วันที่ จันทร์ ตุลาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ส.ส.ร.3 กับ รธน.ประชาชนฉบับที่ 2 (แก้ไข)และการเริ่มนับ 1 ใหม่ด้านศิลปวัฒนธรรม


บรรยากาศการหารือร่วม 4 ฝ่ายอันประกอบด้วย ประธานสภาผู้แทนราษฎร (ปู่ชัย ชิดชอบ) ประธานวุฒิสภา (อาจารย์ประสพสุข บุญเดช) ผู้นำรัฐบาล (นายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์) และผู้นำฝ่ายค้าน (เดอะมาร์ค-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) เมื่อบ่ายวานนี้ ตามข่าวบอกว่าทั้ง 4 เห็นฝ่ายเห็นพ้องต้องกันในการต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 291 ก่อน เพื่อเปิดทางไปสู่การตั้ง ส.ส.ร.3 เพื่อยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่และปฏิรูปการเมือง เพื่อให้เกิดจากประชาชนเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง อันจะนำไปสู่การสมานฉันท์ในภายภายหน้าได้

เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะฝ่ายการเมืองมองว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปี 2550 นั้น มาจากการร่างโดย ส.ส.ร. ที่มาจากการแต่งตั้งของฝ่ายทหาร คมช. ที่เป็นผู้รัฐประหารยึดอำนาจ และจัดการอุดรูรั่ว ช่องโหว่ที่เกิดขึ้นจาก รัฐธรรมนูญปี 40 ที่เปิดทางให้ฝ่ายการเมืองปู้ยี้ปู้ยำประเทศชาติและประชาชนได้โดยง่าย อันนำไปสู่ระบอบทักษิณที่ฝังรากลึกอยู่ในปัจจุบันนี้

ขณะที่ รัฐธรรมนูญปี 50 เองก็มีจุดอ่อนจุดด้อยที่ฝ่ายการเมืองเห็นว่าเป็นการ “แช่แข็ง” พวกเขามากเกินไป จนทำให้ต้องกระเหี้ยนกระหือรือ รับลูกทันทีที่สังคมโยนคำถามกลับไปว่า “ถึงเวลาปฏิรูปการเมืองแล้วหรือยัง?”

และถึงแม้จะไม่ได้เป็นไปตามแนวทาง "การเมืองใหม่" ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่การได้เปิดรูระบายอากาศให้ได้หายใจบ้าง ก็ดูเหมือนจะเป็นเพียงไม่กี่ทางเลือกเพื่อที่จะดิ้นรนต่ออายุให้กับรัฐบาล (ไม่) สมชาย จรดปลายเท้าชุดนี้

แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจคาดหวังแต่คาดคิดได้ ในแง่มุมของศิลปวัฒนธรรมที่ต่อเนื่องมาจาก รัฐธรรมนูญปี 40 ถึง รัฐธรรมนูญปี 50 ก็คือ การละเลย ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องศิลปวัฒนธรรมของชาติมากเท่าที่ควร เห็นได้จาก รัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับที่ผ่านมา ยังบัญญัติสิทธิเสรีภาพของคนไทยในด้านศิลปวัฒนธรรมเพียงน้อยนิดเท่านั้น นั่นคือ บอกเพียงว่า

“...บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ และมีส่วนร่วมในการบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน...”

สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสังคม โดยเฉพาะผู้มีอำนาจในการกำหนดทิศทางของประเทศนี้ ให้ความสำคัญ เรื่องศิลปวัฒนธรรม น้อยมาก!! ถ้าให้เรียงลำดับความสำคัญจากมากไปหาน้อยก็อาจจะเป็น เรื่องการช่วยเหลือพวกพ้องพี่น้องตนเอง การช่วยเหลือตนเองด้วยการกุมอำนาจรัฐและเงิน การช่วยเหลือประชาชนเรื่องปัญหาปากท้อง และหากมีช่องว่างเพียงเล็กน้อย ก็จะเติมคำว่า การให้ความสำคัญกับศิลปวัฒนธรรม ลงไป

