วันที่ ศุกร์ ตุลาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

2524...มีอะไรให้คุณดู


พ.ศ. 2524 ...

ปีนั้นผมเองยังไม่เกิด แต่จำได้ว่าพ่อและแม่ของผมแต่งงานกัน ครองสมรสมาตั้งแต่บัดนั้น

ผมเกิด 2529  แต่มาวันนี้ผมได้รับรู้ถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในปี 2524 ไว้มากมาย และยังได้เก็บหนังสือ ภาพยนตร์ และเทปเพลงที่ผลิตในปี 2524 ไว้ในบ้านอีกด้วย 


สิ่งหนึ่งที่จะหยิบเอามาดูในคราวนี้...ก็เป็นเรื่องของของที่อยู่ใกล้ๆตัวคุณนั่นแหละ ดูได้ทุกที่ทุกเวลา  แม้ว่าสิ่งของเครื่องใช้ที่คุณใช้นั้นจะเป็นไปตามยุคสมัย


ปี 2524 นั้น ใครจำภาพจำเสียงได้คงเคยเห็นเครื่องรับโทรทัศน์เป็นจอสี่เหลี่ยมโค้งมน จะกดปุ่มก็ต้องกดไปที่หน้าจอ  เปิดปุ๊บเราก็จะได้รับชมรายการต่างๆ ของทางสถานี ซึ่งมีให้เลือกชมเพียง 4 ช่อง  5 7 9 และ 3     รายการข่าวภาคเช้าเพิ่งจะมีแค่ช่อง 9   ขณะที่ช่องอื่นมาเปิดตอนเย็นๆ (เฉพาะวันธรรมดา) พบกับรายการสิ่งละอันพันละน้อย และสารพันบันเทิงต่างๆ  กว่าจะได้ดูข่าวก็ตอนสองทุ่ม แต่มีข้อกำหนดว่าทุกช่องจะต้องทำการพักออกอากาศในเวลา 18.30-20.00 น. เพื่อให้เค้าได้เตรียมตัวที่จะรายงานข่าว ขณะที่เราก็จะต้องพักไว้เพื่อเป็นการประหยัดพลังงาน   การประหยัดในสมัยนั้นก็คงไม่เหมือนกับสมัยนี้


ในปี 2524  จอแก้วได้มอบสาระและความบันเทิงไว้มากมายเพื่อให้ดูให้ชม  แต่ก็ต้องมีผลงานจำนวนหนึ่งที่โดดเด่นหรือเป็นที่ถูกอกถูกใจอย่างยิ่ง ...เป็นที่สุดแห่งปี  ในแต่ละประเด็น แต่ละเรื่องราว


ปีนั้นมีอะไรเป็นที่สุดของวงการโทรทัศน์ไทย  คุณคงพอจะทราบบ้าง หรือยังไม่ทราบสักเรื่องเดียว   แต่ผมเองก็หามาจนได้  เพราะข้อมูลต่างๆ อยู่ในนี้แล้ว


ผมไปควานหามาจากร้านหนังสือเก่าอยู่สองแห่งเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ เราได้นิตยสารมาสองเล่มสองยี่ห้อ  ซึ่งปัจจุบันไม่มีแล้วและพบได้ยากยิ่ง แต่พนักงานบางคนยังคงอยู่ที่เดิมมั้ง  นิตยสารที่ขุดมาอ่านก็ได้แก่ "ดาราจอแก้ว" เป็นเจ้าของเดียวกับนิตยสารภาพยนตร์บันเทิง เน้นเสนอเรื่องราวข่าวสารในวงการทีวีไทย รวมไว้ทุกช่องทุกเรื่อง   และนิตยสาร "บันเทิงทีวี" ซึ่งไม่ใช่บันเิทิงทีวีทุกช่อง แต่เป็นนิตยสารที่มุ่งให้ข้อมูลข่าวสารเฉพาะผลงานของค่ายหนังทีวีขวัญใจประชาชน "ดาราฟิล์ม" หรือ ดาราวิดีโอ ในปัจจุบัน เป็นของที่ระลึกสำหรับแฟนของค่ายนี้


และทั้งสองเล่มนี้จะมีบางสิ่งบางอย่างที่เชื่อมโยงมาถึงรุ่นปัจจุบัน  เพราะปีนั้นก็มีหนังหรือละครบางเรื่องที่มีการสร้างขึ้นมาอีกในภายหลัง แม้กระทั่งในปีนี้ หรือถ้ามีไปแล้วก็ยังเล่าขานกันอยู่


---เราจึงขอนำข้อความและรูปภาพบางส่วนในนิตยสารหายากที่กล่าวไว้มาเสนอต่อคุณผู้อ่าน ผู้ถวิลหาอดีต ทุกท่าน  ด้วยความบังเอิญ  และขออุทิศให้กับนิตยสารที่หายไปทั้งสองเล่ม---


ผมไปอ่านเจอหน้าสุดท้ายเป็นการสรุปที่สุดต่างๆ ของวงการบันเทิงทีวีในรอบปี 2524  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดี ร้าย เฮง หรือ ซวย  มีไว้ให้ดูในเล่มพอสังเขป ..เป็นการส่งท้ายปีระกา  ก่อนจะเข้าสู่ปีฉลองสองศตวรรษกรุงรัตนโกสินทร์





ที่สุดต่างๆ ของจอแก้วปี 24  เขาบอกมาดังนี้... 


