วันที่ จันทร์ กันยายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คิดถึงความหลัง ส.พล เพื่อประชา


           

             (คิดถึงความหลัง)

                                     ส.พล เพื่อประชา
                            สหายจันทร์ ควายแดง

“ตื้ด….ตื้ด…..ตื้ด…..”
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ทำให้ผมต้องละมือจากงานที่ทำอยู่ ไปปลดเจ้ามือถือที่แขวนอยู่ข้างเอว
“สวัสดีครับ มีอะไรให้รับใช้ครับ”
ผมพยายามพูดให้สุภาพและเป็นกันเอง เพราะไม่ได้ดูหมายเลขโทรศัพท์ว่าใครโทรมา
“กูเองโว้ย เป็นไงบ้างวะ”
เสียงที่ตอบมาเป็นกันเองกว่าผมเสียอีก “กูเองโว้ย” ถึงแม้ไม่บอกชื่อ แต่เสียงที่ได้ยิน ก็เรียงนามมาได้ว่าเจ้าของเสียงเป็นใคร อดีต “สหายจันทร์ ควายแดง”
ผมกับสหายจันทร์พบกันในขบวนปฏิวัติ เราต่างก็เข้าป่าเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาในเขตงานอีสานใต้ ชาวอีสานใต้แทบไม่มีใครไม่รู้จัก “สหายจันทร์ ควายแดง” เขามีบุคลิกพิเศษ และมีเรื่องราวที่น่าสนใจและน่าจดจำ เป็นที่กล่าวขานไปทั่ว เขาไม่ใช่จัดตั้ง แต่ชาวอีสานใต้รู้จักเขามากกว่าจัดตั้งบางคนเสียอีก ฉายา “สหายจันทร์ ควายแดง” ผมรู้จักและได้ยินเรื่องราวของเขาก่อนจะรู้จักตัวจริงเสียอีก
หลังจากจบจากโรงเรียนการเมือง การทหาร ผมได้รับคำสั่งให้ขึ้นแนวหน้าเข้าปฏิบัติหน้าที่ในกองทหาร สหายจันทร์เข้าป่าหลังเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาระยะหนึ่ง และได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยการผลิตในเขตหลังของเขตงานจรยุทธ์เดียวกับผม ผมพบเขาครั้งแรกเมื่อหน่วยจรยุทธ์ที่ผมสังกัดได้ขึ้นมาเขตหลังเพื่อศึกษาและสรุปงาน พวกเราเข้าพักในทัพการผลิตที่สหายจันทร์สังกัดอยู่ สหายจากหน่วยการผลิตตั้งแถวต้อนรับพวกเราอย่างอบอุ่น ต่างยื่นมือเข้าสัมผัสมือของกันและกัน พร้อมเสียงทักทาย
“สบายดี บ่ สหาย”
“แข็งแฮง บ่ สหาย”
สำเนียงภาษาอีสานเป็นสื่อความรู้สึกจากใจถึงใจ
“เซาะสบาย มิตร”
คำทักทายภาษาเขมรในความหมายเดียวกันดังแทรกขึ้นมา ผมเงยหน้าขึ้นมอง ที่สะดุดใจมิใช่ภาษา หากแต่เป็นสำเนียงที่พูดไม่มีเค้าของคนเขมรเลย สำเนียงจีนชัดๆ เป็นเสียงของ สหายจันทร์ ควายแดง
เขายืนเด่น ตัวตรงในชุดทหารสีเขียวเข้ม แต่มีสภาพที่เก่า สีซีดจางตามอายุการใช้งาน มีรอยปะซุนหลายแห่ง แขนเสื้อทั้งสองข้างพับขึ้นอยู่ระหว่างข้อมือและข้อศอกอย่างไม่เป็นระเบียบ ปล่อยชายเสื้อ คาดเข็มขัดทหารทับ มีซองใส่แม็กปืนเอ็ม16ได้สองแม็ก และกระติกน้ำ ร้อยทับเข็มขัดทหาร ห้อยอยู่สองข้างตัว สวมรองเท้าแตะฟองน้ำ สะพายปืนเอ็ม16 ที่มีคาบสนิมเกาะบริเวณลำกล้อง ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มที่สนิทสนม สีหน้าที่ดูคึกคัก ดวงตาเป็น “ตาชั้นเดียว”ไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่เวลายิ้มหรือหัวเราะจะเรียวเล็กลง พร้อมริ้วรอยแห่งประสบการณ์จะผุดขึ้นบริเวณหางตาและหน้าผาก นั่นเป็นภาพแรกที่เรียกว่า “แรกพบ”เลยทีเดียว