ทั้งๆ ที่เอาเข้าจริง การให้ความสำคัญกับเรื่องศิลปวัฒนธรรมและดำเนินการศึกษาอย่างจริงจัง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็น "อุตสาหกรรมเชิงวัฒนธรรม" นั้น เป็นขุมทรัพย์ที่สร้างมูลค่าให้กับประเทศได้อย่างมหาศาล

ไม่อยากจะเปรียบก็ต้องเปรียบ ดูอย่างเกาหลี นั่นปะไร ที่ส่งออกวัฒนธรรมจนติดตลาดโลก และทำให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก รวมไทยคนไทยที่สนใจจะตามรอย “แดจังกึม” ขนเงินเข้าประเทศเกาหลีได้ไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร

คนไทยเหมือนมีสมบัติเจ้าคุณปู่ล้ำค่า แต่ว่าติดตรงไม่อยากทำตามพินัยกรรมระบุไว้

พลิกไปดูร่าง 10 มาตราที่มูลนิธิศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครและเครือข่ายศิลปิน เคยเสนอไว้ อักครั้ง มีดังนี้

มาตรา 1 บุคคลมีหน้าที่ในการพิทักษ์ ปกป้องและสืบสาน พัฒนา ศึกษาศิลปะและวัฒนธรรมของชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น

มาตรา 2 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิด การพูด การเขียน การสื่อความหมายโดยวิธีการทางด้านศิลปวัฒนธรรม

มาตรา 3 บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมย่อมมีสิทธิในการระบุว่าสิ่งใดคือมรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ควรรักษา และมีสิทธิในการปกป้อง สืบสาน

มาตรา 4 บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการร่วมกันจัดตั้งเครือข่าย กองทุนศิลปวัฒนธรรม เพื่อดูแลมรดกและนวัตกรรมทางศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่นนั้น เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามวรรคแรก รัฐต้องให้การสนับสนุนงบประมาณและมาตรการทางกฎหมาย ทั้งนี้ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา 5 บุคคลย่อมมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการบำรุงรักษา การใช้ประโยชน์จากมรดกทางศิลปวัฒนธรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะย่อมได้รับการคุ้มครอง การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อมรดกทางศิลปวัฒนธรรมจะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบจากองค์กรอิสระที่ประกอบด้วยองค์กรเอกชนและตัวแทนสถาบันอุดมศึกษาและจัดให้มีการประชาพิจารณ์

มาตรา 6 รัฐมีหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน และจัดสรรงบประมาณให้กับการบริหารงานเพื่อการค้นคว้า วิจัย การศึกษา การเผยแพร่ในด้านศิลปวิทยาการต่างๆ รวมทั้งการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะและวัฒนธรรมทุกสาขาอย่างเสมอภาค ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของบุคคล กลุ่มบุคคล องค์กรภาครัฐและเอกชนในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ รวมถึงการแลกเปลี่ยนทางศิลปะและวัฒนธรรมในระดับนานาชาติ

มาตรา 7 รัฐมีหน้าที่อนุรักษ์ฟื้นฟูโบราณสถาน มรดกสถาปัตยกรรมระดับท้องถิ่นและระดับชาติ แหล่งอารยธรรม ภูมิทัศน์วัฒนธรรม โบราณวัตถุ ผลงานของช่าง ศิลปิน ที่มีความสำคัญต่อภูมิปัญญา อันเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรม

มาตรา 8 รัฐต้องให้การคุ้มครอง สนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพด้านสิทธิทางศิลปวัฒนธรรมและเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งผลงาน ความคิดสร้างสรรค์แก่บุคคล กลุ่มบุคคล องค์กรภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เกิดความสอดคล้องต่อสภาวะความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี การสื่อสาร และวัฒนธรรม

มาตรา 9 รัฐมีหน้าที่ส่งเสริมและจัดให้มีศิลปวัฒนธรรมในครรลองของสังคม โดยจัดโครงสร้างพื้นฐานรองรับทางศิลปวัฒนธรรม ในส่วนของทรัพยากร การศึกษา กฎหมาย ส่งเสริมให้เกิดการสนับสนุนจากภาคเอกชน และกำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายทางศิลปะและวัฒนธรรม

