วันที่ พฤหัสบดี ตุลาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

“สุรพล ทวนทอง”มีลูกสาว แต่ความเป็นมนุษย์น่ะมีไหม?


เมื่อวานนี้ต้องยอมรับว่า ด้วยเพราะอารมณ์โกธรแค้นปะปนกับอาการใจเสีย เพราะในวันนั้นตกอยู่ในสถานการณ์สงครามที่เกิดเสียงระเบิด “ตูม...ตูม...” อย่างจัง จึงทำให้เมื่อวานนี้ต้องสบถถึงตำรวจไปด้วยคำว่า

“กุ๊ยสามพราน”

ใช่ครับ ... กุ๊ยสามพราน เพราะภาพของ “สุภาพบุรุษ” ที่อยู่คู่กับ “โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน” วันนี้ไม่มีหลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว มีแต่ภาพของตำรวจที่เอาแต่กลั่นแกล้งประชาชน ทำตัวเยี่ยงอันธพาล เยี่ยงกุ๊ยตามตลาดเสียอย่างนั้น

อาจจะมีผู้อ่านบางคนแสดงความไม่พอใจต่อผู้เขียนลับหลัง (อาจจะไม่ใช่เพราะต้องเป็นสมาชิกโอเคเนชั่น) กล่าวโทษ “เหมารวม” ถึงตำรวจทั้งหมดว่าเป็นกุ๊ยไปทำไม บางคนถึงกับเห็นว่า ถ้าคิดกันอย่างนี้ อย่าให้เห็นว่าผู้เขียนไปพึ่งพาตำรวจอีกเลย เวลาขอความช่วยเหลืออย่ามาพึ่งตำรวจก็แล้วกัน

งั้นก็คงต้องถามย้อนไปว่า ภาษีที่ต้องจ่ายเนี่ย ทำไมต้องเอาเงินของผมไปจ่ายให้กับตำรวจด้วย แล้วทำไมเวลาผมไปแจ้งความ อย่างตอนทำโทรศัพท์มือถือหาย ทำไมตำรวจต้องเรียกค่า “เซ็นใบแจ้งความ” ด้วยน้ำหมึก 20-30 บาทด้วย

ไหนบอกว่าตำรวจบริการประชาชนไง ถ้างั้นวันหลังแปรรูปเป็นรัฐวิสาหกิจเป็น “บริษัท ตำรวจไทย จำกัด (มหาชน)” กันให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลย ใครอยากเป็นเจ้าของ “อาณาจักรตำรวจ” ไปซื้อหุ้นเอา เวลาแจ้งความก็ “จ่ายตังค์” ให้ตำรวจดำเนินการ โครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจ บ้านไหนไม่จ่ายตำรวจไม่ต้องมาดูแล

ทำเหมือนบริษัทยาม รักษาความปลอดภัยกันไปเลย ดีหน่อยตรงที่ “มีอาวุธปืน” เจอใครมีพิรุธ หรือไม่ชอบขี้หน้าใครเมื่อไหร่ก็ยิงได้แบบ "ถูกกฎหมาย" ไม่ต้องแยกแยะว่าใครเป็นใคร

บอกตามตรงว่า ในชีวิตที่ผ่านมา ตำรวจไม่เคยทำหน้าที่เป็นตำรวจริงๆ เสียที รูปปั้นที่อยู่ตรงหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำหน้าที่เพียงแค่ “สื่อโฆษณาเคลื่อนที่” ให้มีความรู้สึกชวนเชื่อว่าน่ายินดีเมื่อมาใช้บริการ แต่เวลาใช้บริการจริงๆ โทรศัพท์ 191 ไม่รับสาย หรือรับสายแต่ไม่มาดูดำดูดี

ตอนนี้ที่พึ่งพากันได้ก็มีเพียงแค่ “ร่วมด้วยช่วยกัน” ที่ฝากผีฝากไข้ตลอด มีอาสาสมัครอย่างหน่วยกู้ภัย หน่วยกู้ชีพ ที่ทำหน้าที่เต็มใจกว่าตำรวจในเครื่องแบบเสียอีก แม้จะมีภาพว่าแย่งกันเก็บศพเพื่อหาค่า “คอมมิชชั่น” ตามโรงพยาบาลก็ตาม

เมื่อเช้ามืดวันนี้ อ่านข่าวหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ทำให้มีความรู้สึกแค้นในใจกับบรรดาตำรวจในเครื่องแบบสีกากี เพราะพ่อคุณรองโฆษกตำรวจอย่าง "พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง" เล่นยก “คนตาย” มาเป็นจำเลยรับบาปเหตุการณ์ “ตุลานองเลือด” 7 ตุลาคม 2551 เพื่อขายผ้าเอาหน้ารอดนี่แหละ

ไปกล่าวหาว่าที่น้องโบว์ตายเพราะ “หนีบระเบิด”

