วันที่ อาทิตย์ พฤษภาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แกะรอยปริศนา พยานปากเอกคดี “นอมินีเอสซีแอสเซท” งูฉกดับ?


การเสียชีวิตของนายวิทยา ภาณุมาภรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายตรวจสอบภายใน บ.เอสซีแอสเซท ซึ่งเป็นบริษัทในเครือชินคอร์ปอเรชั่น กำลังถูกจับตามอง เนื่องจากหลายฝ่ายคาดเดาไปว่า การเสียชีวิตของนายวิทยาอาจจะมีแง่มุมมบางอย่างที่น่าสงสัย ที่อยากให้ผู้อ่านได้พิจารณาร่วมกัน

เมื่อช่วงเที่ยงวันของเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (4 พ.ค.) มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ได้พบศพของนายวิทยา นอนคว่ำหน้าอยู่ริมกำแพงด้านหลัง ใกล้จุดพักขยะ ภายในศูนย์บริการโลหิตสภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์ ซึ่งอยู่ใกล้กับลานจอดรถที่นายวิทยานำรถโตโยต้า วิช จอดอยู่ประมาณ 200-300 เมตร สภาพศพนอนคว่ำหน้าอยู่ริมกำแพง ตรวจสอบตามร่างกายไม่พบบาดแผล หรือร่องรอยการถูกทำร้าย และทรัพย์สินมีค้าในตัวยังอยู่ครบ เบื้องต้นแพทย์สันนิษฐานว่า เสียชีวิตมาแล้วประมาณ 1-2 วัน

จากการตรวจสอบสภาพศพของผู้ตาย โดยแพทย์นิติเวช “พ.ต.ท.นพ.วิรุฬห์ ศุภสิงห์ศิริปรีชา” พบเพียงบริเวณใบหน้าบวมช้ำแต่อาจจะเป็นบาดแผลที่เกิดหลังเสียชีวิต ส่วนตามร่างกายไม่พบบาดแผลถูกทำร้ายแต่อย่างใด ด้านการสอบสวนเบื้องต้นได้สอบปากคำเจ้าหน้าที่ รปภ.สภากาชาดไทย ให้การว่าผู้ตายนำรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวิช ทะเบียน ษศ 5553 กรุงเทพมหานคร มาจอดไว้ตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา และมีอาการเหม่อลอยอย่างเห็นได้ชัด

นายยุรนันท์ คำไหล อายุ 20 ปี รปภ.ของสถานเสาวภา ซึ่งอยู่ติดกับที่เกิดเหตุ และเป็นผู้พบผู้ตายในวันที่ 2 พ.ค. ให้การว่า ขณะที่เข้าเวรอยู่ประมาณ 18.00 น. ก็มีคนมาบอกตนว่า มีคนเข้าไปยุ่งกับกรงงู ตนจึงรีบไปดู พบผู้ตายได้แอบลักลอบเข้าไปในสถานเสาวภา ที่อยู่ติดกับศูนย์บริการโลหิตในช่วงปิดทำการ โดยผู้ตายเดินไปเปิดกรงที่ขังงูเห่าไว้

รายงานจากมติชนระบุว่า ผู้ตายกำลังใช้ไม้แหย่เข้าไปในกรงงูที่ปิดแล้ว ส่วนรายงานจากคมชัดลึกระบุว่า ผู้ตายพยายามยื่นมือเข้าไปให้งูเห่ากัดตัวเอง แต่ไม่เห็นว่าผู้ตายถูกงูเห่ากัดหรือไม่จึงเข้าไปห้ามพร้อมกับเชิญตัวผู้ตายออกมาจากสถานเสาวภา

เมื่อเจ้าหน้าที่ รปภ.ถามผู้ตายว่าเข้ามาทำอะไร ผู้ตายตอบว่าเข้ามารอญาติ จึงบอกว่ารอตรงนี้ไม่ได้ ผู้ตายจึงถามหาทางไปห้องน้ำ ตนจึงเดินพาไป เมื่อผู้ตายเข้าห้องน้ำเสร็จ ก็ออกมาถามตนว่า จุดบริจาคเลือดของสภากาชาดไทยไปทางไหน เมื่อตนบอกทางไปผู้ตายก็เดินจากไปทันที