ภาพยนตร์ทีวีดังที่สุด...ดาวพระศุกร์

รายการทีวีที่คนดูมากที่สุด ติดกันทั่วทุกบ้านช่อง...นาทีทอง

สินค้าที่โฆษณาทีวีมากที่สุด...บริษัท โอสถสภา มีแทบทุกช่อง

รายการที่เยี่ยมที่สุด...การถ่ายทอดสดมวยโลก วันเรียวนาร์ดถล่มโทมัส ช่อง 7 สี เรียกว่าวันนั้นถนนแทบทุกสายว่างไปด้วยรถยนต์

นางเอกทีวีที่คนดูรักมากที่สุด..มนฤดี ยมาภัย

ดาราหญิงที่คนดูเกลียดมากที่สุด...จอมใจ จรินทร์ (แสดงเป็นแม่ดาวพระศุกร์)

ดาราชายที่เคยแสดงหนังทีวีมาก่อนตายดังที่สุด... "ไอ้ปืนโต" สตีฟ แมคควีน

นักร้องลูกทุ่งไทยไม่เคยออกทีวีเลย..เพลิน พรหมแดน

พระเอกทีวีหนังจีนมาเมืองไทยดังที่สุด...ว่านจือเหลียง ขนาดไปปรากฏตัวที่สนามมวยราชดำเนิน เซียนมวยยังตบมือกันเกรียว

หนังทีวีที่ถูกแอนตี้จากคนดูมากที่สุด...เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ ภาค 3 (เพราะล้างแค้นทั้งเรื่อง)

หนังจีนที่สั้นที่สุด...ดาบเดี่ยวตะวันเดือด ยาวแค่ 10 ตอนจบ

หนังจีนที่ยาวที่สุด...บ้านแตก มีถึง 110 ตอน

หนังจีนคนดูน้อยที่สุด...นักสู้กระดูกเหล็ก (ฉายไปฉายมาคนในห้องส่งดูกันเอง)

หนังจีนที่คนไทยซื้อมาแล้วถูกแบนไม่ให้ฉาย...แผ่นดินรักแผ่นดินเลือด ช่อง 3

หนังจีนเนื้อหาดีที่สุด...เทพบุตรชาวดิน

นักร้องทีวีดังที่สุด..มณีนุช เสมรสุต แห่งช่อง 3 ที่ไปร้องเพลงที่ฮ่องกง ชนะเลิศประเภทนักร้องสมัครเล่น กลับมาเมืองไทยเลยกลายเป็นเศรษฐีย่อยๆ คนหนึ่งไปเลย

ผู้กำกับหนังทีวีผิดหวังมากที่สุด...ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล "ท่านมุ้ย"  ที่กำกับเรื่อง "ห้วงรักเหวลึก" ปรากฏว่าคนดูไม่สนใจเลย

ละครทีวีไทยที่สร้างสรรให้คุณค่าคนดูที่สุด..บาปบริสุทธิ์ ช่อง 5

ละครทีวีไทยที่สร้างให้ดูแล้วยิ่งดูยิ่งโง่ที่สุด...จิตแพทย์หมายเลข 7 ช่อง 7

นักแสดงจอแก้วหญิงที่ไปดังจอเงิน...ลินดา ค้าธัญเจริญ

นักแสดงหญิงจอเงินกลับมาดังในจอแก้ว...มยุรา ธนะบุตร

ดาราเด็กที่ออกมาในทีวีมากที่สุดแทบทุกครึ่งชั่วโมง...เด็กชายที่หยิบแลคตาซอย

ผู้หญิงที่ออกทีวีแค่นาทีเดียวแต่ค่าตัวแพงที่สุด... อาภัสรา หงสกุล กับ โฆษณาแชมพูซันซิลค์ ได้ 5 แสนบาท (เงิน 5 แสน ให้กุศลหมด)

รายการออกอากาศห่วยที่สุด... ถ่ายทอดทีวีวันตุ๊กตาทอง ช่อง 7 สี ..ถ่ายเทปแท้ๆ ดันประกาศว่าออกรายการสดๆ หลอกได้หลอกดี

พิธีกรดวงดีที่สุด...ธรรมรัตน์ นาคสุริยะ (ข่าวว่าได้เจาะไข่แดง หมีเซียะ แม่นบ่)

หนังฝรั่งที่ฮือฮามากที่สุด...เจ้าพ่อดัสลัส ช่อง 3

รายการถ่ายทอดสดที่คนไทยตื่นเต้นที่สุด...วันฟุตบอลชิงชนะเลิศ "คิงส์คัพ" ไทยกับเกาหลีเหนือ

ตัวตลกทีวีที่คนชอบที่สุดทั้งเมืองไทยและเมืองนอก...ล้อต๊อก (เมืองนอกคือเมืองลาว-เวียงจันทน์)

ละครทีวีที่ต้นดีที่สุดปลายแย่ที่สุด...ข้าวนอกนา ช่อง 7 สี

รายการถ่ายทอดมวยไทยที่คนดูมากที่สุด...รายการมวยที่สนามหลวง วันเฉลิมฯ 5 ธ.ค. ที่ช่อง 7 สีถ่ายทอดตั้งแต่เที่ยงคืนยัน 8 โมงเช้า ขอยกนิ้วโป้งให้



----------------------------------------


แถมให้อีก...


