วันที่ ศุกร์ ตุลาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ISO26000 ว่าด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม


ISO26000 ว่าด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม

 เอื้อเฟื้อข้อมูลโดย คุณศุภชัย เทพัฒนพงศ์
 ผู้อำนวยการสำนักบริหารมาตรฐานระหว่างประเทศ  สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม

มาตรฐานที่กำลังได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการในบ้านเราในขณะนี้คงหนีไม่พ้น ISO 26000 มาตรฐานสากลที่ว่าด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันโดยไม่มีการบังคับ เป็นเพียงแนวปฏิบัติด้วยความสมัครใจ โดยมาตรฐานฉบับนี้มีแผนจะประกาศใช้ในปี พ.ศ. 2553 ที่กำลังจะมาถึงนี้ ส่งผลให้ ISO 26000 ถูกจับตามองจากผู้ประกอบการในทุกๆ อุตสาหกรรม


             ในอดีตที่ผ่านมา แต่ละประเทศ แต่ละหน่วยงาน และแต่ละองค์กรต่างมีแนวทางเป็นของตัวเองในการดำเนินการด้านรับผิดชอบต่อสังคมทำให้เกิดความเข้าใจที่ไม่ตรงกันส่งผลให้องค์กรด้านมาตรฐานสากลระหว่างประเทศอย่าง ISO (International Organization for Standardization) ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อกำหนดมาตรฐานว่าด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมหรือเรียกว่า ISO 26000 ขึ้นมาเพื่อกำหนดให้เป็นมาตรฐานที่สามารถสื่อสารกับคนทั้งโลกด้วยความเข้าใจที่ตรงกัน
             คุณศุภชัย เทพัฒนพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารมาตรฐานระหว่างประเทศ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และในฐานะเลขานุการด้านการสื่อสาร (Secretary of WG SR TG2 Communication) ของ ISO กล่าวว่า “การพิจารณาร่างมาตรฐาน ISO 26000 นี้แตกต่างจากมาตรฐานอื่นๆ เนื่องด้วยเป็นมาตรฐานที่เกี่ยวข้องสำคัญมากกับสังคมฉะนั้นการร่างมาตรฐานเรื่องนี้ต่างจากเรื่องอื่นๆจำนวนมากกว่า 17,000 เรื่องที่ ISO เคยดำเนินการมาซึ่งปกติประเทศสมาชิกจะมีการส่งตัวแทนไป 1-2 คนเพื่อเข้าร่วมพิจารณาแต่มาตรฐาน  ISO 26000 จำเป็นต้องมีตัวแทนจากหลายหลายภาคส่วนในสังคมเข้าร่วมเนื่องจากมาตรฐานฉบับนี้จะมีผลกระทบโดยตรงต่อสังคมโลกฉะนั้นจำเป็นต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบและออกมาแล้วต้องเป็นที่ยอมรับของผู้คนทั้งโลก โดยกำหนดให้ตัวแทนจากภาคส่วนดังต่อไปนี้จากประเทศสมาชิกมีส่วนร่วมพิจารณาร่างมาตรฐานฯ  1) ตัวแทนภาครัฐ 2) ตัวแทนภาคอุตสาหกรรม 3) ตัวแทนผู้บริโภค 4) ตัวแทน NGO 5) ตัวแทนผู้ใช้แรงงาน 6)  ตัวแทนภาค อื่นๆ อาทิ สถาบันการศึกษา ค้นคว้า วิจัย เป็นต้น “ 
           ประเทศไทยในฐานะประเทศสมาชิกโดยมีสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นผู้รับผิดชอบส่งตัวแทนในการเข้าร่วมพิจารณาร่างมาตรฐานดังกล่าวครบทั้ง 6 ภาคส่วนห
นอกจากนี้ยังตั้งคณะกรรมการวิชาการที่มีผู้แทนจากทุกภาคส่วนจำนวน 21 คนเข้าร่วม เพื่อพิจารณาร่างมาตรฐานฯ