นางภัทรวรรณ ภาณุมาภรณ์ อายุ 42 ปี ภรรยาผู้ตายให้การว่า ผู้ตายหายตัวไปตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 2 พ.ค.ก่อนเกิดเหตุผู้ตายไปทำงานที่อาคารชินวัตร 3 ตามปกติ จนกระทั่งช่วงเวลา 17.00 น. ผู้ตายโทรกลับมาบอกลูกว่า จะกลับมากินข้าวที่บ้าน แต่จะแวะไปทำบุญที่สภากาชาดไทยก่อน จากนั้นก็หายตัวไป ต่อมาญาติได้ไปตรวจสอบก็พบรถยนต์ของผู้ตายจอดอยู่ในลานจอดรถของที่เกิดเหตุ ภายในรถมีกระเป๋าสตางค์ กับโทรศัพท์มือถืออยู่ในรถ แต่ไม่พบผู้ตายแต่อย่างใด โดยผู้ตายมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับได้ยินเสียงแว่วในหูอยู่ประจำ และรักษามาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว

ทั้งนี้ นางภัทรวรรณยังติดใจในสาเหตุการตายของสามี เพราะอาจจะถูกทำร้ายก็เป็นได้ อีกทั้งจุดที่พบศพของสามี และจุดที่พบรถจอดนั้นอยู่ห่างกันถึง 200-300 เมตร ซึ่งสามีตนก็ไม่น่าจะไปทำอะไรในจุดเกิดเหตุเพราะเป็นที่เปลี่ยวและมืด แต่ก็มีเรื่องที่ทำให้ตนเองมาเอะใจเมื่อวันจัทร์ที่ผ่านมา เพราะสามีได้เดินเข้ามากอด แล้วพูดจาเหมือนปรับทุกข์กับตนว่า ต่อไปนี้ตนต้องเป็นเสาหลักของครอบครัวในการเลี้ยงลูก

นางภัทรวรรณยังกล่าวต่อว่า ปกติแล้วสามีเป็นคนดีมาก ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ เลิกงานก็จะกลับบ้านตรงเวลาตลอด ส่วนเรื่องอาการป่วยของสามีนั้นเป็นมา 2 ปี แล้ว โดยสามีมักจะมีอาการหูแว่วได้ยินเสียงวี๊ดในหูตลอดเวลา รักษาอย่างไรก็ไม่หาย ซึ่งตอนหลังมีเพื่อนมาแนะนำให้สามีลองรักษาด้วยวิธีการฉีดสเตมเซลล์ โดยลองฉีดมาแล้ว 3 ครั้ง ทุกครั้งก็จะจ่ายให้แพทย์ประมาณ 1 แสนบาท ซึ่งเช็คเงินสดจำนวน 1 แสนบาทที่พบในตัวสามีนั้น ก็เป็นเงินที่จะเตรียมไว้จ่ายให้แพทย์

น.ส.ปิยะดา ภานุมาภรณ์ น้องสาวของผู้ตายซึ่งเดินทางมาดูศพกล่าวว่า พี่ชายป่วยเป็นโรคประจำตัว โดยจะได้ยินเสียงแว่วในหู และหากได้ยินเสียงดังมากๆ จะเกิดความเครียด จนต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลมานานประมาณ 2 ปี แต่ก็ยังไม่หาย และเวลาไปพบแพทย์แต่ละครั้งจะต้องเสียเงินค่ารักษาพยาบาลไม่ต่ำกว่า 1 แสนบาท ส่วนการเสียชีวิตของพี่ชายนั้นทางครอบครัวไม่ติดใจเอาความใดๆ