ละครต้อนรับปี 2525  จากช่อง 7 สี

เรื่องนี้เคยเป็นละครวิทยุมาก่อน แล้วมาสร้่างเป็นละครทีวีถึงสามครั้ง

โดยครั้งแรกสุดคือครั้งที่ เมตตา รุ่งรัตน์ เป็นคุณลั่นทม 

ใครจำภาพคุณลั่นทมนอนดิ้นอยู่ในโลงศพล่ะก็...รู้แล้วว่ามันมาจากละครเรื่อง


สุสานคนเป็น




 

เรื่องย่อ


ถ้าคุณยังไม่ตาย แต่สภาพร่างกายของคุณทำให้ทุกคนลงความเห็นว่าคุณตายไปแล้วพร้อมใจกันนำคุณไปฝังไว้ ณ ป่าช้า ทั้งๆที่ความรู้สึกของคุณยังมีอยู่ครบถ้วน คุณจะทำยังไง

 

หญิงคนหนึ่ง(ลั่นทม) มีสภาพดุจคนที่ตายไปแล้ว แต่ยังไม่ตาย เธอจึงเผชิญกับความตายอย่งาทารุณที่สุด ทั้งๆที่เธอมีความรู้สึกทุกอย่าง รู้ตั้งแต่พิธีอาบน้ำศพ มัดตราสังข์ รู้แม้กระทั่งใครต่อใครช่วยกันยกร่างของเธอลงโลงศพและปิดฝาตรึงตปู

 

เมื่อเธอฟื้น จึงกลัวความตายที่จะเกิดขึ้นขณะเมื่อเธอยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้น เธอจึงได้สร้างสุสานของเธอเตรียมพร้อมไว้ เป็นสุสานของคนเป็นๆ มีเครื่องใช้ครบถ้วน อำนวยความสุขสะดวกสบายทุกอย่าง แต่เมื่อสุสานเสร็จ เธอถึงได้รู้ว่าแม้จะเตรียมพร้อมทุกอย่างสำหรับความตาย แต่ก็ไม่มีอะไรจะช่วยได้เมื่อเธอถูกหักหลังจากคนที่เธอไว้ใจที่สุด เธอถูกบังคับให้เข้าไปอยู่ในสุสานทั้งๆที่ยังมีชีวิตอยู่ สุสานที่สำหรับคนตายแล้ว แต่เธอยังไม่ตาย

 

ความหวาดหวั่นพรั่นพรึงทำให้เธอต้องดิ้นรนหาเพื่อน หาคนที่มาอยู่ในสุสานทั้งๆที่ยังมีชีวิตอยู่ และเธอก็ทำสำเร็จ ทำให้คนเป็นๆ เข้าไปอยู่ในสุสานอย่างคนตาย

 

กว่าจะมีคนทำให้เธอคิดได้ว่า สิ่งที่เธอทำไปนั้นไม่ถูกต้อง ทุกสิ่งทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว แต่ความดีไม่มีวันตาย

 

ละครเรื่องนี้จะชี้ให้เห็นว่า ความดีงามของผู้บริสุทธิ์นั้น สามารถทำลายความแค้น ความเกลียดชัง และทุกสิ่งทุกอย่างได้แน่นอน

 

สุสานคนเป็น... ออกอากาศแทนตะวันตกดิน ทางช่อง 7 สี เริ่ม 7 ม.ค. 25 เวลา 22.15 น. 


รายชื่อผู้แสดง

เมตตา รุ่งรัตน์...ลั่นทม

อนุสรณ์ เดชะปัญญา

ประดิษฐ์ กัลย์จาฤก

ฐาปกรณ์ ดิษยนันทน์

เกศินี ศิริมิตร

นฤมล นิลวรรณ

ชูศักดิ์ สุธีรธรรม

จุฑารัตน์ จินตรัตน์


-----------------------------------------

(จาก นิตยสารดาราจอแก้ว ฉบับที่ 24  สัปดาห์สุดท้ายของปี 2524) 




คราวนี้...เอาใจแฟนๆ ที่ติดละครพื้นบ้านตอนเช้าๆ  ที่กำลังฉายอยู่ตอนนี้ก็คือเรื่อง "สังข์ทอง" ที่ฉายมาข้ามปีและจะครบปีแล้ว เรื่องยืดยาวอย่างที่คนในบอร์ดต่างๆ ว่าไว้  


