วันที่ อังคาร กันยายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เก็บเอาความทรงจำ ตอนเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชน มาฝากค่ะ


หายไปนานเลยค่ะ  พอดีช่วงที่หายไปเนี้ยะ  เป็นช่วงที่งานทุกชิ้น  นัดส่งไล่ๆกันเลย

ประกอบกับ  กิจกรรมต่างๆที่ต้อง เร่งให้เสร็จก่อนช่วงสอบ  แถมด้วยการเตรียมตัวสอบมหาโหด

ช่วงนี้เลยพักยาว 4 วัน  ก่อนจะสอบอีกที่ วันเสาร์กับ วันอาทิตย์นี้  เลยมีเวลามาเล่าอะไรๆ ให้ฟังค่ะ

        เมื่อประมาณช่วงนี้ของปีที่แล้ว  ตอนนั้นอยุ่ปี 2 ค่ะ  ช่วงปิดกลางภาค  มีวิชาหนึ่งที่ต้องเรียน

คือ วิชา เรียนรู้วิถีชีวิตชุมชน  ที่ต้องไปกินนอนในชุมชน  5 วัน  เพื่อศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิต  ปัญหาต่างๆของชุมชน

        ชุมชนที่พวกเราต้องไปฝากชีวิตไว้นั้น คือ ชุมชนตะโหมด  จังหวัดพัทลุง ค่ะ

ก่อนอื่นขอเล่าอะไรขำๆ  ของเพื่อนๆ  ที่มาจากพัทลุงก่อนนะค่ะ

เคยได้ยินกันไหมค่ะว่า  พัทลุงนั้นมีเซเว่นไม่กี่ที่  และเซเว่น พัทลุงนั้น ต้องถอดรองเท้าค่ะ  เรื่องนี้เป็นเรื่องที่  แซวเด็กพัทลุง

ได้ไม่เบื่อจริงๆ  ประมาณว่า  "ไม่ต้องถอดรองเท้าก็ได้  ไม่ใช่เซเว่นพัทลุงที"  ทีนี้พอแซวมากๆ ชาวพัทลุงก็จะ

"อย่ามา พัทลุง  สร้าง โลตัสแล้วน่ะ"  ทีนี้ก็จะโดนกลับอีกว่า

"เหรอ  สงสัยลานจอดรถ  คงจะมีแต่คนเอาวันไปล่ามเนอะ"  555+  ก็ขำๆค่ะ  คนพัทลุงอย่าเคืองน่ะค่ะ

รักหรอกน่ะ  จึงแกล้งกันเล่น  แต่ว่า  "คนพัทลุง น่ารักจริงๆ ค่ะ"

        ทีนี้มาถึงเรื่องราว  ตอนเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชน  กันดีกว่า  พวกเราไปกันทั้งสาขา 52 คน  นอนที่วัดตะโหมด  ใช้ชีวิตอยู่ที่นั้น 5 วัน

        วันแรก  ก็มีพี่สมเกียรติ  มาเล่าถึงปัญหา  ที่ชุมชนประสบอยู่ขณะนี้ คือ  การสร้างเขื่อน เขาหัวช้าง

ที่ทางผู้เกี่ยวข้อง  วาดวัตถุประสงค์ไว้สวยหรู  โครงการผ่านการประเมินและกำลังลงมือก่อสร้าง

ส่วนความคิดเห็นที่พี่สมเกียรติถ่ายทอดให้พวกเราได้รับรู้ ก็คือ  การสร้างเขื่อนครั้งนี้  ต้องทำลายป่าเขาหัวช้างกว่า 2,000 ไร่

แถมวัตถุประสงค์ของการสร้างเขื่อนนั้น  ก็คือ ต้องการจัดสรรทรัพยากรน้ำให้เพียงพอต่อการทำนาของชุมชน  แต่หากว่า

ได้ศึกษาดูจริงๆ  จะเห็นว่า  เมื่อเขื่อนสร้างเสร้จนั้น  จะไม่เอื้อประโยชน์เท่าใดนัก 

        วันที่ 2 ก็ได้ไปดูงาน เกี่ยวกับกับกลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมด  ซึ่งชุมชนตะโหมดนั้น นับได้ว่าเป็นชุมชนเข้มแข็งชุมชน

หนึ่ง  ในแรกเริ่ม เดิมทีนั้น  ชาวบ้านปลูกยางแรกๆ  ก็เจอกับปัญหา ที่เกษตรกรทุกที่ในประเทศไทย  ต้องประสบ คือ

ปัญหาการถูกเอาเปรียบ ถูกกดราคา จากพ่อค้าคนกลาง  ชาวบ้านในชุมชน จึงพยายามรวมกลุ่มกันขึ้นมา  และนำยางที่ได้ไปขาย

ให้แก่ โรงงาน โดยตรง  โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง  หลังนั้น  ก็มีการร่วมมือกันจัดเป็น กลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมด

ขึ้นมา  และพัฒานาการจัดการไปเรื่อยๆ  จนปัจจุบัน  มีทั้งส่วนของ สหกรณ์  และส่วนของธนาคาร

ค่ะซึ่ง ปัญหาการถูกเอารัด เอาเปรียบของเกษตรกร  ในด้านราคานั้น เป็นทีทราบกันดีโดยทั่วไปอยู่แล้ว  อาจเป็นเพราะโครงสร้าง

ด้านการตลาดสินค้าเกษตร ของเรายังไม่ดีพอ  เกษตรกรไม่มีแนวทางการวางแผนการผลิตที่สอดคล้องกับตลาด  ผลผลิตยังมี

การแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม น้อย  และเกษตรกรขาดอำนาจในการต่อรอง  ดังนั้นการรวมกลุ่ม  จึงเป็นทางออกที่น่าจะดี

ที่สุด  เพราะเมื่อเกษตรกร  รวมกันเป็นกลุ่มได้นั้น  ก็จะทำให้มีอำนาจในการตลาดมากขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นการต่อรองราคา 

การพัฒนา แปรรูป ผลผลิต  การสร้างแบรนด์ให้แก่สินค้า หรือการเทคโนโลยีที่ทันสมัย  ก็จะสามารถทำได้

แต่ปัญหามันก็อยู่ตรงที่ว่า  การรวมกลุ่มนั้นทำได้ยากมากๆ  ต้องเกิดจากความสามัคคีจริงๆ  ไม่ใช่เพราะภาครัฐเข้าไปแทรกแซง

ไม่อย่างนั้นก็จะเกิดปัญหา  ต่างๆ  เพราะกลุ่มไม่ได้เกิดขึ้นมาจากความเชื่อใจ

        มาถึงการเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนกันต่อน่ะค่ะ

นอกจากนั้นก็มี  การดูโรงงานการทำยางแผ่นรมควัน  ไปดูบริเวณที่ก่อสร้างเขื่อนเขาหัวช้าง  ไปออกสัมพันธ์ชุมชน

และที่อยากเล่าให้ฟังอีกปัญหา คือ  ปัญหาการเลิกทำนา  ไปปลูกยาง  เพราะยางพารานั้น  สามารถให้ผลผลิตเกือบตลอดปี

จำหน่ายได้ราคาสูง  การจัดการไม่ยุ่งยากนัก  มีการสนับสนุนจากหลายฝ่าย  ในขณะที่การทำนานั้น  สามารถทำได้เพียงปีละ

ครั้ง  จำหน่ายได้ราคาต่ำ  มีการจัดการการปลูกที่ยุ่งยาก  และเหนื่อยมาก  รวมไปถึงต้นทุนที่ไม่คุ้มกับรายได้เลย  นอกจากนั้น

การสนับสนุนจากส่วนต่างๆ  ก็ค่อนข้างนัอย  จึงทำให้ชาวตะโหมดอาจจะรวมไปถึงที่อื่นด้วย เริ่มทิ้งนาหันมาปลูกยางพาราแทน

หรือในบางที่เช่น ที่ระโนด จังหวัดสงขลา  ก็หันไปทำบ่อกุ้ง ซึ่งทำลายความอุดมสมบูรณ์ของดินเป็นอย่างมาก  แทน

คิดแล้วใจหายน่ะค่ะ  กระดูกสันหลังเรากำลังถูกทอดทิ้ง  จนเกิดความท้อใจ และหมดกำลังใจที่จะทำนาต่อไปแล้ว

เคยได้ยินประโยคตัดพ้อ ของชาวนา ประโยคหนึ่งค่ะ  คือ.. “หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน จะเหยียบย่ำ ให้จมดิน ไปถึงไหน”

        ค่ะนอกจากนั้น  ก็มีการฟังบรรยายเกี่ยวกับ ชุมชนเข้มแข็ง  ต่างๆ  และที่สนุกมากก็คือ  พวกเราได้ไปออกพื้นที่จริง

ทั้งสัมพันธ์ชุมชน เดินบุกป่าอันอุดมสมบูรณ์  ที่กำลังจะกลายเป็นเขื่อน  เพื่อไปดูสถานที่ก่อสร้างเขื่อนเขาหัวช้าง  และที่ถือว่า

สุดๆสำหรับ 5 วัน ที่ผ่านมา คือ  พวกเราได้ไปช่วยกันปลูกป่า  และต่อด้วยไปดำนา กันค่ะ

สนุกมากๆ  โชคดีที่ฝนตกลงมา  ทำให้ไม่ร้อน  การดำนาจึงเป็นการเล่นโคลนกันกลางฝนมากกว่า  แต่ว่า  กว่าจะดำปักกล้า

หมดแต่ละหอบนั้น  เหนื่อยมากๆเลยค่ะ  ขนาดไม่ได้ตากแดดน่ะ  ต้องก้มปักกล้า  ตลอดเลย  แถมยังต้องปักเป็นแนวระยะห่าง

ให้เท่ากัน พอดีๆ  อย่าปักลึกไป  อย่าปักตื้นไป  อย่าปักเอียง  อย่าปักแต่ละกอมากไป หรือน้อยไป 

จำได้ว่าวันนั้น  ประมาณ 3 ชั่วโมง  ปักได้ไม่ถึง 2 แถว  เลยค่ะ  รู้แล้วค่ะ  กับคำที่ว่า

“...ข้าวทุกจาน อาหารทุกอย่าง อย่ากินทิ้งขว้าง เป็นของมีค่า ชาวนาเหนื่อยยาก ลำบากหนักหนา.....”

 

ไม่ได้เก็บรูปตอนปลูกป่า กับตอนทำนามาฝากน่ะค่ะ

เพราะว่าวันนั้นฝนตก  ประกอบกับพวกเราต้องดำกล้า กันอยู่ในนา  เลยไม่ได้ถ่ายมา

เอาภาพแอบถ่ายไปดูกันเล่นๆน่ะค่ะ  อย่าบอกอาจารย์ล่ะ

โดย ลูกพระบิดาเด็กมอออคนหนึ่ง

 

กลับไปที่ www.oknation.net