วันที่ อาทิตย์ ตุลาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บิลลาบอง


บิลลาบอง

        ในที่สุดวันที่ผมรอคอยก็มาถึง  วันที่ผมพ้นโทษ และจะได้กลับไปที่บึงนั่นอีก  เพื่อพิสูจน์ความจริงให้ประจักษ์แก่ตาของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง  ถึงแม้ว่าจะไม่มีใคเชื่อผมก็ตาม  ทั้งอัยการ  ผู้พิพากษา  รวมทั้งลูกทัวร์ชาวต่างชาติหลายคนที่พากันเป็นพยานในศาล  ต่างหาว่าผมพูดเท็จ   แต่ผมเชื่อมั่นในสายตา และความรู้สึกผูกพันที่มีต่อกันระหว่างผมกับเธอ  บิลลาบอง  ผู้หญิงผิวคล้ำคนนั้น

      สามปีที่อยู่ในที่คุมขัง ไม่เคยทำให้ผมลืมเธอเลย  ดังนั้นเมื่อพ่อมารับในวันที่ผมพ้นโทษ  ผมจึงตอบคำถามของพ่อว่าอยากไปไหนในวันแรกของอิสระภาพนี้

      "ผมจะไปที่บึงครับพ่อ"

       พ่อมองผมด้วยสายแห่งความเข้าใจ  พยักหน้ายอมรับในการตัดสินใจของลูกชาย  แม้ในใจจะอยากพาผมกลับบ้านไปพบแม่ก่อนสิ่งอื่นใดก็ตาม  พ่อเข้าใจผมเสมอจึงบึ่งรถพาผมมาปล่อยไว้ที่ปากทางสำหรับเดินป่า  ในอุทยานแห่งชาติที่รกเรื้อด้วยพรรณไม้เขตร้อนชื้น แหล่งทำมาหากินเดิมของผมก่อนที่จะไปติดคุกอยู่ถึงสามปี

           หาดทรายขาวสะอาดที่ทอดยาวโอบเอาผืนน้ำสีครามไว้ในอ้อมกอดนั้น  คือที่ที่บิลลาบองมาปรากฏกายให้เห็นเสมอ  ฝั่งตรงกันข้ามคือหน้าผาสูงชัน  ทอดเงาลงในน้ำใส ยามกระพริบเพื่อมมองเห็นเป็นภาพปราสาทไหวพร่าพรายงามจับตา  แลลึกลิบลับ  น่าพิศวง  น่าดำดิ่งลงไปแช่นิ่ง ๆ ให้คลายร้อนผ่อนพักยิ่งนัก  โดยเฉพาะในช่วงบ่ายที่เรากลับจากการเดินป่ามาสู่แค้มป์ที่ตั้งอยู่ใกล้ฝั่งน้ำ

        แต่ไม่เคยมีไกด์คนไหนอนุญาตให้ลูกทัวร์ลงไปเล่นน้ำในบึงแห่งนี้  ทั้ง ๆ ที่พวกเขาเหล่านักท่องเที่ยว  นักผจญภัย  นักนิยมธรรมชาติทั้งหลายต่างเรียกร้องต้องการนักหนา  เพราะฝั่งตรงกันข้าม ใต้ผาสูงตระหง่านนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าจระเข้กินคนมากมายและดุร้าย  ทางการอุทยานแห่งชาติจึงไม่อนุญาตให้ใครลงไปเล่นน้ำในบึง  หรือแม้แต่การกางเต้นท์ที่พักก็ต้องห่างจากฝั่งไม่น้อยกว่ายี่สิบเมตร

       แต่ผมเป็นไกด์ที่มีผู้ช่วยพิเศษ  ลูกทัวร์ของผมจึงได้ลงเล่นน้ำเย็นฉ่ำ  สดชื่น  อย่างสนุกสนาน และปลอดภัยกันบ่อย ๆ

              "เราจะลงเล่นน้ำกันตอนนี้เลยได้ไหมคะ"

             จีน่า  ลูกทัวร์สาวสวยคนหนึ่งของผมทวงสัญญาอย่างใจร้อนเต็มที  ขณะเราเพิ่งมาถึงบริเวณที่ตั้งแค้มป์ใกล้ชายหาด  พลางปลดเป้ที่สะพายหลังออกแล้วเปลื้องเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว  เหงื่อผุดพรายที่หน้าผาก  แก้มของเธอแดงปลั่ง  ตาเป็นประกายด้วยความสุข  เธอเป็นสาวน้อยชาวสวีเดน  เดินทางมาท่องเที่ยวกับพี่สาว  และเพื่อนอีกสองคน จากบาหลีสู่ดาวิน  บนผืนแผ่นดินออสเตรเลีย  เพื่อเดินป่ากับคณะทัวร์ของผม  ซึ่งชุดนี้มีทั้งชาวยุโรปและเอเชีย

           "เดี๋ยวซีครับ..."

