วันที่ อังคาร กันยายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ความตาย



ก่อนหน้านี้ตอนเราเป็นวัยรุ่น  เราไม่เคยคิดถึงความตายมาก่อน  ตอนเรียน
หนังสือเพื่อนเราตายไปหนึ่งฅน นั่นเป็นครั้งแรกที่เราได้ยินข่าวความตาย
ของเพื่อน สิ่งที่เป็นไปก็คือเรานิ่งอึ้งไปนานหลายนาที กว่าจะรู้สึกตัวอีกทีก็
นานพอดู นานพอที่จะทำให้ฅนที่บอกข่าวสารอยู่ตรงหน้ารับรู้ว่า เรานิ่งไป
เพราะอะไร

      หลังจากนั้นชีวิตเราก็หันเหเข้ามาศึกษาพุทธศาสนา เพื่อนเราก็ยังคง
ตายไปอีกฅน สองฅน บางครั้งเราช็อค บางครั้งเรางง แต่เมื่อเราย้อนกลับ
มาดูตัวเราและฅนรอบข้าง ไม่มีใครที่ไม่ตาย

      ทุกฅนต่างก็มีวันตายเป็นของตนเองด้วยกันทั้งนั้นแต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เมื่อ
เวลาผ่านไป  เราจะเริ่มเข้าใจความตายมากขึ้น หลายปีก่อนพี่ชายเราตาย
ไปหนึ่งฅน อีกสองสามปีถัดมาพี่ชายอีกฅนก็จากเราไป

     เมื่อปีที่แล้ว  ยายของเราก็เพิ่งเสียชีวิตไปอีกฅน เราร้องไห้  การร้องไห้
ไม่ได้หมายความว่าเราไม่เข้าใจมัน แต่การร้องไห้ทำให้เราใจเข้าลึกซึ้งไป
กับชีวิตและความตายมากขึ้น

      ไม่มีใครที่ไม่หวาดกลัวต่อความตาย  แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราจางคลาย
จากความกลัวตายไปได้ก็คือ การภาวนาถึงความตายเสียเอง นั่นเป็นเรื่อง
แปลกที่ว่าเวลาเรากลัวอะไรพุทธศาสนากลับบอกให้เราวิ่งเข้าไปหาสิ่งนั้น
มุมมองทางพุทธเกี่ยวกับความตายไม่ได้มองความตายเป็นเรื่องอัปมงคล 

      แต่พุทธมองความตายว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต  เป็นบทเรียนที่ทุกฅน
จะต้องเข้าไปเรียนรู้อย่างใกล้ชิด เพราะเมื่อเรารู้ตื่นใกล้ชิดไปกับความตาย
แล้ว 

      ความตายที่ว่าน่ากลัว ๆ ก็จะไม่น่ากลัวอีกต่อไป

      เรามีประสบการณ์การเดินจงกรมแล้วภาวนาว่า “ตาย. . .ตาย. . .ตาย
ไม่ว่าใครหรือแม้แต่เราก็ต้องตายไม่วันใดก็วันหนึ่ง”  สิ่งที่เราได้รับจากการ
ภาวนาเช่นนี้ซ้ำไปซ้ำมาขณะเดินจงกรมกลับกลายเป็นความสงบและความ
กระจ่างแจ้งภายใน เป็นภาวะที่ทำให้เรารู้สึกเบา ไม่ติดขัดหรือหวาดกลัว
ความตายมากเหมือนก่อนภาวนา เพื่อนฅนอื่น ๆ ที่ผ่านประสบการณ์การ
ภาวนาเช่นนี้ก็มีความรู้สึกสงบภายในคล้าย ๆ กัน นั่นย่อมแสดงว่าการ
ภาวนาเช่นนี้ย่อมช่วยเหลือฅนอื่น ๆ ให้มีการเจริญเติบโตภายในได้เช่นกัน
อันที่จริงการที่เราทำภาวนาเช่นนี้ก็เปรียบเสมือนการเข้าไปสัมผัสความตาย
ก่อนที่มันจะมาถึงจริง ๆ อย่างที่ท่านพุทธทาสเรียกว่า “ตายก่อนตาย”

