วันที่ ศุกร์ กันยายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ชายเฒ่าผู้วิ่งไล่จับผีเสื้อ...“สิ่งหนึ่งสูญหาย อีกสิ่งหนึ่งจำต้องสูญเสีย"







-1-

ลมแล้งพัดผ่านเข้ามาทางกิ่วดอย พัดปลิวมาปะทะใบหน้าของชายเฒ่า รู้สึกผะผ่าว- -เหมือนกับว่าจะตั้งใจเอาอายร้อนอวลอบอ้าวมาฝากให้ชีวิตในหุบเขาได้สัมผัสต้อง,

ด้านทิศตะวันออก- -ดอยหลวงเชียงดาวทอดทะมึนสูงตระหง่าน ช่างน่าเกรงขาม ดวงตะวันยามบ่ายยังคงฉายแสงร้อนเริงแรงไปทั่ว

จ้องมองฝ่าออกไปเบื้องหน้า- -จะมองเห็นเปลวแดดเต้นยิบยิบไหวไปมาเหมือนอยากยิ่งยุเย้ยหยันให้ใครๆ เขาได้หมั่นไส้

แสงแดดสาดส่องไปในมุมกว้าง บนเนินเขา แผ่กระจายมายังทุ่งกว้างใหญ่และลำห้วยที่คดเคี้ยวเลี้ยวไหลเลาะไปหว่างท้องทุ่งไร่

นานมาแล้ว...ที่ความแล้งแห้งโหมเข้ามาสู่หมู่บ้านกลางป่าแห่งนี้ มองไปในไร่บนเนินเขา ต้นข้าวที่เพิ่งโผล่พ้นผืนดินชูยอดใบล้อลมแดดฝนได้ไม่นาน ตอนนี้กลับเฉาซบอ่อนลู่ แห้งตายไปเกือบหมดสิ้น

นั่น, แม่เฒ่าชาวบ้านป่า เนื้อตัวผ่ายผอมมอมแมม กำลังนั่งเล่นโยนก้อนหินอยู่อย่างนั้น

แม่เฒ่าแหงนเงยหน้าคอตั้งบ่า ดวงตาฝ้าฟางคู่นั้นมีหยาดน้ำปริ่มเอ่อในขอบตา นางจ้องมองเมฆดำก้อนใหญ่ลอยอยู่ตรงเหนือศีรษะ เพียงชั่วครู่...ลมพัดก้อนเมฆกลุ่มนั้นล่องลอยไปช้าๆ ไปทางทิศใต้ ล่องลอยลับไกล...

“ลอยหาย ลอยหายไปอีกแล้ว เหมือนเมื่อวาน...” แม่เฒ่าบ่นพึมพำ พึมพำ...พร้อมถอนหายใจยาว

เกือบสองเดือนแล้ว ที่ฝนทิ้งช่วงจน จนทำให้ผู้คนที่นี่เดือดร้อนกันไปทั่ว หลายคนเริ่มบ่นกันว่า...มันเปลี่ยนไปไม่เหมือนแต่ก่อนเก่า ฝนแล้ง ข้าวกล้าตาย ชีวิตคนที่นี่ต้องอดอยากลำบากกันแน่

“อดทนเอา...อย่าเพิ่งหมดหวังสิ” ผู้นำอาวุโส บอกกับทุกคน

“ใช่, ฉันก็ว่าอย่างนั้น...มันต้องมีทางออก...” ชายวัยกลางคน เอ่ยให้กำลังใจ

เมื่อวันก่อน มีคนเมืองคนหนึ่งขึ้นมาบนดอย เข้ามาในหมู่บ้าน บอกว่า ต้องการรับซื้อผีเสื้อตัวงาม หากใครจับได้จะให้ราคาดี ว่ากันว่า พวกพ่อค้านำไปขายให้พวกนักสะสมซากแมลงในเมืองใหญ่ข้างล่างโน่นอีกที


-2-

ริมลำห้วย ในหุบเขา ไม่ไกลจากหมู่บ้าน
ดวงตะวันสาดแสงสะท้อนไปทั่ว...สาดกระทบน้ำในแอ่งที่หลงเหลืออยู่ ส่องสาดกรวดหินทรายเป็นประกายวิบวับ- -หมู่ผีเสื้อหลายหลากสีหลากสีสันลวดลายงดงาม กำลังกระพือปีกบินว่อนว่ายไปมาระหว่างดงดอกหญ้า ก่อนจับนิ่งบนโขดหินที่ทับซ้อนระเกะระกะริมลำห้วย

ห้วงยามนั้น, ชายเฒ่าค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ- - ค่อยๆ ก้มๆ เงยๆ ขยับกายเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างแช่มช้าและแผ่วเบา ยื่นมืออันสั่นเทาออกไปหวังจะจับปีกผีเสื้อแสนงามตัวนั้น