แต่ความจริงแล้ว  ค่ายสามเศียร หรือ ดาราฟิล์ม และ ดาราวิดีโอ สร้างเรื่อง "สังข์ทอง" ที่กำลังฉายนี้ไม่ใช่ครั้งแรก   เพราะครั้งแรกนั้นฉายเมื่อปี พ.ศ.2524   สมัยยังเป็นภาพยนตร์ชุดถ่ายด้วยฟิล์มแล้วมาฉายทางทีวีตอนสามทุ่มของคืนวันจันทร์และอังคาร   ปรากฏว่าแฟนๆที่เคยติดตามดูสังข์ทองครั้งที่แล้วคงจะได้เห็นลีลาของเจ้าเงาะ แบ แบ บู้...  หน้าตาอ่อนหวานของรจนา และความเติบใหญ่ของเจ้าสังข์-ตัวเอกของเรื่อง จนเป็นที่ถูกอกถูกใจและได้รับความนิยมอย่างมากในขณะนั้น หรือจะเป็นขณะนี้ถ้าคุณไม่เคยดู  


ในเมื่อนิตยสารดาราจอแก้วไม่ได้ระบุตำแหน่งภาพยนตร์พื้นบ้านที่ดังที่สุดแห่งปี 2524  ไว้ เราก็คงจะยกให้เรื่อง "สังข์ทอง" นี้แหละ ..ที่ใครๆก็ไม่ลืม


รายชื่อนักแสดง ผู้ร่วมงาน และเรื่องย่อของสังข์ทอง 2524 จะเป็นเหมือน 2551 หรือไม่ ลองเทียบดู..



สำหรับผมคงต้ิองไปก่อนล่ะ  พบกันฉบับหน้า จะเป็นเรื่องหนังดังในอดีตอีกรึเปล่า ... สวัสดี





สังข์ทอง


เสนอฉายทุกคืนวันจันทร์-อังคาร เวลา ๒๑.๑๕ น. ทางช่อง ๗ สี

ผลิตโดย ดาราฟิล์ม ๒๕๒๔

รายชื่อผู้แสดง

ศุภชัย เธียรอนันต์...สังข์ทอง

ทัชชา จีราพรรณ...รจนา

อิทธิฤทธิ์ สิงหรัตน์...ท้าวสามล

เยาวเรศ นิสากร...นางมณฑา

ปิ่นนเรศ ศรีนาคาร...ท้าวยศวิมล

ปริศนา วงศ์ศิริ...นางจันท์

สนธยา สาระยิน...นางจันทา

ประสงค์ สาเจริญ...เจ้าเงาะ

ณรงค์ พุทธโกษา...ชัยวิชิต

มารุต สินาคม...วิศณุ

ประพันธ์ ศิริพงษ์...ภุชงค์

มานพ สัมมาบัติ...วิเศษสรรค์

เลิศพงษ์ ประโคนทัย...ณรงค์ฤทธิ์

สันติภพ บุนนาค...อิทธิเดช

อิสรา ดวงไสว...มะลิวัลย์

สินาภรณ์ พิไลลักษณ์...กรรณิการ์

ดารานุช อิ่มประไพ...การะเกด

นวลละออ สุขสวัสดิ์...ยี่สุ่น

สุรัชดา ดวงสุวรรณ...ดาวเรือง

ลักขณา ลักษณะจินดา...เฟื่องลดา

สมจิตร โพธิจาด...ขุนหมื่นอ้วน

คมสัน พร้อมญาติ...หัวหมู่อาจ

จอมใจ จริน...นางพันธุรัต

 



...แต่แรกเริ่มเดิมที "สังข์ทอง" เป็นนิทานเรื่องหนึ่งในปัญญาสชาดก (นิทาน ๕๐ เรื่อง) เรียกว่า สุขวัณณสังขชาดก ซึ่งเล่าสืบทอดมาแต่บร่ำโบราณกาลนาน

 ต่อมา "สังข์ทอง" ก็กลายเป็นบทละครที่กวีแต่งเล่นกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ แต่ยังไม่สมบูรณ์ดีนัก มาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระองค์ทรงเรียบเรียงขึ้นมาใหม่เพื่อให้พวกละครหลวงเล่น จึงเป็นที่ยอมรับนับถือกันว่าเป็นพระราชนิพนธ์ของพระองค์

 จากอดีตจนถึงปัจจุบัน "สังข์ทอง"  ยังคงเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ถูกนำไปสร้างเป็นหนังและละครหลายต่อหลายครั้ง แม้แต่ "ช่อง ๗ สี" และ "ดาราฟิล์ม" หรือ สามเศียร ในปัจจุบัน ก็นำมาสร้างสองครั้ง โดยครั้งก่อนฉายปี พ.ศ.๒๕๒๔ ไม่ว่าครั้งนั้น ครั้งนี้ หรือครั้งไหน ก็ยังดูกันได้มิรู้เบื่อ