           ผมตอบเธอพลางทอดสายตาลงไปที่หาดทรายสีขาวสะอาดริมบึง  น้ำในบึงเป็นสีคราม  สงบนิ่งเย้ายวนชวนให้กระโจนลงไปดำดิ่งเอาความฉ่ำเย็นอยู่เช่นเคย  แต่ผมมองหาเงาร่างของใครบางคนยังไม่พบ 

          ใครคนนั้น คือ บิลลาบอง  ผู้ช่วยพิเศษของผม  เธอยังไม่มาปรากฏกายให้เห็นเลย

          ตะวันยามบ่ายส่องแสงเจิดจ้า  ส่งให้อากาศร้อนอบอ้าว  หนุ่มสาวหลายคนรบเร้าอยากกระโจนลงน้ำเต็มทน  โดยเฉพาะจีน่า เธอทวงสัญญาที่ผมก็ลืมไปแล้วว่าได้ให้คำสัญญานั้นกันตอนไหน  เพราะเราคุยกันมากมาย  เธอกับผมสนิทสนมกันรวดเร็วกว่าลูกทัวร์คนอื่น ๆ ด้วยเธอเป็นกันเอง  ร่าเริง  ยิ้มง่าย น่ารัก  และคุยสนุก

         "ออสเตรเลียนี่กว้างใหญ่ น่าอยู่นะ  แต่ร้อนไปหน่อย"

         เธอว่า  ขณะคณะของเรายืนอยู่บนเนินเขา  ทอดมองทิวทัศน์กว้างไกลสุดสายตา  ผมยังไม่อยากทำลายบรรยากาศและอารมณ์ฝันของเธอ  จึงไม่ได้อธิบายว่าเรามีภูมิอากาศแตกต่างหลากหลายนักในประเทศของเรา  จึงได้แต่บอกเธอไปว่า

       "เดี๋ยวคุณจะได้เล่นน้ำให้ฉ่ำเย็นจนหนาวสั่นไปเลยหละ"

      "จริงหรือ  แต่ฉันเห็นมีป้ายระวังจระเข้ดุ  และห้ามลงเล่นน้ำนี่นะ"

       "แต่ว่า  ผมมีญาณพิเศษ  ผมรู้ว่าเวลาไหนจะลงเล่นน้ำได้อย่างปลอดภัย"

       "แน่หรือคะ  น่าตื่นเต้นจัง  ฉันแทบรอไม่ไหวแล้วหละ"

      ใช่ละ... ที่ใดมีข้อห้ามให้เราฝ่าฝืนได้เล็ก ๆ น้อย ๆ จะเป็นความตื่นเต้นเร้าใจเสมอ  เธอจึงตามติดสนิทสนมกับผมอย่างรวดเร็ว  ด้วยหวังใจว่าจะได้ทำในสิ่งที่ตื่นเต้น เร้าใจ  คือท้าทายจระเข้  และผมก็ทำได้เป็นที่รู้จักกันดีในกลุ่มนักจัดทัวร์นำเที่ยวด้วยกันจนเป็นที่โจษขาน กล่าวขวัญ

      แต่ไม่มีใครรู้ความลับของผมหรอก ว่าผมมีผู้ช่วยพิเศษที่เหลือเชื่อ  เพราะแม้แต่ผมยังไม่รู้จักชื่อของเธอเลย  ผมเรียกเธอว่า  "บิลลาบอง"  ที่เป็นภาษาพื้นเมือง  หมายถึงที่ลุ่มแหล่งน้ำ อันให้ความชุ่มฉ่ำสดชิ่นแก่ทุกชีวิต  เหมือนเธอให้กับผมที่มีแต่มิตรภาพ  และความฉ่ำเย็น