      ทุก ๆ วันเราเปิดหนังสือพิมพ์หรือดูข่าวทางทีวี มีฅนตายอยู่ทุกเมื่อเชื่อ
วัน  ทั้งตายเดี่ยว ตายหมู่ ทั้งตายกระทันหันหรือตายอย่างช้า ๆ ทั้งตายด้วย
ตัวเองหรือฅนอื่นทำให้เราตาย แต่จะมีใครสักกี่ฅนในข่าวเหล่านั้นที่เคย
เตรียมตัวตายล่วงหน้ามาก่อนที่จะตายจริงด้วยการภาวนาแบบที่พุทธ
ศาสนาสอนในพุทธประวัติ  นางปฏาจารา และ นางกีสาโตมี ต่างก็ต้อง
ประสบกับความพลัดพรากจากฅนรักจากไปด้วยความตายด้วยกันทั้งคู่ นาง
ปฏาจาราต้องสูญเสียสามี ลูก และพ่อแม่ เพราะความตายมาพราก ส่วน
นางกีสาโคตมีก็สูญเสียลูกน้อยวัยแบเบาะ นางกีสาโคตมีโศกเศร้าปิมว่าจะ
ขาดใจตาย ส่วนนางปฏาจาราถึงกับเป็นบ้าเสียสติ  แต่ทั้งคู่ก็สามารถกลับ
มาฟื้นคืนสติบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์เมื่อพระพุทธเจ้ามาโปรด

      เรื่องราวในอดีตอันยาวนานไม่ได้แตกต่างไปจากปัจจุบัน  ใครก็ตามที่
ต้องสูญเสียฅนที่ตนรักไปย่อมเสียใจปิมว่าจะขาดใจตายตามไปด้วย หรือ
ไม่ก็เป็นบ้าเสียสติอย่างที่เรามักจะเคยพบเห็นกันอยู่เสมอ

      คำสอนทางพุทธเกี่ยวกับความตายยังคงมีความเป็น “อกาลิโก” ไม่ขึ้น
อยู่กับกาลเวลา ไม่ว่ายุคสมัยจะผ่านไปนานเท่าไหร่ ก็ยังคงทันสมัย ให้ผล
ได้ใช้ได้กับทุก ๆ ฅน สามารถให้ผลกับผู้ปฏิบัติทุกเวลา ทุกโอกาสไม่จำกัด
กาลไม่ว่าจะเช้า สาย บ่าย ค่ำ เพราะความตายก็ไม่เลือกเวลาเช่นเดียวกัน
ทุก ๆ วันยังมีฅนเกิดมาบนโลกใบนี้ เช่นเดียวกับทุก ๆ วันก็มีฅนที่กำลังจาก
ไป แม้แต่ตัวเราเองก็กำลังจะจากโลกนี้ไปเช่นเดียวกัน  การภาวนาและ
ระลึกถึงความตายจึงไม่ใช่เรื่องอัปมงคล  แต่เป็นหนทางเล็กน้อยที่จะนำพา
ไปสู่ภาวะของปัญญาที่ยิ่งใหญ่  เพราะการเข้าไปเรียนรู้ความตายเป็นการ
เข้าใจองค์รวมของชีวิต 

      หากเรายังหวาดกลัวและไม่กล้าพูดถึงความตายก็แสดงว่าเรายังไม่เข้า
ใจองค์รวมของชีวิตที่ต้องมีเกิดมีดับ ชีวิตจะสมบูรณ์ต่อเมื่อเราเข้าใจองค์
รวมของชีวิตอย่างถ่องแท้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าไปทำความเข้าใจกับ
ความตาย

      ลมหายใจที่หมดไปในแต่ละวันไม่ได้หมายความว่าเราได้ชีวิตมา  แต่
แท้ที่จริงแล้วหมายถึงชีวิตที่ต้องสูญเสียไปในแต่ละวัน  เพียงแค่ระลึกได้
เท่านี้ก็จัดว่าเรากำลังทำภาวนาเล็ก ๆ ให้กับความตาย การบรรลุธรรมที่ยิ่ง
ใหญ่ของพระอรหันต์ทั้งหลายก็เริ่มจากการทำภาวนาเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้
การระลึกถึงความตายนำไปสู่ความเข้าใจชีวิตที่ลึกซึ้ง  ซึ่งก็คือความเป็น
พระอรหันต์ในแบบที่เราจะสามารถเข้าใจได้ง่าย ๆ บางทีสิ่งเหล่านี้ก็วน
เวียนอยู่ในชีวิตของเราตลอดเวลา

      ความตายจึงไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยาก แต่ที่ยากก็คือการไม่พยายามเข้า
ใจความตายเลยต่างหาก.


โดย หนึ่งลมหายใจ

 

กลับไปที่ www.oknation.net