เรื่องย่อ

 ...เรื่องของ "สังข์ทอง"   เริ่มเรื่องที่ท้าวยศวิมล เจ้าเมืองยศวิมลฝันไปว่าพระอาทิตย์ตกลงมาตรงหน้าเบื้องขวา พระองค์ฉวยเอาไว้ได้ พร้อมกับดาวดวงเล็กในมือซ้าย โหรทำนายว่า พระมเหสีเอกชื่อนางจันท์จะประสูติพระกุมาร มีบุญญาธิการมากแต่จะต้องพลัดพรากจากกันไปนาน แล้วจึงกลับมาพบกันภายหลัง ส่วนพระมเหสีรองชื่อนางจันทาจะประสูติพระธิดา นางจันทาคิดอิจฉา เพราะถ้ามเหสีเอกมีลูกเป็นชาย ราชสมบัติก็จะตกอยู่กับลูกชายนั้นทั้งหมด ตัวนางเองจะต้องตกอับเพราะมีลูกเป็นหญิง นางจึงติดสินบนโหรไว้ ให้คอยช่วยเพ็ดทูลเป็นประโยชน์ข้างฝ่ายนาง

 

ครั้งถึงเวลา นางจันท์มเหสีเอกก็ประสูติพระโอรสเป็นหอยสังข์ทำให้เป็นที่อับอายแก่คนทั้งปวง เมื่อท้าวยศวิมลตรัสถาม โหรก็แกล้งทูลว่า เหตุนี้เป็นเพราะบ้านเมืองจะพินาศฉิบหาย ต้องขับพระมเหสีและหอยสังข์ไปเสียให้พ้น บ้านเมืองจึงจะร่มเย็นเป็นสุขดังเดิม ท้าวยศวิมลหลงเชื่อ ก็ให้ขับไล่นางไปเสียจากวัง



 นางจันท์ต้องอุ้มหอยสังข์ เดินซัดเซไปอาศัยยายตาอยู่ในป่า จนเวลาล่วงไปได้ ๕ ปี ได้รับความยากลำบากมาก เทวดาช่วยดลใจให้ฝูงไก่ป่ามาจิกกินข้าวที่ตากไว้ พระกุมารสงสารมารดาจึงออกจากหอยสังข์มาช่วยไล่ไก่ และเก็บกวาดบ้านช่องหาข้าวปลาไว้ให้แล้วกลับเข้าไปอยู่ในหอยสังข์ตามเดิม มารดากลับมาจากป่าก็รู้สึกประหลาดใจมาก รุ่งขึ้นคอยแอบดูอยู่ ก็ได้เห็นพระสังข์ออกจากสังข์มานั่งเล่น จึงเอาไม้มาต่อยสังข์เสียแหลกไปตั้งแต่นั้นมา นางจันท์และสองตายายก็ช่วยกันเลี้ยงดูพระสังข์เป็นอย่างดี



 แต่ในไม่ช้า นางจันทาก็ทราบความ จึงทำเสน่ห์ท้าวยศวิมลให้หลงใหล แล้วถือโอกาสเพ็ดทูลให้ตำรวจวังไปจับตัวพระสังข์มาฆ่าเสีย เหล่าเสนาเมื่อจับตัวพระสังข์มาได้ก็ทุบตีด้วยท่อนจันทร์ พระสังข์หาเป็นอะไรไม่ ใช้ดาบฟันหอกทิ่มแทงดาบ บิ่นหอกก็หัก ไสช้างเข้าทิ่มแทง ช้างกลับร้องตัวสั่นไม่กล้าทำ จึงพากันไปกราบทูลท้าวยศวิมล



 พอได้ฟัง ท้าวยศวิมลก็นึกถึงคำที่โหรได้ทำนายไว้แต่แรกว่า พระกุมารเป็นผู้มีบุญ แต่นางจันทายังคงทำเสน่ห์ให้ท้าวยศวิมลหลงใหล และยุให้ฆ่าพระสังข์เสียโดยเอาตัวลงถ่วงน้ำทิ้ง



 บังเอิญพญานาคไปพบเข้าพามาเลี้ยงไว้ วันหนึ่งพญานาคนึกถึงนางพันธุรัต ผู้เป็นนางยักษ์ม่าย จึงพาพระสังข์ขึ้นไปส่งยังริมทะเล เพื่อให้นางเลี้ยงไว้เป็นบุตรบุญธรรม พญานาคเนรมิตสำเภาทองพริ้มด้วยของกินสารพัดอย่าง แล้วตั้งใจอธิษฐานให้พระสังข์ถือสารไปกับเรือสำเภานั้นโดยมิให้ใครมาทำอันตรายได้ เมื่อเรือไปถึงเมือง นางพันธุรัตก็ปรึกษาโหรยักษ์ว่านางคิดจะรับพระสังข์เลี้ยงไว้แม้โหรจะทำนายว่าไม่ดี นางก็ไม่ยอมเชื่อกลับสั่งให้นางยักษ์ทั้งหลาย นิรมิตร่างกายให้สวยงาม เพื่อไม่ให้พระสังข์กลัว แล้วก็พากันไปยังชายทะเลรับพระสังข์มาเลี้ยงดูไว้