      เธอเป็นหญิงสาวร่างเล็ก  ผิวคล้ำ  ผมหยิกดำ  ใบหน้าและจมูกแบนเหมือนชาวพื้นเมืองในประเทศออสเตรเลียทั่วไป  เธอจะมาปรากฏกายที่ชายหาด  มองเห็นเพียงเงาร่างจากที่ไกล ๆ บนฝั่ง  ไม่เคยได้ใกล้ชิดพูดจา  ไม่เคยรู้ว่าเธอมาจากที่ใด  หรือหายไปไหน  และนอกจากผมแล้วไม่มีใครเคยได้เห็นเธอเลย

      แต่เธอคือสิ่งแรกที่ผมมองหา  และอยากได้เห็นทุกครั้งที่ต้องการความอบอุ่นและมั่นใจ  ราวกับว่าเราเป็นเพื่อนผู้รู้ใจกันมานานปี

      และหากว่าเธอมาปรากฏกาย  นั่นแสดงว่าที่นี่ปลอดภัย  ไม่มีสิ่งรบกวนแม้แต่จระเข้เจ้าถิ่นที่ชอบกินคนเป็นอาหารว่าง

      เธอเป็นสัญญลักษณ์แห่งความปลอดภัยไร้กังวลสำหรับผมอย่างแท้จริง

     ตั้งแต่โบราณกาลมาแล้ว  ก่อนที่เราชาวผิวขาวจะเข้ามาเป็นเจ้าของผืนแผ่นดินนี้  ณ  ที่แห่งนี้มีชาวพื้นเมืองที่เราเรียกเขาว่า  "ชาวอะบอริจิน"  อาศัยอยู่เผ่าหนึ่งอยู่ก่อนแล้ว  พวกเขาเพียงออกล่าสัตว์ เก็บของป่าเป็นอาหาร อยู่ในบริเวณป่าใหญ่ที่กลายมาเป็นป่าสงวนไว้เป็นอุทยานแห่งชาติในปัจจุบันแห่งนี้          พวกผู้หญิงจะลงไปงมกุ้ง หอย ปู ปลา ในน้ำยามปลอดจระเข้

       มีแต่พวกเขาผู้ใกล้ชิด  เป็นมิตร  และเคารพธรรมชาติเท่านั้นที่รู้ว่า  ห้วงเวลาใดเป็นเวลาที่ปลอดภัย  พวกเขาจึงทำมาหากินอยู่ได้โดยไม่ไปรบกวนจระเข้  หรือถูกจระเข้รบกวนอย่างที่พวกเราเกรงกลัวกันนักหนาในปัจจุบัน

         อาจมีบางอย่างในธรรมชาติบอกเตือนพวกเขา

          ใช่...บางทีอาจเป็นเสียงร้องของนกบางชนิด  กลิ่นกรุ่นกำจายของดอกไม้ป่า  หรือแม้แต่เหลี่ยมเงาของหน้าผา ยามต้องแสงอาทิตย์สาดส่อง  หรือทิศทางของสายลมที่พัดต้องกิ่งไม้ให้ไหวเอน  บอกให้รู้ว่าเวลานั้นเวลานี้ที่ปลอดภัยจากจระเข้เจ้าถิ่นนักกินเนื้อมนุษย์

        นั่นแหละผมจึงเชื่อมั่นในบิลลาบอง

        ผมมองหา  และภาวนาให้เธอมาปรากฏร่าง  ในขณะสาวสวยลูกทัวร์ที่ต้องใจผมรบเร้าเง้างอดอยู่เคียงข้าง  เสน่ห์บางอย่างในตัวเธอทำให้ผมอยากทำทุกอย่างตามที่เธอปรารถนา  อยากแสดงพลังให้เธอยอมรับในตัวผม  มันเป็นความรู้สึกพิเศษที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับผมมาก่อน

        ตะวันกำลังจะลับเหลี่ยมผา  ทอแสงสุดท้ายมาต้องผมสีทองของจีน่าเป็นประกายชวนมอง  ริมฝีปากอันเย้ายวนของเธอไม่เคยหยุดเอ่ยถามทวงคำสัญญา  ดูเหมือนว่าน้ำใสในบึงมีมนต์เสน่ห์ให้เธอหลงใหล  ให้เธออยากลงไปแนบสนิทเสียจริง ๆ  แต่ว่าที่ชายหาดยังคงเงียบสงบไร้วี่แววของบิลลาบอง     ที่สุดผมก็อดรนทนไม่ได้จึงชวนจีน่าเดินลงไปที่ชายหาด  เธออยากลงเล่นน้ำ  ส่วนผมอยากค้นหาร่องรอยของใครบางคน

       "นี่ตะกร้าอะไรคะ"

