วันที่ อังคาร กันยายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สวนสีเขียวที่เป็นแค่ทางผ่าน


 

            ฉันนั่งอยู่ในสวนสีเขียว นั่งมองดูนก ปลาจิบน้ำ เด็กวิ่งเล่น คนขายไข่ปิ้ง ฯลฯ ความทรงจำบอกฉันว่า นี่เป็นครั้งที่ 2 ที่ฉันมาเยือนสวนแห่งนี้ในช่วง 16 ปีที่มาอาศัยอยู่เชียงใหม่

            ช่างดูเนิ่นนานและเหินห่าง แต่ก็น่าแปลกที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาฉันไม่เคยคิดที่จะแวะมาที่นี่เลย ทั้งๆที่บ่อยครั้งที่ขับรถผ่านสวนแห่งนี้เพื่อกลับบ้านที่หางดง

           

            วาบหนึ่งรู้สึกเชียงใหม่เหมือนกรุงเทพฯ เหมือนฉันนั่งอยู่ในสวนลุมพินีฯ ไม่ใช่สิ !...ฉันนั่งอยู่ในสวนบวกหาด สวนสีเขียวที่เริ่มถูกความเจริญคลืบมาเบียดชิดมากขึ้นทุกขณะ นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หลายคนผ่านเลยและลืมว่ายังมีพื้นที่เล็กๆเป็นมุมสีเขียวของเมืองนี้

            ช่วงบ่ายๆของวันนั้นอากาศที่เชียงใหม่ร้อนอบอ้าวอย่างมาก แสงแดดยามบ่ายแรงกล้าจนแอร์ในรถก็มิอาจทานทน ทั้งๆที่เพิ่งหมาดฝนไปเมื่อช่วงเช้า

             ระหว่างรอพ่อและแม่ทำธุระประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง ฉันและแฟนตั้งใจจะพาลูกชายตัวน้อยวัยใกล้ 2 ขวบไปรับแอร์เย็นๆในห้างสรรพสินค้าแถวๆสี่แยกแอร์พอร์ต แต่ก็เบื่อที่จะต้องเจอคนเยอะๆ เสียงดัง ที่จอดรถกลางแดด เผอิญเส้นทางที่จะไปห้างฯนั้นผ่านสวนแห่งนี้พอดี สายตาลอดผ่านรั้วสูงโปร่งแลเห็นน้ำใส กิ่งก้านใบไม้ที่ครึ้มเขียวภายใน ดูแล้วน่าจะคลายร้อนได้ดีกว่ามาก เราจึงเปลี่ยนแผนโดยพลัน แวะเข้าไปในสวนแห่งนี้แทน

            ฉันซื้อเสื่อ 1 ผืนราคา 10 บาทจากคุณยายหน้าตาฉาบยิ้ม นั่งร้องเรียกลูกค้าที่เดินเข้ามาให้อุดหนุนเสื่อจากแกเพื่อนำไปปูนั่ง ฉันเลือกนั่งริมน้ำใต้ต้นไม้เตี้ยๆที่เป็นเกราะกำบังแสงแดดได้เป็นอย่างดี ถูกต้องแล้วที่ฉันเลือกมาที่นี่ เพราะนอกจากเย็นตาสบายใจแล้ว ลูกชายก็ยังได้วิ่งเล่นอย่างเพลินใจอีกด้วย

            จริงๆแล้วชื่ออย่างเป็นทางการของสวนแห่งนี้ที่ถูก ต้องเรียกว่า “สวนสาธารณะหนองบวกหาด” แต่ฉันขอเรียกแบบสั้น และคนเชียงใหม่เองก็เรียกสวนบวกหาดจนติดปากแล้ว

            ทอดสายตาออกไปถนนข้างนอก รถจำนวนมากที่วิ่งผ่านไปมา แทบไม่มีรถคันไหนที่แวะจอดทักทายสวนแห่งนี้ เดาไม่ถูกว่าแต่ละคันที่เลยผ่านไปนั้นมีจุดหมายที่ใด อาจเพราะด้วยชีวิตที่รีบเร่ง ความเจริญที่แทรกซึมเป็นส่วนหนึ่งในทุกอณูของเมือง วิถีชีวิตที่นี่จึงเริ่มละม้ายคล้ายกรุงเทพฯเข้าไปทุกที

           

