วันที่ พฤหัสบดี กันยายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นักวิชาการ นักการป่าไม้ องค์กรเอกชน และประชาชน ชี้ชัดไม่ควรสัมปทานเช่าอุทยานแห่งชาติ Update!


ลางานตั้งแต่เมื่อวานครับ ตั้งใจจะไปร่วมประชุมเรื่องการให้เอกชนเช่าสัมปทานอุทยานแห่งชาติด้วยใส่เสื้อเขียวครับ...ตั้งใจไปหาเพื่อพ้องเอาข้างหน้าเต็มที  รถผ่านหน้าอาคารประชุมแว๊บบบบบบ....เฮ้ย....เสื้อเขียวเพียบเลย...มีพวกแล้วเว้ย....พอเข้าไปที่ไหนได้...อายยะ...เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ ส่วนลงทะเบียน ส่วนตอนรับ เขาใส่เสื้อเขียวหมดเลยแอบกระซิบบอกพี่คนหนึ่งที่เกษียรมาจากกรมอุทยาน....แกบอกว่าอย่าเอ็ดไป  ที่คนในกรมใส่เสื้อเขียวมา เพราะหลายคนก็ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดเซ็งป่านี้...ไม่รู้แกโม้หรือเปล่า

................................................................................................................

แต่โดยสรุปก็ผ่านไปได้ด้วยดีครับ สำหรับการประชุมรับฟังความคิดเห็นเรื่องเกี่ยวกับการให้เอกชนสัมปทานเช่าอุทยาน  โดยในช่วงเช้ารัฐมนตรีอนงค์วรรณ มากล่าวเปิดด้วยตัวเอง  ผมคงไม่กล่าวถึงว่าท่านกล่าวเปิดว่าอย่างไร เพราะไม่มีอะไร  แต่ตอนจะจบคุณอนงค์วรรณ์บ่นๆ เปรย ขึ้นมาว่า เรื่องนี้เป็นแค่แนวคิด ยังไม่ได้ดำเนินการอะไรเลย ไม่เข้าใจว่าทำไมกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตไปได้

ก็นะ...เจ๊คงลืมไปว่า  เจ๊พูดจุดไฟ และเอาน้ำมันราดมันเองนั่นแหละครับ

 รองวิชิต พัฒนโกศัย

 หลังจากนั้น รองวิชิต พัฒนโกศัย เจ้าของแนวคิดและโปรเจคนี้ก็รายยาวพร่ำบนถึงหลักการจัดการอุทยานแห่งชาติซึ่งผมเองก็ไม่เข้าใจท่านจะพร่ำไปทำไม...ในเมื่อคน ๘๐% ที่เข้าร่วมประชุมเป็นถึงระดับ ผอ.สำนักบริหาร และหัวหน้าอุทยานแห่งชาติ....

รองวิชิตอ้างว่าปัจจุบันตัวเลขต่างนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ๑๔.๔ ล้านคน ในขณะที่เจ้าหน้าที่ใช้ดูแลอุทยานแห่งชาติแต่ละแห่ง ๙๕ คน/อุทยานแห่งชาติ  นอกจากนั้นที่ผ่านมากรมอุทยานมีรายจ่ายสำหรับอุทยานแห่งชาติ ๑ พันกว่า ล้าน แต่รายได้จากการท่องเที่ยวได้เพียง ๖๐๐  กว่าล้านบาท ท่านพยายามสื่อว่าเข้าเนื้อทุกปี

 โดยสรุปรองวิชิตเห็นว่า ควรจะให้เอกชนที่เป็นมืออาชีพเข้ามาดำเนินการด้านการท่องเที่ยวแทนเจ้าหน้าที่ 

 เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับความสะดวกสบาย  และเพื่อให้เจ้าหน้าที่ไปทำหน้าที่ดูแลและเฝ้าระวังรักษาป่าอย่างเต็มที่ 

อ.สุรเชษฐ์ เชษฐมาศ

อ.สุรเชษฐ์ ตั้งข้อสังเกตุอย่างนี้ครับว่า

ประเด็นแรก ทุกวันนี้กรมอุทยานแห่งชาติให้น้ำหนักกับเรื่องการท่องเที่ยวมากเกินไปหรือเปล่า  และการท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติสามารถทำได้แต่ อ.พยายามนำเสนอในมุมที่ว่าเรายังไม่มีการเตรียมความพร้อมสำหรับรองรับอะไรไว้เลย  จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการกำหนด positioning ว่าอุทยานแห่งชาติจะดำเนินการท่องเที่ยวในรูปแบบไหน เช่น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ  การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ฯลฯ