พล.ต.ต.อภิชาติ เชื้อเทศ ผบก.น.6 กล่าวว่า ตรวจร่างกายเบื้องต้นไม่พบบาดแผล แต่ต้องรอผลการผ่าศพตรวจพิสูจน์จากสถาบันนิติเวชฯยืนยันอีกครั้ง จากการสอบถามบุตรสาวผู้ตาย บอกว่าบิดาเคยปรารภ ว่าอย่าเป็นคนอ่อนแอเหมือนพ่อ พ่ออยากตายโดยให้งูที่สภากาชาดกัดตาย ส่วนสาเหตุน่าเกิดจากความเครียดเรื่องส่วนตัว ยืนยันว่าไม่น่าเกิดจากปัญหาเรื่องการเมือง

ล่าสุด พ.ต.ท.นพ.วิรุฬห์ ศุภสิงห์ศิริปรีชา นายแพทย์ (สบ.2) โรงพยาบาลตำรวจ กล่าวว่า จากการตรวจสอบสภาพศพผู้ตายพบว่า เสียชีวิตจากสาเหตุสภาวะหายใจโลหิตไหลเวียนล้มเหลว ซึ่งอาจจะเกิดจากหัวใจวายเฉียบพลันหรือหอบหืดอย่างรุนแรงก็เป็นได้ ทั้งนี้จากการตรวจสอบตามร่างกายทั้งภายนอก ภายใน ศีรษะ ลำคอ ช่วงอกและช่องท้องก็ไม่พบบาดแผลจากการถูกทำร้ายแต่อย่างใด

ส่วนเรื่องที่ผู้ตายจะเสียชีวิตจากการถูกงูกัดตามที่เป็นข่าวนั้น จากการตรวจสอบก็ไม่พบบาดแผลที่เกิดจากเขี้ยวงูแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามจะนำของเหลวในกระเพาะอาหารของผู้ตาย และน้ำดี ส่งให้แผนกพิษวิทยา ของสถาบันนิติเวชตรวจสอบว่ามีสารพิษอยู่ในร่างกายบ้างหรือไม่ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์จึงจะทราบผล

คดีนี้เป็นที่น่าจับตามองถึงสาเหตุการตายของนายวิทยาเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งจากการพิจารณาโดยดูจากข่าวแล้ว มูลเหตุจูงใจมองไปที่ 2 ประเด็น คือการฆ่าตัวตาย ซึ่งมองได้ 2 แง่ คือการฆ่าตัวตายเพราะปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะเสียงแว่วในหู หรือฆ่าตัวตายเพราะต้องการหนีการสอบสวนคดีที่บริษัทเอสซี แอสเซท คอร์เปอเรชั่นถูกกล่าวโทษว่าเป็นนอมินี ซึ่งทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) อยู่ระหว่างออกหมายเรียกให้มาให้ปากคำ

อีกประเด็นหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้ นั่นก็คือ “การฆ่าปิดปาก” ซึ่งระยะเวลาการตาย อยู่ในช่วงที่นายวิทยาเป็นพยานปากสำคัญ ที่จะต้องออกมาให้การในคดีเอสซี แอสเซทกับทางดีเอสไอในเร็วๆ นี้ คล้ายคลึงกับกรณี “ชิปปิ้งหมู” หรือนายกรเทพ (พิเชษฐ) วิระยะ ถูกยิงเสียชีวิตขณะขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านพักในหมู่บ้านแสนใจพัฒนา อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย

ซึ่ง “ชิปปิ้งหมู” ถือเป็นพยานปากสำคัญ ที่ออกมาเปิดโปงการหลบเลี่ยงภาษีกว่า 20 ล้านบาทของบริษัท ชินคอร์เปอเรชั่น ในฐานะที่เป็นผู้เดินเรื่องด้านเอกสารทั้งหมด รวมไปถึงการจ่ายเงินใต้โต๊ะให้กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง 1.9 ล้านบาท โดยการยื่นเรื่องขอนำเข้าอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อนำมาประกอบเป็นสถานีรับส่งสัญญาณในย่านความถี่เป็น “แบนด์” ตามโครงการดาวเทียมไทยคม ซึ่งข้อมูลได้ถูกเปิดโปงในเว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์มาแล้ว