คัดลอกเนื้อข่าวแบบเต็มๆ มาให้อ่านเลยดีกว่า

• ป้ายสี "น้องโบว์" หนีบระเบิด

ด้าน  พล.ต.ต.สุรพล  ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่าการสลายการชุมนุมเจ้าหน้าที่ใช้เพียงแก๊สน้ำตา   โล่  และกระบอง และได้ขอภาพถ่ายจากสื่อมวลชนพบว่าหนึ่งในผู้ชุมนุมที่บาดเจ็บมือซ้ายขาดเนื่องจากถูกวัตถุระเบิด แต่มือขวายังกำวัตถุระเบิด  ทาง บช.น.มอบหมายให้ พล.ต.ต.ลิขิต กลิ่นอวล รอง ผบช.น. ตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว

"ที่ผ่านมาพบว่าบาดแผลของผู้ชุมนุมที่เกิดจากอาวุธร้ายแรง   ทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่าน่าจะเป็นอาวุธที่ผู้ชุมนุมนำติดตัวมาทั้งสิ้น   ส่วนใหญ่เกิดขึ้นบริเวณขา คงเป็นข้อสันนิษฐานได้ว่าอาการบาดเจ็บเกิดจากอาวุธที่พกมาทั้งสิ้น   บางส่วนพกใส่กระเป๋ากางเกง และบางส่วนใส่ไว้ในถุง  อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุป เพราะเป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ"

นายตำรวจผู้นี้ยังพูดถึงการเสียชีวิตของ  น.ส.อังคณา  ระดับปัญญาวุฒิ หรือ "น้องโบว์"    ว่าจากใบชันสูตรพบว่าซี่โครงบริเวณด้านซ้ายหักทุกซี่  น่าจะเกิดจากการหนีบระเบิดหรือมีระเบิดอยู่ในกระเป๋าสะพายที่หนีบมา บาดแผลเกินกว่าที่อาวุธของเจ้าหน้าที่มีอยู่

อ่านข่าวนี้แล้ว “ของขึ้น” ในพริบตา

พร้อมกับตั้งคำถามในใจถึงนายตำรวจคนนี้ว่า จิตใจคุณทำด้วยอะไร ทำไมถึงเอา “คนตาย” ที่เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ มาเป็นจำเลยสังคม เพื่อแก้ตัวและโบ้ยความผิดในเหตุการณ์นองเลือด ที่ผู้บังคับบัญชาคุณรวบรัดใช้แก๊สน้ำตาพ่วงอาวุธสงครามเข่นฆ่าประชาชน

หากพี่โบว์ (หรือน้องโบว์) ยังมีชีวิตอยู่ แล้วได้ฟังสิ่งที่นายตำรวจอย่าง “สุรพล” พูด เธอคงต้องออกมาโวยวายขอร้องความเป็นธรรม แต่เพราะคุณลักษณะที่ว่า “คนตายพูดไม่ได้” จึงทำให้นายตำรวจคนนี้เอามาใช้เป็นข้อแก้ตัวได้อย่างหน้าด้านๆ

หน้าตัวเมียชัดๆ

พูดถึงคำว่าหน้าตัวเมีย ก็คงต้องพูดถึงชีวิตครอบครัวของนายตำรวจที่ชื่อ “สุรพล” คนนี้ เอะใจว่านายตำรวจคนนี้เคยออกมาเปิดเผยชีวิตส่วนตัว ผ่านหน้าหนังสือพิมพ์หัวสีฉบับหนึ่ง เลยค้นออกมาอ่าน และได้สรุปข้อมูลพอให้ผู้อ่านได้รู้ถึงชีวิตอีกด้านของเขา

“สุรพล” นักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่น 30 คนนี้ ปัจจุบันใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเลขที่ 39/12 หมู่ 9 ต.บางน้ำผึ้ง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ บ้านเดี่ยวสองชั้นหลังคาสีควันบุหรี่ ที่อาศัยอยู่กับภรรยา และ “น้องปุญ-ด.ญ.ปุญชรัสมิ์ ทวนทอง” ลูกสาวคนเดียววัย 3 ขวบ ที่ตอนนี้ยังไม่เข้าโรงเรียน และอีก 3 ปีข้างหน้า หากเกษียณอายุราชการแล้วจะกินเงินบำนาญเลี้ยงน้องปุญอยู่กับบ้าน

ชีวิตของนายตำรวจคนนี้ ในวันว่างมักจะพาลูกสาวไปเที่ยว “ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง” ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน จนสนิทสนมกับพ่อค้าแม่ขายในตลาดนี้อยู่หลายคน อาหารอันโอชะของนายตำรวจคนนี้คือ “เต้าหู้ทอด” กับ “เผือกทอด” ที่มีร้านประจำอยู่ในตลาด เป็นเหตุให้นายตำรวจคนนี้มีภาพที่ดูเจ้าเนื้อมากที่สุด