ประเด็นที่สอง เมื่อก่อนนั้นนันทนาการในอุทยานแห่งชาติจะเน้นการให้การเรียนรู้  หรือที่เรียกว่า “กิจกรรมสื่อความหมาย” “การให้การศึกษา”  แต่ปัจจุบันแทบไม่มีใครให้ความสนใจต่อกิจกรรมเหล่านี้เลย

 ประเด็นที่สาม อ.ถามย้ำว่า อุทยานที่จะทดลอง ๑๐ แห่ง  ปัจจุบันมีสิ่งอำนวยความสะดวกอยู่แล้ว และเป็นอุทยานแห่งชาติเกรดต้นๆ  จำเป็นหรือที่จะต้องให้เอกชนมาดำเนินการ

 นอกจากนั้นอ.ยังเห็นว่า การดำเนินการตามโครงการให้เอกชนเช่าสัมปทานพื้นที่อุทยานแห่งชาตินั้นไม่น่าจะเกิดขึ้นง่ายๆ จนกว่ากระบวนการในการคัดเลือกการพิจารณาจะโปร่งใส ที่สำคัญควรผ่านการพิจารณาการตัดสินใจของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติเสียก่อน

 

อ.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

อ. มาในแนวดับเครื่องชน ทวงถามถึงภาระกิจหลักของกรมอุทยานแห่งชาติ ๑) การพิทักษ์รักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ๒) การให้การศึกษา การวิจัยและสร้างการเรียนรู้  ๓) การนันทนาการฝการท่องเที่ยว อ.ธรณ์ตั้งข้อสังเกตอย่างนี้ครับว่า ภาระกิจสำคัญอันดับ ๑ และ ๒ ปัจจุบันกรมอุทยานแห่งชาติทำดีแล้วหรือยัง ถึงจะไปทำภาระกิจที่ ๓ ซึ่งไม่ใช่ภาระกิจหลักอันดับต้นๆ

นอกจากนั้นยังเห็นว่า พื้นที่หลักที่จะให้เอกชนเช่านั้น คือเขตบริการ แต่ที่ผ่านมาการกำหนดเขตบริการส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ยืนอยู่บนการให้ความสำคัญในเชิงระบบนิเวศ  ส่วนใหญ่ก็ยึดถือความสะดวก เพราะฉะนั้นเวลาไปทำแผนจึงกลายเขตบริการ  ทั้งที่บางแห่งก็ไม่ควรให้เป็นเขตบริการและควรรักษาไว้ด้วยซ้ำไป

 

อ.ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

 พูดเหมือนตอนที่ออก Thai PBS งวดที่แล้วละครับ ว่า เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดำเนินกิจกรรมการบริการด้านการท่องเที่ยวดีอยู่แล้ว โดยดูได้จากสมุดบันทึก นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็แสดงความชมเชยจากความมีน้ำจิตน้ำใจ พร้อมทั้งเสนอว่า  ควบสนับสนุนการท่องเที่ยว ที่พักอาศัยบริเวณด้านนอกเขตอุทยานแห่งชาติจะดีกว่า เพราะนอกจากเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชนแล้วยังลดผลกระทบได้ด้วย

อ.รตยา จันทรเทียร ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

ท่านพยายามชี้ว่า ระเบียบการอนุญาตให้เอกชนเข้าดำเนินกิจกรรมการท่องเที่ยว ๒๕๔๗ ขัดกับ พรบ.อุทยานแห่งชาติ 

 

