วันที่ พุธ ตุลาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

"สภาโจ๊ก" เจอการเมืองจริง



เรื่อง สภาโจ๊กในการเมืองจริง

ตีพิมพ์ในเซ็คชั่นจุดประกาย-ไลฟ์ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

ฉบับวันพุธที่ 1 ตุลาคม 2551

เริ่มทำงานกันไปแล้วเมื่อต้นสัปดาห์ สำหรับรัฐบาล 'สมชาย1' พร้อมนัดแถลงนโยบายต่อสภาฯ  ว่าจะเป็นในช่วงวันที่ 6-9 ตุลาคมนี้...

แต่ที่โล่งใจกว่าใคร เห็นจะเป็นทีมงาน 'สภาโจ๊ก' เพราะนอกจากจะได้ตัว 'คนหน้าเหมือน' เพื่อรับบทเป็น นายกฯ สมชาย มาแบบเฉียดฉิว ครม.ชุดนี้ ยังปรากฏรายชื่อ 'พ่อใหญ่จิ๋ว' ร่วมรับตำแหน่งรองนายกฯ กันอีกคราว เป็นอันว่า ตำแหน่งสำคัญๆ ของ ครม.สมชาย1 ทีมงานมีครบ ล็อกวันเปิดสภาโจ๊ก (อัดเทป) นัดแรกกันในวันที่ 8 ตุลาคมนี้ ด้วยเช่นกัน

"ที่ประชุมสั่งมาเลย ต้องไปหาคนหน้าเหมือนท่านสมชายมาให้ทันเทปแรก ผมวุ่นวายอยู่ทั้งอาทิตย์ พอมีคนโทรมาบอกว่ามีเภสัชกรหน้าเหมือนท่านนายกฯ อยู่แถวบางขุนเทียนโน่น ผมรีบโทรนัดไปดูตัวถึงที่ ไปแล้ว เออ ใช่เลย ส่วน 'พ่อใหญ่จิ๋ว' นี่เรามีนักแสดงหลักอยู่ก่อนแล้ว สบายเลย"

'น้าจิน' ธนัท นิธิศสาธิก ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท คนไทย เอนเตอร์เทนเมนต์ จำกัด ผู้ผลิตรายการ 'สภาโจ๊ก' เล่าแบบถอนหายใจโล่งอกที่ภารกิจลุล่วงด้วยดี หลังจากที่เพิ่งปลุกปั้น 'ท่านสมัคร' ให้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายกฯ กันได้แค่ไม่กี่เดือน โดย 'น้าจิน' บอกว่า การที่รายการมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักก็ช่วยให้งานของพวกเขาง่ายขึ้น โดยเฉพาะการเฟ้นหาทีมงาน 'คนหน้าเหมือน' เพื่อรับบทนักการเมืองตำแหน่งต่างๆ ด้วยเหตุที่มีผู้ชมช่วยกันเป็น 'แมวมอง' ยังไม่นับผู้ที่ดูกระจกแล้วคิดว่าตัวเองหน้าตาเหมือนคนนั้นคนนี้ก็พากันมายื่นใบให้ทีมงานจับลงแฟ้มไว้รอพิจารณาอีกกว่า 1,000 รายชื่อ

หน้าเหมือนแต่ไม่เล่นด้วย

ระหกระเหินอยู่แค่ไม่กี่เดือนหลังหลุดจากผังรายการของสถานีไอทีวี 'สภาโจ๊ก' ก็ได้ช่องใหม่สถานีเอ็นบีทีเป็นที่พักพิงเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยใช้ชื่อรายการ 'สภาโจ๊ก...สภาสมานฉันท์ปี 51' ซึ่งนับอายุสภาคนหน้าเหมือนแห่งนี้รวมๆ แล้วไม่ต่ำกว่า 5-6 ปี

'น้าหมาน' ภาคย์พล บุญโยประการ โปรดิวเซอร์รายการ และ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท คนไทยฯ บอกว่า เป้าหมายหลักของรายการก็เพื่อเผยแพร่เนื้อหาประชาธิปไตยและความรู้ด้านการเมืองไทยผ่านรูปแบบความบันเทิง

ความยากลำบากในลำดับแรกสำหรับภารกิจเรียกเสียงฮาของสภาโจ๊กคือการเสาะหาคนหน้าเหมือน ซึ่งเมื่อเจอตัวแล้วก็ต้องใช้วาทศิลป์เพื่อเกลี้ยกล่อมให้คนเหล่านั้นยอมมาร่วมงาน แต่ถ้ามาแล้วไม่ขำนี่ก็จะลำบากไปอีกแบบ ปัญหาจึงเกิดขึ้นได้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ชวนแล้วไม่มา เพราะติดตรงหน้าที่การงานหลักไม่เหมาะกับงานแสดงลักษณะนี้ (เจอคนหน้าเหมือน พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน แต่บังเอิญเป็นตำรวจ) หรือมาแล้วตื่นเวทีเล่นไม่ออกเอาจริงๆ จังๆ ต้องปล่อยตัวกลับไปก็เจอบ่อย

