วันที่ เสาร์ ตุลาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตามรอยคุณเล็ก ตอนที่1 >> พิพิธภัณฑ์ช้างสามเศียร


ได้ยินชื่อมาเนิ่นนานเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ช้างสามเศียรเอราวัณที่สมุทรปราการ เพิ่งจะมีโอกาสได้ไปเมื่อตอนต้นปี (ดูสิ ไปตอนต้นปี เอามาเขียนตอนจะปลายปี ^^”)

และเหมือนเดิมค่ะ คือไม่เคยศึกษาข้อมูลของสถานที่ที่จะไปก่อนเลย 555  พอไปถึงเลยเพิ่งทราบว่าเจ้าของความคิดในการสร้างก็คือคุณเล็ก วิริยะพันธุ์ หรือเสี่ยเล็ก เจ้าของธุรกิจธนบุรีประกอบรถยนต์และบริษัท วิริยะประกันภัย ซึ่งเป็นผู้สร้างทั้งเมืองโบราณ บางปู และ ปราสาทสัจธรรมที่พัทยา  ความคิดในตอนแรกก็คือคงเป็นคนที่รวยมากและต้องการทำอะไรให้ยิ่งใหญ่....แต่พอเริ่มเข้าไป..เริ่มรู้ประวัติและความหมายในการสร้าง ความประทับใจในตัวคุณเล็กก็ค่อยๆเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพราะนอกจากความยิ่งใหญ่ในทางสถาปัตยกรรมแล้ว คุณเล็กมักจะแฝงความคิดเกี่ยวกับศาสนาและปรัชญาเพื่อสืบทอดให้คนรุ่นหลังไว้ในศิลปะด้วยเสมอ

ครั้งแรกที่เห็นช้าง..ต้องบอกว่าใหญ่มากมากกก เค้าบอกว่าช้างเชือกนี้สูงเท่ากับตึก 17 ชั้น ตัวช้างตั้งอยู่บนฐานที่เป็นตัวอาคารรองรับ เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 19 ต.ค 2537  โดยจุดประสงค์ในการสร้างก็เพื่อจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์เก็บรักษาศิลปวัตถุ และโบราณวัตถุที่คุณเล็กเก็บสะสมมานาน และพื้นที่รอบๆ จะจัดให้เป็นสวนขนาดใหญ่เพื่อให้คนมาพักผ่อนหย่อนใจ

 

ตามประวัติเค้าบอกว่าช้างสามเศียรหรือช้างเอราวัณเป็นช้างพาหนะของพระอินทร์เมื่ออยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ตามปกติจะเป็นเทวดา มีนามว่า เอราวัณเทพบุตร   เมื่อพระอินทร์จะเสด็จไปที่ใดก็จะทรงระลึกถึง  เอราวัณเทพบุตรก็จะมาปรากฏกายเฉพาะพระพักตร์ แล้วแปลงร่างเป็นช้างเผือก มีกายสีขาวสูง 150 โยชน์ ตามตำราฝ่ายฮินดูว่ามี 3 เศียร แต่ในคัมภีร์ของพระพุทธศาสนาว่ามี 33 เศียร  ตามปกติแล้วในงานศิลปะของไทย โดยทั่วไปมักลดรูปช้างเอราวัณลงเหลือเพียง 3 เศียรค่ะ  ถ้าทำ 33 เศียรก็คงลำบากใช้ได้นะเนี่ย ^^”


อีกมุมนึงของช้างเอราวัณ


ลักษณะเด่นของช้างสามเศียรก็คือวัสดุที่ใช้ทำผิวช้าง ทำจากทองแดงบริสุทธิ์ สาเหตุที่ใช้ นอกจากความคงทนแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปทองแดงจะมีสนิมสีเขียวจับ ทำให้ผิวมีลวดลายขึ้นมา  ส่วนการสร้างใช้วิธีเคาะขึ้นรูป โดยคุณรักชาติ ศรีจันทร์เคนได้คิดค้นวิธีนี้ขึ้นมา จึงทำให้พิพิธภัณฑ์ช้างสามเศียรนี้เป็นปฏิมากรรมลอยตัวด้วยวิธีเคาะด้วยมือเป็นแห่งแรกที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ภายในตัวอาคารแบ่งเป็น 3 ชั้นใหญ่ๆ ก็คือ ชั้นบาดาล ชั้นโลก และชั้นสวรรค์ค่ะ

ชั้นบาดาลนั้นไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป ก็เลยไม่มีรูปมาฝาก ^^” เป็นชั้นซึ่งแสดงนิทรรศการเช่นประวัติความเป็นมาของผู้สร้าง และประวัติการสร้าง...เป็นจุดเริ่มของความประทับใจในตัวคุณเล็ก

ชั้นโลกก็คือส่วนที่เป็นห้องโถงใหญ่ใต้ตัวช้าง ซึ่งจะมีซุ้มประตูใหญ่ 8 ซุ้ม เมื่อเดินเข้าไปจะเห็นเป็นบันไดวนประมาณเนี้ยล่ะค่ะ

 


งานในส่วนนี้ใช้ช่างปูนปั้นฝีมือดีจากเพชรบุรีถึงกว่า 30 คน โดยปูนที่ใช้ทำมาจากหินฟลูออไรท์จึงทำให้มีสีออกขาวๆ แต่ละส่วนนั้นใช้วิธีปั้นมือค่ะ ไม่ได้หล่อแบบ สุดยอดจริงๆ