สว. ผ่อง  เล้งอี่ กล่าวว่า ขอให้นึกถึงเมื่อครั้งเปิดให้สัมประทานป่าไม้ สุดท้ายรัฐจะต้องประกาศยกเลิกเนื่องจากการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ ตัดไม้ ทำลายป่าไม่เป็นไปตามเงื่อนไขสัมประทาน ที่จะต้องตัดแปลงเว้นแปลงปลูกป่าเพิ่มเติม เพราะเมื่อให้สัมปทานไม่ทำตามก็เกิดปัญหาล้มเหลว จนองค์กรอนุรักษ์ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ต้องเรียกร้องให้ยกเลิกสัมปทานป่า ในปี 2532 ซึ่งขณะนี้ เปิดสัมปทานได้เพียง 20ปีเท่านั้น ป่าไม้ของเราก็เรียบเกือบหมดแล้ว  " ผมอยากเตือนว่า ให้คำนึงถึงความล้มเหลวทีผ่านมา มีบทเรียนไม่ใช่ว่า เราไม่มี เมื่อ ปี 2510 เราพูดเรื่องสัมปทานป่าไม้ให้เอกชน เหมือนวันนี้ที่เราพูดเรื่องให้เอกชนเข้ามาสัมปทานพื้นที่อุทยานฯแห่งชาติด้วยแนวคิดเดียวกัน ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าแนวคิดล้มเหลว ป่าไม้เกือบหมดประเทศในขณะนี้ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าแนวคิดนี้มันเสี่ยงเกินไป ละเอียดอ่อนเกินไป และผมไม่แน่ใจนิสัยของคนไทยจะควบคุมได้มากแค่ไหน และทำตามกฏหมายหรือไม่ คนที่จะดำเนินการเรื่องนี้ จึงเสี่ยงอย่างมากกับผลกระทบที่ตามมา"  อยากเตือนข้าราชการ และนักการเมือง ที่มีแนวคิดในการเปิดเช่าอุทยานแห่งชาติให้คำนึงถึง วิญญาณของเจ้าหน้าที่ ซึ่งสละชีวิตเพื่อการอนุรักษ์ ด้วย และขอเตือนว่า การดำเนินการเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและเสี่ยงมาก จะต้องรอบคอบโปร่งใส สรุปบทเรียนที่ผ่านมาเช่นอดีต เราเคยยอมให้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)ขึ้นไปบริหารบนพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ที่มีทั้งโรงแรม  สนามกอลฟ์ จน เราจะต้องใช้ความพยายามกันอย่างมากเพื่อจะเอาสิ่งเหล่านั้นออกมาจากพื้นที่อุทยานเนื่องจากเกิดผลกระทบกับพื้นที่ป่าไม้ แต่วันนนี้ เรากำลังจะบอกว่า เราต้องการนำสิ่งเหล่านี้กลับขึ้นไป จึงอยากถามว่า ถูกต้องหรือไม่

นายนพรัตน์ นาคสถิตย์ กรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า   “ตอนสมัยที่ทำงานก็มีคำของกรมอุทยานว่า Park For People  แต่หลังจากลาออกไปได้สองปีประมวลไปประมวลมากลายเป็น Park For Sele”  พร้อมทั้งตั้งคำถามต่อกรมอุทยานฯ ว่าวันนี้เราเปลี่ยนปรัชญาเป็น Park For Sale แล้วใช่หรือไม่  ฐานะที่ทำงานวิชาการมาตลอด กรณีการให้สัมปทานในต่างประเทศมันก็มีข้อดีข้อเสีย ก็อยากจะฝากว่าให้กรมอุทยานแห่งชาติศึกษาทั้งข้อดีข้อเสียของการให้สัมปทานอุทยานแห่งชาติให้ดี  และนอกจากศึกษาข้อดีข้อเสียแล้ว ก็พึงตั้งกฎระเบียบกำหนดโทษ เพราะทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เสียไปใครละจะเป็นคนรับผิดชอบ มันไม่ใช่ตัวเงิน แต่คนที่อนุมัติคนที่ทำผิดก็ต้องติดคุกด้วย  ที่ผ่านมาเรารักษากันมาด้วยชีวิตและจิตใจขออย่าได้มาย่ำยีกันเลย

ขณะที่นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ประธานชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมกล่าวว่า  ผมว่าเราต้องยอมรับความจริงว่าการที่เรามากันมากมายขนาดนี้ เพราะได้ข่าวว่ากรมอุทยานมีแผนที่จะเอาอุทยานแห่งชาติ ๑๐ ไปนำร่องให้เอกชนเช่า  เรื่องราวแบบเคยเกิดมานานแล้วและเราต้องยอมรับว่าความคิดแบบนี้มันเกิดขึ้นเพราะการผลักดันของนักการเมือง ความจริงที่ว่าหลักการจัดการอุทยานควรมีอะไรผมคิดว่าเราทุกคนนั้นรู้ดี แต่ปัญหาก็คือว่า คุณกำลังอ้างความชอบว่าการจัดการอุทยานแห่งชาติโดยให้เอกชนมาเช่าเป็นสิ่งที่ถูก จริงมันผิดเจตนารมณ์มาโดยตลอด ผมไม่เข้าใจว่าความคิดแบบนี้มันถึงยังมีอยู่อีก ผมอยากให้ข้าราชการเข้มแข็งสามารถต่อกรกับนักการเมืองได้  นักการเมืองผ่านมาแล้วผ่านไป  แต่อุทยานแห่งชาติต้องอยู่ต่อไป

ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่การจัดการอุทยานแห่งชาติในประเทศไทยคงต้องเวลาเปลี่ยน  เขาใหญ่พื้นที่ใหญ่กว่า กทม.แต่ถูกตัดสินด้วยคนๆ เดียว  คือหัวหน้าอุทยาน ห้วยขาแข้งใหญ่กว่า กทม.  เกือบ ๒ เท่า ถูกตัดสินด้วยคนๆ เดียว ผมคิดว่า การจัดการอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าควรมีหลายๆ ฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง ทุกวันนี้อุทยานอ้างว่าได้กรรมการที่ปรึกษาของอุทยาน แต่ไม่เคยได้ปรึกษาเลย  ผมคิดว่าหากต้องการเรียกร้องให้มีการจัดการอุทยานแห่งชาติแบบใหม่ ควรมีหลายๆ ภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในเชิงบริหาร ไม่เช่นนั้นก็ไม่อาจยืนหยัดกับการเมืองได้

นอกจากนั้นยังถามย้ำกับรองวิชิตว่า การเปิดให้เอกชนเช่าอุทยานแห่งชาติเป็นเพียงแนวคิดใช่หรือไม่....แต่เหตุใดจึงเริ่มมีการอนุมัติให้เอกชนดำเนินการเช่า ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทางฝั่งอันดามัน ๗ แห่ง

ขณะที่ kokoyadi บล็อกเกอร์จาก National Blog แสดงความคิดเห็นว่า วันนี้เป็นเวที่แสดงความคิดเห็นจึงอยากให้เวลากับประชาชนและคนภายนอกจริงๆ ๑) ฟัง ผอ.วิชิต พูดเมื่อเช้าก็เริ่มไม่แน่ใจว่า ท่านเอาการท่องเที่ยวเป็นตัวตั้งหรือเปล่า หรือเอาการอนุรักษ์เป็นตัวยืน  แต่ถ้าการท่องเที่ยวเป็นตัวตั้งก็เปลี่ยนชื่อกรมป่าได้เลยว่า เป็นกรมป่าไม้เพื่อการท่องเที่ยว  ๒) พออ่านเอกสารที่ให้มาพบว่า มีแต่ regulation สำหรับการอนุญาตแต่กลับไม่มี  regulation สำหรับการควบคุมเลย 

ขณะที่ คนผ่านทาง บล็อกเกอร์จาก National Blog อีกคนแสดงความคิดว่า การที่เราเข้าไปสัมผัสธรรมชาติ นั่นก็คือกำไรแล้ว

TengPong บล็อกเกอร์จาก National Blog อีกคนหนึ่ง กล่าวว่า หลังจากทราบข่าว ผมตอบได้เลยว่าไม่เห็นด้วย เพราะ 1.ไม่มีนายทุนรายใด เกรงกลัวมาตราการตรวจสอบของรัฐ ไม่ว่าจะเข้มข้นขนาดไหนก็แล้วแต่ เพราะไม่งั้นเราคงไม่เห็นรถเมล์ที่ได้สัมปทาน แต่มีควันดำวิ่งอยู่เต็มถนน และกรุณาอย่าอ้างว่าเป็นเพียงแนวคิด แต่ผมเชื่อว่าขณะนี้มีนายทุนนั่งลูบปากรออยู่แล้ว

2. การท่องเที่ยวพยายามแบ่งนักท่องเที่ยวเป็นประเภทต่างๆ จากกำลังซื้อเป็นหลัก แต่ธรรมชาติต้องการนักท่องเที่ยวเพียงระดับเดียวคือนักท่องเที่ยวที่มีจิตสำนึกมากกว่ากำลังซื้อ ถ้าเรากำลังจะหาความสุขโดยการเอาตัวเราเข้าหาธรรมชาติ ก็ควรปรับตัวเข้าหาธรรมชาติ ไม่ใช่ปรับะรรมชาติให้เข้ากับคนบางกลุ่ม