       จีน่าถามขึ้นอย่างแปลกใจ  ผมกลับตื่นเต้นเมื่อเห็นสิ่งนั้นวางอยู่ข้าง ๆ กองหอยที่มีผู้งมขึ้นมากองไว้ก่อนนั้นแล้ว

       จะเป็นใครอื่นไปไม่ได้  นอกจากบิลลาบอง  ผมจำตะกร้าที่ถักจากเถาวัลย์ใบนี้ของเธอได้  เธอหิ้วมันติดมือมาทุกครั้งในยามปรากฏกาย  เธอต้องอยู่ในบริเวณนี้แน่ ๆ และคงลงไปเก็บหอยมาแล้ว  นั่นแสดงว่าเวลานี้ปลอดภัย  ดังนั้นเมื่อจีนาถามเรื่องการลงน้ำผมจึงบอกเธอว่า

       "ครับ  คุณลงเล่นน้ำได้"

      ผมพูดยังไม่ขาดคำด้วยซ้ำสาวสวยจากสวีเดนลูกทัวร์ผู้น่ารักของผมก็กระโจนลงไปลอยคอในน้ำใส ๆ เป็นนางเงือกน้อยไปทันที  ส่งเสียงหัวเราะเริงร่า  เรียกให้ลูกทัวร์อื่น ๆ  ผลัดเสื้อผ้าเตรียมลงแหวกว่ายสายธาราฉ่ำเย็นกับเธอ  ส่วนผมกลับพะวงอยู่กับการหายตัวไปของเจ้าของตะกร้า  จึงออกเดินเลาะเลียบชายหาดที่ทอดโค้งขึ้นทางเหนือ  เผื่อจะได้เห็นเงาร่างของเธอปรากฏที่นั่น ซึ่งห่างไกลจากกลุ่มทัวร์  แต่เมื่อไม่พบผมจึงเดินเอื่อยเรื่อยไป

       กลิ่นดอกไม้ป่าบางชนิดโชยกรุ่นอวลอบ  เสียงนกร้องกู่เรียกคู่กลับรวงรัง  ผมกลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง  คือเคลิบเคลิ้ม หลงใหลกลิ่นอายของป่า  และเพรียกแห่งธรรมชาติพงไพร  จึงเผลอไผลนั่งลงเดียวดาย  สอดส่ายสายตาหาเจ้าของเสียงที่กู่ร้องเป็นทำเพลงไพร

      ทันใดนั้น  มีเสียงกรีดร้องดังมาจากชายหาดด้านที่ผมเพิ่งจากมา   เสียงกรีดร้องดังยาวนานเหมือนคนได้รับความเจ็บปวดเหลือแสน  ตามด้วยเสียงตะโกนเอะอะของกลุ่มคนบนฝั่ง  ผมวิ่งหน้าตั้งกลับมา  แต่ช้าไปเสียแล้ว  ผมได้เห็นเพียงพรายน้ำกลางบึงบริเวณที่ร่างของจีน่าถูกดึงให้จมหายลงไป

    ลูกทัวร์ทุกคนได้แต่ยืนดูอยู่ริมฝั่ง  บ้างตะโกนเอะอะ  บ้างร้องไห้ฟูมฟาย  หวาดหวั่นขวัญแขวน

      "จระเข้ยักษ์  มันว่ายน้ำมาแล้วคาบเอาเธอไป"

      "ตัวมันยาวกว่าสี่เมตรกระมัง"

       "ไหนคุณว่าปลอดภัย  คุณอนุญาตให้เธอลงเล่นน้ำ  ทั้ง ๆ ที่ทำไม่ได้"

               พี่สาวของจีน่าหันมาเล่นงานผม  ผมเองก็ตกใจจนพูดไม่ออก  มองหาตะกร้าใบน้อยที่เคยตั้งอยู่เคียงข้างกองหอยที่หาดริมน้ำ  แต่ที่นั่นกลับมีแต่ความว่างเปล่า

           "บิลลาบอง  ทำไมไม่มาช่วยผม"

           ผมตะโกนเรียกชื่อนั้นเป็นพัน ๆ ครั้ง   เพราะเชื่อว่าเธออยู่ที่ใดที่หนึ่งในป่าใหญ่แห่งนี้  และจะมาตอบคำถามผมแม้เวลาห่างมาสามปีแล้ว  เธอต้องตอบผมว่า

        ทำไมเธอไม่มา บิลลาบอง

00000000

โดย เอื้อยนาง

 

กลับไปที่ www.oknation.net