เมื่อได้นักแสดงมาจับแต่งเนื้อแต่งตัวให้เหมือนตัวจริงสุดๆ ทีมงานจะประสานไปยังนักการเมืองตัวจริง เพื่อนำคนหน้าเหมือนไปเข้าพบ ทั้งเพื่อแนะนำตัวและขออนุญาตไปพร้อมๆ กันตามมารยาทอย่างไทยๆ

"อย่าง 'ท่านเสธหนั่น' (อัษฎางค์  พลอินทร์) นี่คนลำพูน ตำรวจจับแกงค์ต้มตุ๋นที่เชียงใหม่แล้วท่านโดนรวบไปด้วย แต่สุดท้ายปล่อยตัวเพราะไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดี บังเอิญมีคนเห็นในหนังสือพิมพ์รีบโทรมาบอก เราก็ขึ้นรถไปเชียงใหม่กันคืนนั้นเลย ไปถึงเช้าปล่อยตัวพอดี ยังไม่ทันเข้าบ้าน เราอุ้มขึ้นรถกลับมากรุงเทพฯ เลย พอ 'โมดิฟาย' เสร็จก็พาไปพบท่าน พล.ต.สนั่น ตัวจริง ท่านหัวเราะใหญ่ บอก เออ คุณนี่มันเหมือนผมจริงๆ วะ" น้าหมานเล่ากระบวนการทำงาน

หวั่นหน้าเหมือนแต่ไม่ขำ

ทีมงานจะมีหน้าที่ดูแลให้คำแนะนำและสนับสนุน (ทั้งขู่ทั้งปลอบ) เพื่อให้นักแสดงแต่ละคนมีความมั่นใจ ช่วยฝึกทักษะการโต้ตอบบนเวที ที่สำคัญ นักแสดงทุกคนต้องทำการบ้านด้วยการติดตามข่าวสารจากสื่อต่างๆ ภารกิจหลักคือการเฝ้าสังเกตอากัปกิริยาของบุคคลที่แต่ละคนสวมบทบาทอยู่

สำหรับท่านนายกฯ สมชาย ทีมงานไม่หนักใจ เพราะบุคคลิกเล่นง่าย นิ่มๆ อ่อนน้อม เพราะเจอมาแล้วที่ยากกว่าคือบุคคลิกของอดีตนายกฯ สมัคร

"ท่านสมัคร (บุญศรี สีกอง) นี่พื้นเพเป็นคนพูดเก่ง แต่เรียนมาน้อย หนังสือไม่ค่อยคล่อง เลยรู้สึกมีปมด้อย ทั้งๆ ที่เวลาอยู่กันเองก็ปากจัดนะ ชอบด่าเพื่อน (หัวเราะ) แต่พอขึ้นเวที เงียบ ไม่มั่นใจ ชำเลืองดูโปรดิวเซอร์ตลอด ก็ต้องจับมาติวเข้ม ให้ดูสคริปต์นี่ไม่ถนัด มานั่งบอกเลยมุกนี้ๆ ๆ ประโยคเด็ดอันนี้ เอ้า จำ ! แล้วก็ช่วยให้กำลังใจ คือแค่ให้ท่านเอาธรรมชาติของตัวเองออกมา

"หลังๆ นี่เดินเอามือไขว้หลังตลอด มองกราด แต่ตัวจริงท่านสมัครจะดุใช่มั้ย ของเราพอขึ้นเวทีก็เติม 'นะจ้ะๆ' คนดูจะได้ไม่กลัว" โปรดิวเซอร์บอกเทคนิค

'น้าหมาน' เล่าว่าปกติแต่ละเทป ทีมโปรดิวส์จะเตรียมบทโทรทัศน์เป็นธีมหลักๆ ของรายการ เช่นวันเปิดสภา 8 ตุลาคม คือ 'คนไทยหนึ่งใจเดียวกัน' มุ่งสมานฉันท์เน้นมุกให้คนไทยกลับมารักกัน ซึ่งจะต้องมีการประชุมใหญ่ซักซ้อมความเข้าใจกับทีมนักแสดง ซึ่งประกอบด้วยนักแสดงกว่า 40 ชีวิต โดยกลุ่มหลักจะนั่งแถวบนของสภา ได้แก่คนหน้าเหมือนรัฐบาล-ฝ่ายแค้น วิทยากร 20-30 คน ไล่ลงมาที่นั่งแถว 2-3 ก็จะเป็นกลุ่มที่มีบทพูดน้อยหน่อยไปจนถึงไม่ต้องพูด

สคริปต์เป็นแค่แนวทาง ทีมงานเตรียมบทพูดสำคัญๆ ไว้จำนวนหนึ่ง นอกนั้นไปลุยกันบนเวที อาศัยปฏิภาณไหวพริบและความเร็ว โดยมีโปรดิวเซอร์เป็นพี่เลี้ยงช่วยโยนมุกเสริมอยู่ข้างเวที