แต่ก็นั่นแหละ...พอเอื้อมมือไปใกล้ตัว เจ้าผีเสื้อกลับกระพือปีกบินไปไกลอย่างรู้ทัน

ชายเฒ่าหยีตาอันพร่าเลือน- -ส่ายหน้าไปมาแล้วพึมพำอย่างเสียดาย

เขานิ่งมองอย่างเงียบๆ อยากจะเอ่ยให้กำลังพ่อเฒ่า แต่สุดท้ายก็ได้แต่นิ่งงันอยู่อย่างนั้น

นานนักนาน...ชายเฒ่าค่อยๆ คิด เรียนรู้และทดลองหาวิธีจับผีเสื้อไพร ทำอย่างไรจึงจะจับมันได้โดยไม่ทำให้ปีกอันงดงามนั้นบอบช้ำ ฉีกขาด

ชายเฒ่าตัดสินใจฉีกผ้ามุ้งสีซีดขี้ไคลผืนหนึ่ง มาตัดเย็บเป็นตาข่ายทรงกรวย นำมาสอดใส่กับโครงไม้ไผ่ที่โค้งงอเป็นวง ก่อนจะเอาลำไผ่ยาวเล่มหนึ่งมาผูกติดกันทำเป็นด้ามจับ ในที่สุด, ชายเฒ่าก็ได้สวิงดักจับผีเสื้อ ด้วยปัญญาเท่าที่มี พร้อมกับความหวังครั้งใหม่...

-3-

ทุกยามเย็น เขาจะเห็นพวกเด็กๆ ลูกหลานของภูเขา พากันวิ่งไล่ตามหลังชายเฒ่าอย่างมีความสุข บางคนกระโดดโลดเต้น สนุกสนาน พร้อมกับตะโกนส่งเสียงหัวเราะดังก้องดอย- -

“เฮ้...พ่อเฒ่าวิ่งไล่จับผีเสื้อๆ ๆ ๆ...”

ชายเฒ่าเงียบงัน...ไม่แสดงอาการหงุดหงิดกับพวกเด็กๆ เหล่านั้น หากแกยังคงวิ่งไล่จับผีเสื้อไปมาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แม้ว่าบางครั้ง เขายินเสียงหายใจหอบเป็นห้วงๆ ของชายเฒ่า พร้อมกับหยีตาจดจ้องมองความเคลื่อนไหวของผีเสื้อที่บินว่อนคล้ายอยากหลอกล่อให้ชายเฒ่าไขว่คว้าแล้วสิ้นหวัง

กว่าจะดักจับได้แต่ละตัว ชายเฒ่าก็เกือบหมดแรง จนต้องทรุดนั่งลงบนโขดหิน

ชายเฒ่าค่อยๆ ใช้หัวแม่มือกับนิ้วชี้บรรจงจับปีกบอบบางของผีเสื้อตัวนั้นออกมาจากกับดักเบาๆ แล้วล้วงเอาของบางอย่างในถุงย่ามออกมา...เป็นแผ่นกระดาษที่พันเป็นซองสามเหลี่ยม แกค่อยๆ หย่อนผีเสื้อตัวนั้นลงในซองกระดาษ ก่อนเก็บเอาไว้ในถุงย่าม

“แย่จัง ตัวนี้ขายได้ห้าบาทเท่านั้นเอง...” ชายเฒ่าบ่นพึมพำไปมา

“เมื่อไรหนอ..จะได้ผีเสื้อตัวที่เราต้องการเสียที...”

-4-

ค่ำแล้ว, ลมพัดโชยเข้ามาตามช่องฝาฟากไม้ไผ่...
เขานั่งจิบชาอยู่ข้างเตาไฟในกระท่อม แสงไฟจากไม้เกี๊ยะส่องแสงวอมแวมไปมา สาดกระทบใบหน้าอันเหี่ยวย่นของชายเฒ่า ทว่าลึกลงไปในดวงตาคู่นั้นยังฉายความสดใสอยู่

“คนข้างล่างบอกว่า ตอนนี้พ่อค้ามารับซื้อตัวละร้อยทีเดียวนะ...” ชายเฒ่าเอ่ยกับเขาในความเงียบ

“อะไรนะ” เขาถามอย่างไม่แน่ใจ

“ผีเสื้อ...ผืเสื้อลายเสือสมิง” ชายเฒ่าเอ่ยเบาๆ สายตาจดจ้องมองแสงไฟในเตาที่คุโชน...

-5-

หนังสือพิมพ์เริ่มประโคมข่าวเรื่อง “ผีเสื้อสมิงเชียงดาว” กันอย่างครึกโครม...