สำหรับสถานที่เกิดเหตุ เท่าที่แกะรอยจากผู้ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นตามเว็บบอร์ด มีคนตั้งข้อสังเกตว่าบริเวณกรงงูของสถานเสาวภาในช่วงเวลา 18.00 น. น่าจะปิดทำการไปแล้ว อีกทั้งรายงานข่าวโทรทัศน์ระบุว่า งูที่อยู่ในกรงนั้นสถานเสาวภามีการล็อคไว้ถึงสองชั้น จึงไม่น่าจะทำให้บุคคลภายนอกสามารถเข้าไปภายในกรงใกล้ถึงตัวงูได้ หรือแม้กระทั่งการเอาไม้แหย่เข้าไปในกรง ผู้เขียนเห็นว่างูคงไม่สามารถลอดจากไม้ออกนอกกรงเข้าฉกตัวผู้ตายได้

ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับการให้ปากคำของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เพราะจากการที่ผู้ตายคุยกับภรรยาระบุว่า “ไปทำบุญ” ซึ่งถ้าเป็นการบริจาคโลหิตจริง คงเป็นไปไม่ได้ ที่จะไปบริจาคโลหิตกันเวลานั้น นอกจากนี้ยังมีหลายแง่มุมที่ส่อให้เห็นว่ามีพิรุธ ไม่ว่าจะเป็นการเดินเข้าไปในกรง ทั้งๆ ที่กรงอกจะแน่นหนา เอาไม้แหย่งูเล่น ซึ่งถ้าคนสติดีๆ คงจะไม่มีใครทำกัน

อีกทั้งลักษณะการให้การดูแล้ววกไปวนมา ทั้งการอ้างว่าผู้ตายมารอญาติตรงบริเวณสวนงู การพาผู้ตายเข้าห้องน้ำและรอคอยจนเสร็จกิจธุระ แต่เมื่อผู้ตายถามหาจุดบริจาคโลหิตกลับทำได้เพียงแค่บอกทาง แทนที่จะตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง จะพาผู้ตายไปที่นั่นก็แล้วแต่ แถมยังขัดแย้งในแง่เวลาทำการ เนื่องจากหกโมงเย็น ศูนย์บริการโลหิตในวันพุธคงจะปิดทำการไปแล้ว

ส่วนข้อสันนิษฐานที่เป็นผลมาจากการให้ปากคำของเจ้าหน้าที่ รปภ. ที่มีบางคนระบุว่า ผู้ตายอาจจะบริจาคโลหิตจนกระทั่งเป็นลมหน้ามืด แล้วเกิดอาการช็อคจนเสียชีวิต จริงๆ แล้วศูนย์บริการโลหิต สภากาชาดไทยเปิดทำการถึงเวลา 16.30 น. ซึ่งเว้นวันพฤหัสบดีที่เปิดทำการถึง 19.30 น.แต่ถึงกระนั้น วันที่ 2 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ตายพบกับนายวิทยาตรงกับวันพุธ แต่ก็น่าสงสัยถึงศพที่พบในช่วงเที่ยงวันศุกร์ (4 พ.ค.)

ถ้าเป็นเช่นนั้นคงต้องพบศพก่อนหน้านั้น นั่นก็คือวันพฤหัสบดี (3 พ.ค.) หากจะอ้างได้ว่าผู้ตายนอนในสนามหญ้า ก็คงไม่เลือกทำเลตรงจุดบ่อพักขยะแบบนี้

และหากนายวิทยามีความตั้งใจที่จะไปบริจาคโลหิตจริง คงต้องกลับบ้านไปทานข้าวพร้อมภรรยาและลูก ตามสัญญาที่คุยกันไว้ทางโทรศัพท์ในช่วง 17.00 น. เย็นวันพุธ จนกระทั่งวันพฤหัสบดีต้องเดินทางกลับมาที่สภากาชาดไทยอีกครั้ง