 นางพันธุรัตรักใคร่พระสังข์เหมือนลูก พระสังข์ได้อยู่กับนางพันธุรัตมาจนอายุได้ ๑๕ ปี ระหว่างนั้นนางมักจะบอกพระสังข์ว่า จะไปเที่ยวป่าสัก ๗ วัน แต่แล้วนางก็กลับมาภายในวันเดียว บางทีนางบอกว่าจะไปวันเดียว แต่กลับไปถึง ๗ วันเป็นต้น นอกจากนี้นางยังสั่งห้ามไม่ให้พระสังข์ไปที่บ่อน้ำซ้ายขวาในปราสาท และไม่ให้ไปที่หอสูงชั้นบน ทำให้พระสังข์สงสัยมาก



 ครั้นวันหนึ่ง นางไปเที่ยวป่าพระสังข์แอบไปดูที่ครัวไฟ เห็นโครงกระดูกคนและสัตว์เกลื่อนกลาดอยู่เป็นอันมาก ก็รู้ว่าแม่เลี้ยงเป็นยักษ์ ครั้นลองหนีพี่เลี้ยงไปเปิดบ่อน้ำซ้ายขวาในปราสาทดู เอานิ้วจุ่มลงในบ่อซ้าย นิ้วก็กลายเป็นเงิน เอานิ้วจุ่มลงในบ่อขวา นิ้วก็กลายเป็นทอง เช็ดล้างเท่าไรก็ไม่ออก ตกใจเอาผ้าพันนิ้วมือไว้ เมื่อขึ้นไปบนหอสูง เห็นรูปเงาะเกือกแก้วไม้เท้าทอง จึงลองสวมรูปเงาะเกือกแก้ว และถือไม้เท้าทองดูก็ปรากฏว่าเหาะได้



 ตั้งแต่นั้นมา พระสังข์ก็ตั้งใจจะหนีแม่เลี้ยง ไปหามารดาที่ไร่ตายาย คืนวันหนึ่งได้โอกาส นางพันธุรัตออกไปเที่ยวป่า พระสังข์รออยู่จนเห็นพี่เลี้ยงหลับสนิทกันหมดแล้ว ก็ลอบหนีไปชุบตัวในบ่อทองจนผิวเนื้อกลายเป็นสีทองเหลืออร่าม จากนั้นก็ขึ้นไปบนหอคอยสวมรูปเงาะใส่เกือกแก้วถือไม้เท้าทอง เหาะออกจากเมืองยักษ์ไปทันที



 นางพันธุรัตเที่ยวป่าอยู่ ๗ วันกลับมาถึงปราสาทรู้เรื่องเข้า ก็มีทั้งความตกใจ ความโกรธแค้น และความเศร้าโศกนานาประการ รีบขึ้นไปบนหอคอยตีกลองสัญญาณ เรียกพวกไพร่พลออกติดตาม แม้พระสังข์เหาะไปถึง ๗ วันแล้ว  นางพันธุรัตก็ยังเหาะตามมาทันภายในวันเดียว ณ ภูเขาใหญ่แห่งหนึ่งแต่นางไม่สามารถจะขึ้นไปบนเขาได้ นางจึงได้แต่ร่ำไห้ร้องเรียกรำพันตัดพ้อพระสังข์อยู่เชิงเขา พระสังข์ก็ไม่ยอมลงมาหา นางจึงเขียนมนต์เรียกเนื้อเรียกปลาเอาไว้ที่หน้าผา แล้วร่ำไห้จนอกแตกตาย



 พระสังข์รู้สึกเศร้าเสียใจมาก สั่งให้ไพร่พลยักษ์เชิญศพนางพันธุรัตกลับคืนไปบ้านเมืองแล้วตนเองก็ท่องมนต์มหาจินดาเรียกเนื้อเรียกปลา ที่นางเขียนไว้ตรงเชิงเขาจนจำได้ขึ้นใจแล้วก็สวมรูปเงาะ เกือกแก้ว ถือไม้เท้าเหาะไปแจนถึงเมืองใหญ่แห่งหนึ่ง ก็แวะลงพักผ่อนอยู่ที่ริมไม้ชายทุ่ง เล่นหัวกับพวกเด็กเลี้ยงวัวไปพลาง

 

 


 เมืองนั้น...เจ้าเมืองชื่อท้าวสามล มเหสีชื่อนางมณฑา มีธิดาถึง ๗ คน คนสุดท้องชื่อรจนา เมื่อนางทั้ง ๗ มีอายุพอสมควร ท้าวสามลก็เรียกประชุมกษัตริย์ทั้งร้อยเอ็ดหัวเมืองเพื่อมาให้ธิดาเลือกเป็นคู่ครองตามชอบใจ