เป็นคนที่ทานแต่มังสวิรัติ ไม่ทานเนื้อสัตว์ ไม่ใช่เพราะถือศีลเหมือน “มหาจำลอง” ที่ถูกตำรวจจับติดคุกไปก่อนหน้า แต่เพราะ “โรคประจำตัว” ที่ระบบย่อยอาหารมีปัญหา หากนายตำรวจคนนี้ทานเนื้อสัตว์แล้ว กระเพาะจะไม่ย่อย ท้องอืด ต้องไปนอนให้หมอฉีดยาจึงจะหาย

เอาชีวิตอีกด้านของนายตำรวจคนนี้มาเล่าให้ฟัง แต่ก็ยังสงสัยในใจของนายตำรวจคนนี้

“ท่านก็มีลูกสาว”

แต่การสัมภาษณ์ผ่านสื่อ ที่กล่าวหาว่าน้องโบว์ (หรือพี่โบว์ของผม) “หนีบระเบิด” เหมือนกับว่าตำรวจคนนี้ “ไม่ใช่คน”

ทำไมนายตำรวจคนนี้ไม่เห็นหัวอกของคนมีลูกสาวอย่าง “จินดา ระดับปัญญาวุฒิ” ผู้เป็นพ่อที่สูญเสียลูกสาวคนนี้ไปเพราะเหยื่อของผู้ใต้บังคับบัญชาของพวกคุณ

คุณสุรพลเองก็มีลูกสาว แต่คุณไม่คิดบ้างเหรอว่า หากน้องปุญลูกสาวสุดที่รัก ที่คุณสุรพลพูดอยู่เสมอว่าเห็นหน้าแล้วหายเหนื่อยคนนี้ เกิด “ตายห่าตายโหง” เป็นอะไรไปขึ้นมาก่อนที่คุณจะตายไป

จะเสียใจเหมือนหรือเทียบเท่ากับคุณพ่อจินดาหรือไม่?

ที่พูดขนาดนี้ อยากให้คุณสุรพลคิดดูให้ดีสักนิด การใช้ปากของคุณเพื่อ “โบ้ยความผิด” ให้ผู้อื่น โดยหยิบยกเหตุผลที่ “ไม่เข้าท่าเข้าทาง” มันไม่ใช่แค่ตัวคุณเสียหาย แล้วคุณก็คิดไปว่าตัดช่องน้อยแต่พอตัวก็ได้ แต่ยังหมายถึงภาพของ “ตำรวจ” ที่คุณพยายามเติมเชื้อไฟให้ประชาชนเกลียดชังพวกคุณ

เหตุผลที่คุณพูดว่า “น้องโบว์หนีบระเบิด” อาจจะเป็นคำแก้ตัวที่ใช้ได้ มีเหตุผลแบบติดตลก แต่กับหญิงสาวตัวเล็กๆ ที่คิดว่าคงไม่มีปัญญาหาระเบิดหรือระเบิดแก๊สน้ำตา ซึ่งหาซื้อไม่ได้ง่ายๆ เหมือนซื้อ “ขนมจีบซาลาเปา” ในร้านเซเว่นอีเลฟเว่นได้ เพราะน้องโบว์ก็เป็นผู้ชุมนุมตัวเล็กๆ ที่ขออาสาอยู่แนวหน้า และเธอก็ไม่ใช่การ์ดพันธมิตรหรือนักรบศรีวิชัยด้วย

คุณสุรพลเองอาจมองว่า คุณพ่อจินดาเป็นพันธมิตร แต่ไม่ได้นึกถึงว่า ในชีวิตประจำวันก็เป็น “นายจินดา” ในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่อยู่ร่วมโลกใบเดียวกับคุณ ถ้าคิดเช่นนั้น ความคิดในหัวโฆษกคนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับ “เด็กขโมยเงินสหกรณ์” อย่างโฆษกหัวเกรียน ที่ชอบจัดรายการด่าชาวบ้านให้ควายฟังผ่านช่องเอ็นบีทีสักเท่าไหร่หรอก

ถ้าพูดเอามันเพื่อซ้ำเติมประชาชนชนิดที่ว่า “ดับเครื่องชน” เช่นนี้ คงไม่ห่วงคุณสุรพลหรอก เพราะชาตินี้ประชาชนที่ไม่ใช่ “พรรคพวก” หรือ “เพื่อนร่วมรุ่น” ที่ประสานประโยชน์คงไม่มีใครกล้าคบ

แต่ผมกลัวว่าหากคุณสุรพลตายไป อีกยี่สิบสามสิบปี “น้องปุญ” จะไม่มีคนดีหน้าไหนคบหา หรือขึ้นคานหาสามีไม่ได้

เพราะชื่อของ พล.ต.ต.สุรพล  ทวนทอง ถูกจารึกใน “ประวัติศาสตร์” และ “บัญชีหนังหมา” แล้วว่า เป็นหนึ่งใน “ฆาตกรในเครื่องแบบ” ที่เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์เพื่อสนองเอาใจอำนาจรัฐ เฉกเช่นเหตุการณ์ตุลาทมิฬ 7 ตุลาคม 2551 ที่มีคนบาดเจ็บล้มตายมาแล้ว!!!

โดย kittinunn

 

กลับไปที่ www.oknation.net