3. กรุณาอย่าดูแคลนบุคคลากรของ กรมอุทยานฯที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาป่าว่าไม่มีความรู้ความสามารถในการบริการ หรือการทำงาน แต่ควรสนับสนุน ทั้งการเพิ่มจำนวน และเสริมสร้างความรู้ความสามารถ อีกทั้งอย่าปล่อยให้ความอ่อนด้อยของบุคลากร มาถูกทดแทนโดยเอาเอกชนเข้ามาแทน

4. หากให้เอกชนเข้ามาดำเนินการเมื่อใด วิญญาณพี่สืบ นาคะเสถียร คงเสียใจแน่นอน

นอกจากนั้นยังตอบคำถามที่รองอธิบดีวิชิต ตั้งไว้ตั้งแต่ตอนเช้าว่า

ข้อแรกที่ถามว่าจริงหรือที่จะขายอุทยานแห่งชาติให้นายทุน 

ผมขอตอบว่า ท่านไม่ได้กำลังขายอุทยานแห่งชาติให้นายทุนหรอกครับ   แต่ท่านกำลังจะยกให้เขาไปเลย

ข้อสองการให้เอกชนเข้าร่วมบริหารการท่องเที่ยวเป็นการทำลายธรรมชาติจริงหรือ

ผมขอตอบว่า ทำลายธรรมชาติ จริง ครับ

ข้อสาม วิธีอะไรดีที่สุดในการนำทรัพยากรธรรมชาติไปใช้อย่างชาญฉลาด

ผมไม่มีคำตอบให้ครับ แต่อยากบอกท่านว่า คำถามนี้ท่านไม่น่าเอามาถามครับ

 

ผมเองพยายามนำเสนออยู่ 4 ประเด็น คือ 1) สิ่งที่สำคัญกว่าหลักการ หลักวิชาการที่ท่ารองวิชิตพูดเมื่อเช้า คือ เบื้องความคิดว่าท่านกำลังคิดอะไรอยู่ ที่ผ่านมาพบว่าแนวคิดนี้ไม่ใช่การเปิดแค่พื้นที่อุทยานแห่งชาติ แต่คิดที่จะเปิดพื้นที่อนุรักษ์ทั้งหมดรวมทั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าด้วย ดังเช่นความพยายามในการแก้ไข พรบ.อุทยานแห่งชาติ/พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า เปิดให้เอกชนเช่าพื้นที่ จัดนำเที่ยวแม้ในเขตหวงห้าม หรือความพยายามในการเปลี่ยนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าบางแห่งให้มีสถานภาพเป็นอุทยานแห่งชาติ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ไม่ใช่แนวคิด  แต่เป็นการปฏิบัติแล้ว

2) การพิจารณาเพียงแค่กรอบการแก้ไขปัญหาของอุทยานแห่งชาติ แล้วสรุปว่าต้องให้เอกชนสัมปทานพื้นที่ไปดำเนินการโดยไม่ได้พิจารณาบริบทสิ่งแวดล้อมอื่นๆ อาจไม่เพียงพอ เช่น ผลกระทบจากการเปิดเสรีอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว 5 เหลี่ยมเศรษฐกิจ บังกลาเทศ อินเดีย พม่า ศรีลังกา ไทย  กรณีการแทรกแซงของ อพท. ซึ่งเราอาจกำลังแง้มประตูให้โจรมายกเค้าไปทั้งบ้านหรือไม่

 

3)   ท่านรองวิชิตชี้แจงหรือรายรับรายจ่ายของกรมอุทยานแห่งชาติ คิดถึงกำไรขาดทุนนั้นคงไม่ได้  เพราะการบริการของอุทยานแห่งชาตินั้นเป็นบริการสาธารณะ เช่นเดียวกับสถานศึกษา โรงเรียน โรงพยาบาล

 

4)  เมื่อเปรียบเทียบทั้งค่าทำเนียม ค่าเช่าจะค่อนข้างสูงหากเช่า 10 ไร่จะเสียค่าเช่าประมาณ 2,500,000 บาท/ปี แทบเป็นไปไม่ได้ว่าคนในชุมชนท้องถิ่นจะสามารถเช่าได้เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูง เพราะฉะนั้นการอ้างผลประโยชน์ของชุมชนท้องถิ่นนั้นจึงไม่น่าจะเป็นจริง                  

 

 

 

 

โดย พญาไฟสีเทา

 

กลับไปที่ www.oknation.net