 ธิดาทั้งหกผู้พี่นั้น เลือกได้กษัตริย์รูปงามทุกพระองค์ ส่วนนางรจนาน้องสุดท้องไม่พอใจกษัตริย์องค์ใดเลย แต่ท้าวสามลและนางมณฑา อยากจะให้แต่งงานเสียให้เสร็จไปทีเดียวพร้อมกันหมด จึงป่าวร้องประชาชนชาวเมือง ไม่ว่าหนุ่มยากจนเข็ญใจเพียงใดให้มาประชุมเพื่อให้นางรจนาเลือกเป็นคู่ครองอีกครั้งหนึ่ง แต่นางรจนาก็ยังไม่พอใจผู้ใดอยู่นั่นเอง ท้าวสามลไต่ถามเสนาแล้วก็ได้ทราบว่า เหลือเงาะป่าอยู่อีกคนหนึ่ง ที่ยังไม่ได้นำมาให้รจนาเลือก ท้าวสามลจึงพูดประชดให้นางลองไปเลือกดู แล้วก็สั่งเสนาไปตามเงาะป่าจากท้องนา



 ต่อให้เสนายื้อยุดฉุดกระชากอย่างไร เงาะป่าก็ไม่ยอมมา พวกเด็กๆ เลยบอกให้เสนาเอาดอกไม้แดงล่อ เสนอจึงไปหาดอกชบาผูกปลายกิ่งไม้ล่อเจ้าเงาะเข้ามาในวัง ท้าวสามลจึงพูดประชดให้รจนาไปเลือก ความที่อยากเห็นเงาะป่ารจนาจึงชวนพี่เลี้ยงไปดู



 พระสังข์เห็นรจนาก็นึกรัก จึงตั้งจิตอธิษฐานหากแม้นนางเป็นเนื้อคู่กันขอให้แลเห็นรูปทองของตนที่แท้จริง ข้างฝ่ายรจนาเพ่งดูเงาะเห็นรูปทองอยู่ชั้นในจึงเสี่ยงมาลาโยนไปให้เจ้าเงาะ



 ท้าวสามลโกรธมาก จึงขับไล่ให้ไปอยู่ที่กระท่อมปลายนาทั้งสองคนในคืนแรกที่อยู่ด้วยกันนั้น พระสังข์ถอดรูปเงาะออกซ่อนไว้ในห้อง ปรากฏตัวจริงให้นางรจนาเห็น นางรจนาดีใจมากที่พระสังข์มีรูปเป็นทองสมความคิดของนาง เมื่อได้ซักไซ้ไต่ถามและทราบเรื่องกันแล้ว ทั้งสองก็อยู่ด้วยกันในกระท่อมปลายนานั้น



 ตอนกลางวันพระสังข์สวมรูปเงาะไว้ ช่วยนางรจนาทำงานอยู่ในไร่ ตอนกลางคืนก็ถอดรูปเงาะออกดั่งนี้เรื่อยไป จนคืนวันหนึ่ง นางรจนาลักรูปเงาะไปสับเสีย ตั้งใจจะทำลายให้หมดแต่รูปเงาะก็ไม่ขาด พยายามเผาก็ไม่ไหม้อีก พยายามทำทุหกอย่าง รูปเงาะก็ไม่เป็นอันตรายอย่างไร เมื่อเจ้าเงาะรู้เรื่องก็ไม่ยอมถอดรูปเงาะอีกเลย



 ท้าวสามลยังไม่หายโกรธเจ้าเงาะกับนางรจนา ครั้งหนึ่งจึงแกล้งใช้ให้เจ้าเงาะกับหกเขยไปแข่งกันหาปลามาให้ได้คนละร้อยตัวเป็นอย่างน้อย ถ้าไม่ได้จะฆ่าเสีย เจ้าเงาะมิได้ตกใจ



 รุ่งเช้าก็ถือไม้เท้าสวมเกือกแก้วแล้วเหาะไปยังริมฝั่งน้ำ ใช้มหาจินดามนต์เรียกปลามาทั้งหมด หกเขยออกหาปลาไม่ได้เลยสักตัว จนมาเห็นพระสังข์ถอดรูปเงาะนั่งอยู่กับฝูงปลาก็นึกว่าเทวดาจึงเข้าไปกราบไหว้ขอปลาจากพระสังข์ พระสังข์ก็แบ่งปลาให้ไปคนละสองตัวแต่ต้องแลกกับปลายจมูกของหกเขย ส่วนพระสังข์ใช้หวายร้อยปลาเป็นพวงแล้วสวมรูปเงาะเอาไม้เท้าทำคานหาบปลาเหาะกลับบ้านปลายนา



 ครั้นถึงบ้าน เจ้าเงาะก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้นางรจนาฟัง เป็นเรื่องสนุกขบขัน แล้วสองผัวเมียก็แต่งตัวเข้าไปเฝ้าท้าวสามล ฝ่ายหกเขยนั้นมาถึงช้า มิหนำซ้ำได้ปลาที่พระสังข์ให้มาเพียงคนละ 2 ตัว แล้วยังต้องขายหน้าเรื่องจมูกแหว่งอีก ท้าวสามลโกรธแต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรได้ ในที่สุดก็เกิดทะเลาะกันขึ้นระหว่างรจนากับพวกพี่ๆ และเจ้าเงาะกับหกเขย ท้าวสามลเข้าข้างหกธิดาและหกเขยตามเคย จนถึงกับแกล้งหาเรื่องให้เจ้าเงาะกับหกเขยไปหาเนื้อทรายมาให้ได้อีกในวันรุ่งขึ้น ถ้าหาไม่ได้จะฆ่าเสีย