ที่น่าแปลกใจตรงที่คำให้สัมภาษณ์ของภรรยา ระบุเอาไว้ว่าเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ผู้ตายซึ่งเป็นสามีได้เดินเข้ามากอด แล้วพูดจาเหมือนปรับทุกข์กับตนว่า ต่อไปนี้ตนต้องเป็นเสาหลักของครอบครัวในการเลี้ยงลูกซึ่งอยู่ในวัยเรียนแทน คล้ายกับเป็นการสั่งเสีย ซึ่งก็คงต้องย้อนไปที่แรงจูงใจข้างต้นว่า ตัดสินใจฆ่าตัวตายเพราะโรคประจำตัว หนีการให้ปากคำคดีเอสซี แอสเซท หรือถูกลอบฆ่า ซึ่งถ้าจะให้ไปถามตอนนี้คงไม่ได้ความอะไรมากนัก เนื่องจากสภาพจิตใจภรรยาในตอนนี้ไม่น่าจะพร้อมมากนัก

แต่ยิ่งแปลกใจหนักไปอีก ตรงที่ ผบก.น.6 อย่าง “พล.ต.ต.อภิชาติ เชื้อเทศ” กลับออกมากล่าวว่า “บุตรสาวผู้ตาย บอกว่าบิดาเคยปรารภ ว่าอย่าเป็นคนอ่อนแอเหมือนพ่อ พ่ออยากตายโดยให้งูที่สภากาชาดกัดตาย” แล้วรีบด่วนสรุปว่าเป็นเพราะความเครียด จริงๆ ไม่ควรที่จะบอกปัดแบบนั้น หากผลพิสูจน์ทางนิติเวชยังไม่ออกมาว่ามีสารพิษในร่างกายหรือไม่ ที่น่าจะเป็นสาเหตุการตาย

ถึงกระนั้น ไม่ว่าเราจะตั้งข้อสังเกตจากสมมติฐานของผู้ที่ติดตามเหตุการณ์ในแง่มุมไหนก็ตาม แต่น่าเป็นห่วงว่า คดีนอมีนีของเอสซี แอสเซท ที่มีนักการเมืองบงการเบื้องหลังได้ก่อกรรมเอาไว้อาจจะมีปัญหา “jerasak” พยายามกล่าวว่า คดีนี้ถือว่ามีแนวโน้มจะซุกหุ้นมากทีเดียว ยิ่งมาดูพฤติการณ์ของทักษิณในช่วงที่ผ่านมา พยายามหลีกเลี่ยงการตอบคำถามเรื่องวินมาร์คมาโดยตลอด พูดง่ายๆ เรื่องอื่นๆ ยังตอบบ้างแต่เรื่องนี้ "เดินหนี"

คดีนี้จึงไม่ใช่คดีธรรมดาๆ ผลเสียหายร้ายแรงกว่ากรณีแอมเพิลริชมากมาย และการตรวจสอบเส้นทางการเงินอาจโยงไปถึงเรื่องอื่นที่ยังไม่ทราบได้อีก กลายเป็นสิ่งที่น่าจับตามอง ซึ่งขณะเดียวกันก็อดคิดไม่ได้ว่าคดีอาจจะล้มอีกตามเคย เพราะพยานปากสำคัญก็มาด่วนเสียชีวิตไปเสียก่อนแล้ว 1 ราย !!!

สิ่งที่เรานำเสนอ แม้จะเป็นเพียงข้อสงสัย และสมมติฐานที่เกิดขึ้นจากการติดตามเรื่องราว แต่ถึงกระนั้นวลีที่มีคนกล่าวเอาไว้ว่า "คนตายแล้วเท่านั้นที่พูดไม่ได้" ยังเป็นสิ่งที่ทำให้เป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของเราอยู่เสมอ และไม่รู้ว่าจุดจบของคดีจะเป็นไปอย่างที่หลายคนคาดการณ์หรือไม่ ยากที่จะคาดเดา

(ภาพประกอบจาก นสพ.ไทยรัฐ - ผู้จัดการออนไลน์ และเว็บไซต์ บมจ.เอสซี แอสเซส)

โดย kittinunn

 

กลับไปที่ www.oknation.net