ว่ากันว่า เป็นผีเสื้อหายากที่พบได้ในบริเวณภูเขาสูง และพบบนดอยหลวงเชียงดาวเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย และมีเพียงแห่งเดียวในโลก

ผีเสื้อพันธุ์นี้ มีขนาดใหญ่ สวยงามด้วยลวดลายบนปีกดูคล้ายลายของเสือสมิง

ก่อนนั้นชาวบ้านบางคนเรียกผีเสื้อพันธุ์นี้ว่า “แบงก์ร้อยบินได้” เพียงชั่วระยะเวลาไม่นานนัก ราคาของผีเสื้อสมิงเชียงดาว ก็เริ่มทวีคูณเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จากตัวละร้อย กลายเป็นตัวละพันบาท ห้าพันบาท เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น...ว่ากันว่า พ่อค้าคนไทยนำไปขายให้ชาวญี่ปุ่น ให้คนต่างชาติอีกต่อหนึ่ง ผีเสื้อถูกจับทยอยออกจากป่า ลงจากดอย ลงไปในเมือง ไปถึงมือพ่อค้าทุกวัน ทุกวัน...

แต่สำหรับชายเฒ่า ยังไม่เคยจับผีเสื้อสมิงเชียงดาวได้สักครั้งเดียว ชายเฒ่าบอกว่า เคยเจอครั้งหนึ่งในป่าตรงตีนดอยหลวง มันช่างงามแท้ ปีกลายสดใสด้วยสีเหลือง ขาว ทอง แดง กระพือปีกไปมาระหว่างความว่างเปล่าของอากาศ เหนือดงเสี้ยวป่า

ชายเฒ่ามองเห็นชีวิตของมันแล้วรู้สึกอิจฉาผีเสื้อ มันคงมีความสุขมากสินะ...ชายเฒ่าครุ่นรำพึง...มันใช้ชีวิตอย่างสอดคล้อง อยู่กับธรรมชาติ อยู่กับความสะอาด บริสุทธิ์ แต่ชายเฒ่าไม่รู้และไม่เข้าใจว่าชีวิตของแก ทำไมช่างยากเย็นแสนเข็ญยิ่งนัก ต้องดิ้นรนต่อสู้กับความหิวความลำบากยากจนไม่รู้จักจบสิ้น

ชายเฒ่าไม่รู้ว่าผีเสื้อมันจะโบยบินและสิ้นสุดตรงไหน รู้แต่ว่า ชีวิตมันสั้น

“แล้วชีวิตข้าเล่า!?...” ชายเฒ่ารำพึงกับตัวเอง

-6-

นั่นมันก็นานมาแล้ว ในห้วงยามนี้...หลายๆ คนเริ่มเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติกันมากขึ้น เริ่มรับรู้และโหยหากับบางสิ่งที่เมื่อมันได้จากไป เหมือนกับผีเสื้อสมิงเชียงดาว ในวันนี้คงเหลือเพียงแต่ชื่อเท่านั้น

บางคนอาจไม่ใส่ใจเท่าใดนัก กับการสูญหายสูญพันธุ์ของแมลงตัวเล็กๆ ตัวหนึ่ง หากหลายคนถึงกับวิตกกังวลไปต่างๆ นานา เหตุใดหรือ...สิ่งที่มีค่าและหายาก จึงมักถูกแก่งแย่งทำลายไปจนหมดสิ้น

“สิ่งหนึ่งสูญหาย อีกสิ่งหนึ่งจำต้องสูญเสีย...” เขารำพึงในความเปลี่ยน...

-7-

แดดยามเย็นโรยตัวลงอย่างอ่อนล้า ลมภูเขาพัดครวญมาอ้อยสร้อย...กระท่อมไม้ไผ่ซุกนิ่งอยู่ในหุบเขาสงัด เพียงชั่วยาม- -ความมืดก็เข้าคลี่คลุมสรรพสิ่ง แสงไฟฟืนในกระท่อมเริ่มส่องแสงวอมแวม

เขาออกมายืนอยู่นอกชานกระท่อม นั่งอยู่ในความเงียบ- -พูดคุยกับตัวเอง นานและนาน จนถึงคืนดื่นดึก เหม่อมองจ้องไปบนเวิ้งฟ้า...คืนนี้ไร้เดือน หากยังคงมีดาวบางดวงวอมแสงหรุบหรู่ดูเหงาหงอย แมลงกลางคืนกรีดปีกดังช่างวังเวง...

เขาคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย...ครุ่นคำนึงไปถึงอดีตที่ผันผ่าน และนึกถึงอีกหลายๆ ชีวิตที่สูญหาย.

.............................




เรื่องสั้นเรื่องนี้ผมเขียนเมื่อครั้งเป็นครูดอยอยู่บริเวณตีนดอยหลวงเชียงดาว เก็บฉากบรรยากาศในห้วงนั้น มาเขียนเป็นเรื่องสั้น ทั้งที่จริงๆ แล้ว มันเป็นเรื่องจริงที่หม่นเศร้า กับการจากไปของ ผีเสื้อสมิงเชียงดาว...



ตีพิมพ์ครั้งแรก เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 13 ฉบับที่ 634 26 ก.ค.2547

โดย ภู_เชียงดาว

 

กลับไปที่ www.oknation.net