 พระสังข์ก็ร่ายมนต์มหาจินดาเช่นคราวก่อนอีก คราวนี้ฝูงเนื้อพากันมาอออยู่ที่พระสังข์หมด หกเขยต้องอ้อนวอนขอพระสังข์จึงให้ แต่ขอแลกกับใบหูของหกเขย หกเขยหมดปัญญาก็ต้องยอมให้ตัดใบหูอีก เสร็จแล้วพระสังข์ก็ให้เนื้อซึ่งถึงที่ตายแล้วแก่หกเขยไปคนละตัว พระสังข์มัดมา 20 ตัว เอาไม้เท้าทำเป็นคานหาบเหาะมา



 หกเขยถึงช้าตามเคย และแก้ตัวต่างๆ นานา หาว่าเงาะเป็นคนอุบาทว์บ้าง เป็นพวกผีดิบบ้าง จึงหาปลาหาเนื้อได้ผิดมนุษย์พาลหาเรื่องไล่ออกจากวัง ท้าวสามลก็เข้าข้างหกเขย ในวังวันนั้นจึงเกิดเรื่องวุ่นวายกันยกใหญ่



 กล่าวถึงพระอินทร์เล็งเห็นว่าหากพระสังข์ไม่ถอดรูปยังคงเป็นเงาะอยู่เช่นนี้ต่อไป นางรจนาก็ต้องเดือดร้อนอยู่นาน จึงเนรมิตกองทัพมากมายล้อมเมืองสามลไว้ แล้วท้าให้ท้าวสามลตีคลีพนันเอาบ้านเมืองกัน ใครแพ้จะต้องถูกริบ



 ท้าวสามลใช้ให้หกเขยออกไปตีคลีกู้บ้านเมืองแทน ข้างหกเขยมีความหวาดกลัว แต่ต้องแกล้งทำเป็นใจกล้า การตีคลีวันนั้นหกเขยเป็นฝ่ายแพ้ ประชาชนจึงพากันด่าว่าเสียดสีต่างๆ ท้าวสามลไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป นางมณฑาจึงเตือนให้ไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าเงาะ เจ้าเงาะก็เกี่ยงว่าไม่มีเครื่องแต่งตัว ท้าวสามลจึงต้องจัดเครื่องแต่งตัวให้สำรับหนึ่ง แต่เจ้าเงาะก็ยังไม่ชอบใจ หาว่าให้เครื่องแต่งตัวเลวๆ มา



 ในที่สุดท้าวสามลต้องเสด็จมากระท่อมปลายนาเอง เพื่อขอโทษและอ้อนวอนเงาะให้ไปช่วยตีคลีกู้บ้านเมือง คราวนี้ท้าวสามลจัดเครื่องทรงอย่างดีที่สุดให้ เพื่อเป็นการเอาใจเงาะแต่เจ้าเงาะก็ยังไม่พอใจ พระอินทร์จึงให้พระวิษณุกรรม จัดเครื่องทรงไปถวายพระสังข์เพื่อสวมตีคลี พระสังข์จึงยอมถอดรูปเงาะ



 ท้าวสามลได้เห็นรูปจริง พระสังข์จึงไต่ถามถึงวงศ์ตระกูล เมื่อทราบว่าเป็นกษัตริย์เหมือนกันก็มีความยินดีมาก พระสังข์จึงทูลขอม้าสำหรับขี่ตีคลี ท้าวสามลก็เลือกม้าดีๆ ให้ แต่พระสังข์ไม่ชอบใจ กลับชอบม้าสีกะเลียว(ม้าชนิดหนึ่งที่มีสีเขียวอมดำ) ที่มักมากินถั่วอยู่ริมรั้วไร่ในที่สุด พวกเสนาก็มาผูกเครื่องม้าถวายได้ ท้าวสามลก็พาพระสังข์และนางรจนาไปอยู่ในวังด้วยกันในวันนั้น



 รุ่งขึ้น เป็นวันตีคลี ได้เวลาพระสังข์ก็ทรงม้าออกไปยังสนามคลีตีคลีกับพระอินทร์ พระอินทร์แกล้งทำอ่อนข้อให้พระสังข์ แล้วชักม้าเหาะขึ้นฟ้าหายไป



 เป็นอันว่าพระสังข์ตีคลีชนะพระอินทร์ ชาวบ้านชาวเมืองพากันสนุกสนานรื่นเริง รุ่นขึ้นอีกวันหนึ่ง ท้าวสามลก็ทำพิธีอภิเษกให้พระสังข์กับนางรจนาเป็นกษัตริย์ครองเมืองสืบต่อไป...


(จากนิตยสารบันเทิงทีวี สำหรับแฟนๆดาราฟิล์ม ฉบับปฐมฤกษ์ 2524)

โดย มงกุฎ2529

 

กลับไปที่ www.oknation.net