ฉันนั่งมองดูลูกชายเดินบ้างวิ่งบ้าง (แบบไม่คิดที่จะหยุดพัก) โดยมีพ่อของเขาเดินบ้างวิ่งบ้างตามอยู่ใกล้ๆ การที่ได้มาซึมซับบรรยากาศสีเขียวบ้างทำให้จิตใจชุ่มฉ่ำขึ้นมาอีกเยอะทีเดียว และฉันก็คิดว่าผู้คนที่มานั่งเล่นนอนเล่น นั่งกินข้าวเหนียวส้มตำไก่ย่างที่ซื้อมาจากร้านรถเข็นด้านหน้าสวนฯ ก็คงจะมีความสุขไม่แพ้กัน เพราะฉันเห็นรอยยิ้ม ได้ยินเสียงหัวเราะ บ้างบางคนก็ซื้ออาหารมาให้หมู่นกพิราบ ที่ดูเหมือนที่นี่จะเป็นบ้านหลังใหญ่ของพิราบฝูงใหญ่เหล่านั้น

           

           สวนแห่งนี้กะทัดรัด ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป สงบ โล่ง โปร่ง แต่ก็มีต้นไม้ให้ร่มเงาอยู่มาก บรรยากาศจึงดูร่มรื่น มีสระน้ำขนาดย่อมๆทอดตัวยาวหลายร้อยเมตรอยู่ใจกลางของสวน น้ำใสๆในสระสามารถมองเห็นปลาตัวเล็กตัวใหญ่ที่ว่ายจิบน้ำไปมาอยู่ตรงหน้าได้อย่างชัดเจน ฉันชอบมองต้นมะพร้าว ต้นยาวสูงเสียดฟ้าที่พัดลู่ลมเอนไหวให้ความรู้สึกโรแมนติค ดีอย่างบอกไม่ถูก

           

            ในพื้นที่เขตตัวเมืองเชียงใหม่ สวนบวกหาดน่าจะเป็นสวนสาธารณะเพียงแห่งเดียวที่มีอยู่ในตอนนี้ ก่อนหน้านี้ราว 2 – 3 ปีเคยมีแผนที่จะสร้างสวนสาธารณะรถไฟ (สวนรถไฟ) เดิมเป็นโรงแรมรถไฟ ตั้งอยู่บริเวณหน้าสถานีรถไฟเชียงใหม่ พื้นที่แปลงสวยหลายสิบไร่ ใช้งบประมาณรื้อ ทุบ ก่อสร้างอาคารไปหลายสิบล้าน แต่ก็สร้างไม่เสร็จ กลายเป็นโครงการค้างเติ่ง ซึ่งในความเป็นจริงพื้นที่สีเขียวที่จะเป็นที่ผ่อนกาย คลายจิตใจน่าจะมีอยู่ในหลายๆมุมของเมือง

           

          หรืออาจจะเป็นเรื่องที่คุ้นชินของคนเชียงใหม่ไปแล้วก็ได้ ที่ยามปกติลืมมาเยือนสวนแห่งนี้ แต่จะมาเฉพาะในยามไม่ปกติเท่านั้น เพราะสถานที่แห่งนี้มักถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานประจำปีหรืองานเทศกาลของเชียงใหม่ เช่น งานไม้ดอกไม้ประดับ งานแสดงสินค้าโอท็อป หรือสถานที่ขายผลไม้ประจำฤดูกาลทั้งลิ้นจี่ ลำไย สตรอเบอรี่ หรือแม้แต่ผลไม้ช่วยชาวใต้อย่างลองกองก็จะมากองกันอยู่ด้านหน้าสวนแห่งนี้กันเป็นทิวแถว

   

           ฉันนั่งในสวนสีเขียว มองดูทุกองค์ประกอบที่ไม่มีสิ่งปรุงแต่งใดๆ มีเพียงธรรมชาติเท่านั้นที่ทาบทา และดูเหมือนยิ่งความเจริญเข้ามาใกล้มากเพียงใด ระยะห่างระหว่างสวนสีเขียวกับผู้คนในเมืองแห่งนี้ก็ยิ่งลดน้อยลงเพียงนั้น วันหนึ่งเราอาจจะต้องมาพึ่งพาออกซิเจนบนพื้นที่เล็กๆในสวนแห่งนี้เป็นทบทวี หากความเจริญเข้ามาเบียดชิดพื้นที่ส่วนตัวของเรามากขึ้น มากขึ้นกว่านี้

 

 

 

โดย ชาจีน

 

กลับไปที่ www.oknation.net