 
หัวบันไดทางขึ้น


ซุ้มตรงกลาง


บันไดวนไปชั้นบน


คนธรรพ์รำพัน


กินรี..สวยมากๆ ยืนมองอยู่นาน


ราวจับบันได (โทษทีค่ะ ไม่ค่อยชัดแต่อยากให้เห็น ^^”)

ส่วนของเพดานเป็นกระจกสีรูปแผนที่โลกค่ะ โดยใช้ช่างเยอรมันเป็นผู้ทำ ประมาณว่าเป็นเหมือนหลังคาโลก สีสวยมากๆ ^^
 

จากชั้นนี้จะมีลิฟท์ขึ้นไปบนชั้นสุดท้ายก็คือชั้นสวรรค์ (หรือจะขึ้นบันไดก็ได้) ชั้นนี้เป็นส่วนสูงสุดที่เราสามารถขึ้นไปได้ โดยจะอยู่บริเวณท้องช้าง เป็นชั้นซึ่งใช้เป็นห้องแสดงศิลปวัตถุ และในส่วนนี้จะมีเหล็กที่สร้างเป็นคานเพื่อรับน้ำหนักของหัวช้างทั้งสาม (ประมาณ 100 ตัน)

ต้องบอกว่าพอขึ้นไปถึงชั้นนี้แล้วรู้สึกเงียบสงบมากๆ (ประกอบกับแอร์ที่เย็นๆด้วย)  เนื่องจากด้านหน้าห้องมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ ส่วนเพดานทำเป็นเหมือนแผนที่ดวงดาว และเนื่องจากชั้นนี้เปิดไฟสลัวๆ พยายามถ่ายรูปแล้ว แต่ไม่ได้เอาขาตั้งกล้องไป ได้มาแค่เนี้ยค่ะ ^^

 

 


มองจากท้องช้างลงไปข้างล่
าง


หน้าลิฟท์..จำไม่ได้แล้วว่าตัวอะไร


มาดูบรรยากาศด้านนอกกันบ้าง อันนี้ถ่ายจากลานจอดรถค่ะ มีสวนหย่อมเล็กๆอยู่  แล้วก็จะเห็นช้างจากด้านหลัง ขอพญานาคด้วย (โลภจริงๆ 555) 


 

ด้านหน้าตัวช้าง มีที่ให้บูชาเหมือนปกติทั่วไป


บ่อน้ำและสวนเล็กๆข้างตัวช้าง


บูชาพระพิฆเนศ


สาวน้อยรำ


ลานด้านนอกมีเด็กนักเรียนมาแสดงการละเล่นแบบไ
ทยๆ


น้องสามคนนี้ยืนเฝ้ากล่องรับทุนการศึกษาค่ะ ยืนจ้องพี่ๆตาเป็นมันเชียว

 

ที่ชอบสุดก็คือศาลาที่ให้เข้าไปกราบพระประจำวันเกิดค่ะ องค์พระแต่ละองค์ ไม่แน่ใจว่าทำจากอะไร แต่สวยมากๆ ไปสะดุดตากับป้ายสองอันนี้ค่ะ ยืนอ่านแล้วชอบมากๆ เอามาฝากกัน

 
การกราบพระพุทธรูป

 “การกราบพระพุทธรูป เป็นวิธีการทำความเคารพ ไม่ใช่ต่อเทพเจ้า
แต่ต่อความจริงสูงสุดหรือสัจธรรม และผู้ค้นพบสัจธรรมนั้น
เช่นเดียวกับพระธรรมคำสอนที่ทรงคุณค่ามหาศาลต่อผู้ที่กราบเบื้องหน้าพระองค์
การแสดงความเคารพนี้ ยังเป็นสิ่งที่แสดงถึงความถ่อมตัว
ซึ่งเป็นยาแก้ความทะนงตัว (อัตตา) ที่ขัดขวางการเปลี่ยนแปลงอันลึกซึ้ง เพื่อเข้าถึงสัจธรรม
การกราบ ยิ่งมิใช่การเคลื่อนไหวแบบเครื่องจักร
เมื่อสองมือ สองเข่า และหน้าผากสัมผัสพื้น รวมเป็นห้าจุดนี้
ประดุจการชำระล้างกิเลสทั้ง 5 ได้แก่
ความเกลียด ความปรารถนา อวิชชา ความทะนงตัว และความอิจฉา
รวมถึงการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ ”

ส่วนอีกป้ายนึง เป็นคำสอนจากท่าน มิตซูโอะ คเวสโก...ต้องขอบอกว่าอันนี้ชอบที่สุด เลยเอาไว้ท้ายสุด...เหมือนเวลากินอาหารแล้วเก็บของที่ชอบไว้กินสุดท้าย...เข้าเรื่องกินจนได้ (ฝรั่งคงเรียกว่า save best for last ^^)

 

“Remind yourself with the saying…This too will pass
In every sorrow every joy, they are not persistent.
It is not wise to become attached to desirable or undesirable conditions.
There is nothing permanent in this world”

ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ถาวรค่ะ ทุกสิ่งมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปตลอดเวลา ถ้าเราไปยึดติดกับความสุขหรือทุกข์นั้น ก็คงไม่มีวันที่เราจะหลุดพ้นจากวัฏสงสารนี้ไปได้

..
.
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.paknam.comthaiErawan.htm

โดย Mothemon

 

กลับไปที่ www.oknation.net