มาตรา 10 รัฐต้องยอมรับความหลากหลายของชุมชน กลุ่มชนในทางศิลปวัฒนธรรม จัดให้มีการอนุรักษ์ สืบสาน พัฒนา สร้างสรรค์ สนับสนุนเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมอย่างเสมอภาคในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ทั้งนี้ ต้องตระหนักถึงคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมอันเป็นวิถีชีวิตทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง

อ่านแล้วเป็นอย่างไรบ้างครับ เห็นทองที่ห่อไว้ในผ้าไหมขี้ริ้วผืนนี้หรือไม่

หากทำได้จริง เชื่อว่า จีดีพีหรือดัชนีผลิตภัณฑ์มวลรวมของไทยพุ่งทะยานแน่นอนครับ และของแถมที่ได้ คือ ดัชนี้ความสุขก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย แบบที่ไม่ต้องไปสนว่า วิกฤติการเงินสหรัฐจะกระทบกับบ้านเรามากน้อยแค่นี้ เพราะเหล่านี้ คือสิ่งที่ปูย่าตาทวด ส่งไม้ต่อกันมา เราในฐานะคนรุ่นลูกรุ่นหลาน ก็รับไว้และสานต่อให้เกิดศิลปะและวัฒนธรรมใหม่ๆ ที่ทรงคุณค่า และทรงมูลค่า เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แบบไม่ต้องลงทุนมาก

ไม่ต้องห่วงด้านศิลปินเขาหรอกครับ เขาและเธอเหล่านี้ พร้อมเสมอที่จะโกอินเตอร์รับหน้าที่พรีเซนเตอร์ให้กับชาติเรา ในการขาย ทุนทางวัฒนธรรม เหล่านี้ และนำรายได้เข้าสู่รากหญ้า รากแก้ว รากเพชร ทั้งหลาย ขอเพียงให้โอกาสแจ้งเกิดแก่พวกเขาและสนับสนุนให้ไปได้ไกลแสนไกล รับรองได้ว่าแล่นฉิววววว

จะเหลือก็เพียงแต่เราๆ ท่านๆ ที่ทำหน้าที่กำหนดทิศทางนโยบายของบ้านของเมืองนี้แหละ ที่จะเหลียวมองมิติทางศิลปวัฒนธรรม อันจะนำไปสู่การพัฒนาเป็นอุตสาหรรมเพื่อสร้างรายได้ในอนาคตหรือไม่ ก็อยากฝากไว้ใน รัฐธรรมนูญฉบับที่จะมีใหม่ให้แก้ไขเพิ่มเติมบรรจุเรื่องศิลปวัฒนธรรมลงไปด้วย รวมทั้งปรับปรุงและออกกฎหมายให้สอดคล้องกับความเคลื่อนไหวทางศิลปวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไปตามพลวัตของสังคม (ไม่ใช่เอากฎหมายเมื่อปี 2473 ก่อนมี รัฐธรรมนูญ เสียอีกมาใช้เซ็นเซอร์หนัง อย่างกรณีแสงศตวรรษ โดยปราศจากรสนิยมและความชอบธรรมเช่นนี้ – มันอายเขา)

รัฐธรรมนูญเป็นตัวกำหนดทิศทางของชาติ ศิลปวัฒนธรรมเป็นเครื่องบ่งชี้อารยะของชนในชาติ หากไม่ประสานสอดรับกันให้ดี เห็นที ส.ส.ร. 3 ที่กำลังจะตั้งขึ้นมาเพื่อแก้รัฐธรรมนูญของประชาชนฉบับที่ 2 กับการเริ่มต้นนับ 1 ในด้านความสำคัญกับเรื่องศิลปวัฒนธรรม อาจถึงคราวดับสูญ จนเรียกได้ว่าไม่ต้องนับนิ้วอะไรกันแล้ว เพราะหันไปทางไหนก็เจอแต่เลข 0

โดย kantnews1

 

กลับไปที่ www.oknation.net