วันนั้น ผมกับสหายจันทร์ไม่มีโอกาสพูดคุยกันมากนัก เนื่องเพราะสหายจันทร์กับสหายในหน่วยการผลิตง่วนอยู่กับหน้าที่ “เจ้าภาพ”ที่ต้อนรับแขกเหรื่อกองจรยุทธ์อย่างผมกับพวก ก่อนมืดค่ำ ผมถือโอกาสสำรวจสภาพของทัพที่พักและภูมิประเทศ ทัพนี้ตั้งอยู่ห่างจากไร่ของหน่วยการผลิตไม่มากนัก ด้านข้างมีลำห้วยเล็กๆ ที่กว้างเพียงแค่กระโดดข้ามได้เท่านั้น เป็นลำห้วยที่แห้งขอดเนื่องจากเป็นหน้าแล้ง อาศัยการขุดบ่อจากพื้นก้นลำห้วยลึกลงไป น้ำในบ่อใช้ทั้งอาบและดื่มกิน รอบๆทัพมีร่องรอยการตัดถาง ใช้ทำเป็นที่พักสำหรับผูกเปลอยู่หลายแห่ง ด้านข้างของที่ผูกเปลบางแห่งมีการขุดหลุมเพาะขนาดไม่ใหญ่นักสำหรับคนนอนได้เพียงคนเดียว มีข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นวางอยู่บนแคร่เล็กๆที่ทำขึ้นหยาบๆ แสดงว่าเจ้าของที่พักและหลุมเพาะต้องเป็นของหน่วยการผลิตอย่างแน่นอน กึ่งกลางทัพมีจอมปลวกขนาดใหญ่ ผมเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ปรากฏว่าจอมปลวกนี้ถูกขุดเป็นอุโมงค์ลึกเข้าไปตรงกลาง มีทางเข้าอยู่สามด้าน ทางเข้าไม่กว้างนักแต่วิ่งก้มเข้า-ออกไม่ติดขัด จุดที่ทางเข้ามาบรรจบกันถูกขุดให้เป็นโพรงขนาดคนสิบคนนั่งติดๆกันไม่อึดอัด ใช้หลบภัยทางอากาศและการยิงของปืนใหญ่ได้อย่างสบาย ใกล้ๆกับบ่อน้ำถูกจัดสร้างให้เป็น “โรงครัว” ซึ่งก็คือการถางให้มีบริเวณที่กว้างขวางมากที่สุดในทัพ จัดมุมหนึ่งให้เป็นที่หุงข้าว ปรุงอาหาร เตาก็ใช้หินสามก้อนมาวางที่เรียกว่า “ก้อนเส้า” สำหรับตั้งหม้อ ไม่มีหลังคา ถ้าฝนตกก็มุงผ้ายางอยู่เหนือเตา ฝนไม่ตกก็เก็บ ขลุกขลักหน่อย แต่ก็ปลอดภัยจากการสังเกตการณ์จากเครื่องบินของศัตรู บริเวณที่เหลือใช้เป็นที่รวมพลและกินข้าว ดูจากสภาพพื้นดินของโรงครัวเรียบเตียนและรอบๆบริเวณทัพ คาดคะเนได้ว่าทัพแห่งนี้หน่วยการผลิตคงปักหลักอยู่ที่นี่มานานพอสมควร คืนนั้นผมและสหายในหน่วยจรยุทธ์เลือกทำเลที่ใกล้ “โรงครัว” เป็นที่พักเพราะสะดวกทั้งการไปอาบน้ำและกินข้าว หลังจากฟังผู้รับผิดชอบการทหารของหน่วยการผลิตวางแผนการทหารระวังภัยตอนกลางคืนแล้ว ผมก็เข้านอนทันที เพราะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง
“บึ้ม…”
เสียงระเบิดของปืนใหญ่ดังสะท้านป่า ทำให้ผมสะดุ้งตื่น รีบผงกหัวขึ้นพาดขอบเปลเพื่อให้สามารถรับฟังเสียงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ได้ยินเสียงขยับตัวเบาๆของสหายในหน่วยจรยุทธ์ที่มาด้วยกัน แสดงว่าทุกคนรู้สึกตัวแล้วพร้อมตั้งใจฟังเสียงรอบข้างและเสียงตกของลูกปืนใหญ่เพื่อจับทิศทางการยิงปืนใหญ่ของศัตรูเช่นเดียวกับผม
“ตูม…”
เสียงระเบิดดังเลยทัพเราไปไกลพอสมควร แสดงว่าศัตรูยิงสุ่มเพื่อก่อกวนเท่านั้น ทัพที่พักของเราไม่ได้อยู่ในรัศมีการยิง ใจที่เขม็งตึงผ่อนคลายลงเล็กน้อย
“บึ้ม…”
เสียงยิงนัดที่สองดังตามมา ทันใดนั้น มีเสียงฝีเท้าวิ่งเข้ามาหาพวกเรา
“สะหาย สะหาย ตื่น ตื่น ศัตรูยิงปืนใหญ่มา”
สหายจันทร์วิ่งมาพร้อมเสียงเรียกที่พยายามให้เป็นเสียงกระซิบกระซาบ แต่ได้ยินไปทั่ว คนปลุกให้ตื่นรู้สึกว่าจะตื่นจริงๆ และยิ่งตื่นมากขึ้นเมื่อเสียงระเบิดของลูกปืนใหญ่ลูกที่สองตก ขณะที่คนถูกปลุกยังคงนอนหัวฟาดขอบเปลเฉย
“สะหายเป็นทะหานอิหยัง คือนอนขี้เซาแท้”
เสียงเจ็กพูดลาวได้ยินชัดเจน ทปท.เชื้อชาติลาวอมยิ้มแล้วตอบกลับ
“เฮาฮู่สึกโตแต่โดนแล้ว”
“ผมมาปลุกสะหาย จะให้สะหายไปหลบปืนใหญ่ในอุโมงค์ด้วยกัน”
“พวกเราไม่ไปหรอก ปืนใหญ่ไม่ได้ยิงมาที่นี่”
ขาดคำเสียงยิงปืนใหญ่ลูกที่สามก็ดังขึ้นอีก คราวนี้ดังมากขึ้นกว่าเก่า
“อย่าประมาทสะหาย สะหายไม่ไป ผมไปก่อน”
ว่าแล้วสหายจันทร์ก็

โดย คอมมูน

 

กลับไปที่ www.oknation.net