"ทำกันมาหลายปี มันเป็นทักษะที่ได้จากประสบการณ์ อ่านหนังสือพิมพ์ปุ๊บ เรารู้แล้วตรงนี้มุกๆๆๆ พอเปิดสภาจริงบางทีบนเวทีคิดไม่ทัน เราพยักเพยิดก็จะรู้แล้ว เล่นมุกนี้มุกนั้น" น้าหมานบอกว่า ประสบการณ์ยังช่วยสอนด้วยว่าขำแค่ไหนถึงจะไม่ล้ำเส้น แต่ถึงอย่างนั้น ทีมงานก็มีระบบการตรวจสอบทุกคำพูดโดยละเอียด เพื่อป้องกันมุกหลุดไปโดนใครเข้า

'สภาสมานฉันท์' สถานการณ์ระอุ

ทีมงานยอมรับว่าสถานการณ์การเมือง ส่งผลกระทบต่อการทำงานของสภาโจ๊ก

"อย่างท่านทักษิณ (สุวิจักขณ์  อังกุรวาณิชย์กุล) ตอนแรกตกลงราคานัดวันถ่ายกับลูกค้าไว้เรียบร้อย พอรัฐประหารปึ้ง ลูกค้าโทรมาบอกว่า เอาไว้ก่อน  เงินหายแวบเลย เยอะด้วย" น้าหมานปาดน้ำตา

เพราะในสถานการณ์ขัดแย้งแบ่งฝักฝ่ายของสังคมไทย สภาโจ๊กถูกมองเป็นฝ่ายรัฐบาล ซึ่งอาจมีเหตุจากการมาเปิด สภาโจ๊ก...สภาสมานฉันท์ ที่เอ็นบีที ที่ทำให้ถูกมองว่ามีสายสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ หรืออาจเป็นเพราะการมีคนหน้าเหมือนสมาชิกพรรครัฐบาลนั่งทำงานกันอยู่เป็นแผง หรืออาจด้วยเกรงว่าความบันเทิงอิงการเมืองจะไปกระทบใจใครเข้า ซึ่งถ้าเป็นข้อหลัง 'น้าหมาน' เถียงเด็ดขาด

"ตอนท่านทักษิณเป็นนายกฯ ดีแทคจ้างเราไปร่วมงานอีเว้นท์ ตอนท้ายๆ เลยทำเซอร์ไพรส์บอกเรามีผู้ใหญ่มาด้วย เปิดไฟผ่าง ดนตรีขึ้น ท่านทักษิณ (ตัวปลอม) เดินออกมา คุณซิคเว่ (ซิคเว่ เบรคเก้ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น) ขำกลิ้ง กระโดดขึ้นมาเล่นกับเราเลย เพราะถ้าเป็นตัวจริง ท่านทักษิณต้องไม่ไปดีแทคอยู่แล้ว" โปรดิวเซอร์ยืนยันว่าทุกมุกถูกสกรีนแล้วว่าฮาแบบน่าเอ็นดูและรู้กาลเทศะสุดๆ

การมาอยู่ช่องเอ็นบีที ทำให้บริษัทคนไทยฯ ต้องลดจำนวนพนักงานประจำจาก 50 คน เหลือเพียง 10 คน แต่กระนั้นรายจ่ายหลักหนักหน่วงยังอยู่ที่การบันทึกเทปแต่ละครั้ง ซึ่งอย่างไรก็ใช้งบเฉียด 2 ล้านบาท เป็นค่าเช่าสตูดิโอ จ่ายค่าจ้าง เลี้ยงอาหารทีมนักแสดง ฝ่ายฉาก ฝ่ายเทคนิค และผู้ชม รวมๆ แล้วไม่น้อยกว่า 300-400 ชีวิต ขณะที่การหาสปอร์นเซอร์ไม่สามารถทำได้เหมือนตอนอยู่ไอทีวี ยังดีที่พอจะอาศัยรายได้จากการออกงานปาร์ตี้อีเวนท์ต่างๆ ซึ่งถือว่าเดินหน้าด้วยดีเพราะมีคนว่าจ้างอย่างต่อเนื่อง

"ที่เรตติ้งดีคนเชิญเยอะก็พ่อใหญ่จิ๋ว ซึ่งเป็นคนเดียวที่ไม่มีอาชีพหลักอื่น เพราะท่านอยู่คณะตลกมาก่อนแล้ว ท่านสมัครก็คนชอบ แต่ที่คนมาขอถ่ายรูปด้วยเยอะที่สุดก็ท่านทักษิณ แถมเล่นง่าย ไว้ปล่อยตัวตอนจบ ไม่ต้องพูดอะไร แค่ถือกระเป๋า ใส่หมวก ใส่แว่นตาดำ เดินผ่านอย่างเดียว คนฮาตึม"

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ..การเมืองแบ่งขั้วไม่เคยปรานีใคร แม้แต่ตลกก็ยังต้องลำบากไปกับเขาด้วยเหมือนกัน

โดย rachada

 

กลับไปที่ www.oknation.net