 2007.

  2. สถาบันการแพทย์แผนไทย. เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับหญ้าปักกิ่ง. การประขุมวิชาการกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก. 14 ก.ย. 2548.

  3. พริกขี้หนู. หญ้าปักกิ่งรักษามะเร็งได้จริงหรือ. สมุนไพรเพื่อสุขภาพ. ปีที่ 1, พ.ย. 2543. หน้า 11-19.

  4. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. คู่มือสมุนไพรฉบับย่อ (1). นิวไทยมิตรการพิมพ์:กรุงเทพฯ, 2543, หน้า 103-106.

  5. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. จุลสารข้อมูลสมุนไพร 16(2), 2542. หน้า 12-13.

โดย ดร.สุดารัตน์หอมหวล

 

กลับไปที่ www.oknation.net