และกำหนดจุดยืนของประเทศไทย  ร่างมาตรฐาน ISO 2600 แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักดังนี้ส่วนที่หนึ่งเป็นหลักการ 7 ข้อ  ส่วนที่ 2 เป็นส่วนของประเด็นหลัก ส่วนที่ 3 เป็นส่วนของ วิธีการดำเนินการ ดังแสดงในภาพที่1  (แสดงภาพ  Seven principles) จากภาพแสดงให้เห็นว่าหลักการ 7 ข้อของ ISO 26000 นั้นประกอบด้วย 1) ความรับผิดต่อสังคมที่สามารถตรวจสอบได้ (Accountability) 2) ความโปร่งใส (Transparency) 3) ความมีจริยธรรม (Ethical) 4) การรับฟังผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกๆ ฝ่าย อาทิ ชาวบ้านในชุมชน (Respect for and considering of stakeholder interests) 5) การปฏิบัติตามหลักนิติธรรม (Respect for rule of law) 6) การยอมรับในมาตรฐานสากล (Respect for international norms) และ7) การเคารพสิทธิมนุษยชน (Respect for human rights) และหากจะเจาะลึกลงไปถึงส่วนที่สองว่าด้วยประเด็นสำคัญก็สามารถแบ่งแยกย่อยได้ 7 ประเด็นดังนี้ 1) ธรรมาภิบาลขององค์กร (organization governance)  2) การเคารพสิทธิมนุษยชน (human rights) 3) การปฏิบัติต่อผู้ใช้แรงงานอย่างเป็นธรรม (labor practices) 4) ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม (environment) 5) การดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม (fair operating practices) 6) การรับผิดชอบต่อผู้บริโภค(consumer issues)  และ7) การแบ่งปันสู่สังคมและชุมชน (contribution to the community and society) ซึ่งในประเด็นต่างๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว  7 ข้อ โดยส่วนใหญ่องค์กรในประเทศไทยจะเน้นกิจกรรมการแบ่งปันสู่สังคมและชุมชน (contribution to the community and society) อาทิ การสร้างโรงเรียน  แจกสิ่งของในชุมชน  เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นเพียง 1 ใน 7  ประเด็นสำคัญเท่านั้นการดำเนินการเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมควรทำหลายๆ ประเด็นตามความเหมาะสมของแต่ละองค์กร รวมถึงทำไปพร้อมๆ กันในหลายๆ องค์กร
              มาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านหลายๆ ท่านคงสงสัยว่าจะเริ่มต้นดำเนินการที่เรียกว่ารับผิดชอบต่อสังคมอย่างไรดี คุณศุภชัย ให้คำแนะนำว่า ”ควรเริ่มต้นจากความเข้าใจถึงหลักการ 7 ประการ และเข้าใจถึง 7 ประเด็นสำคัญของมาตรฐาน ISO 26000 เป็นอันดับแรกโดยการพิจารณาว่าองค์กรของท่านดำเนินธุรกิจในด้านใดและมีผลกระทบต่อสังคมด้านใดมากที่สุดก็ต้องหยิบยกประเด็นนั้นมาทำเป็นอันดับแรก แต่ทั้งนี้ องค์กรคิดเองอย่างเดียวไม่เพียงพอต้องให้ผู้ที่มีส่วนได้เสียในสังคมเข้ามารับฟังพร้อมเสนอแนะร่วมกันด้วย ดังเช่นที่หน่วยงาน ISO กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน“
              ถึงแม้ว่ามาตรฐาน  ISO 26000 จะไม่มีการบังคับให้ทุกหน่วยงานต้องปฏิบัติตามแต่ในเชิงธุรกิจยุคโลกาภิวัตน์ที่มีการสื่อสารแบบไร้พรมแดน องค์กรใหญ่ๆ ในซีกโลกตะวันตกตระหนักดีถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและมีความประสงค์ให้ผู้ทำธุรกิจร่วมต้องปฏิบัติตามไปโดยปริยายซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ทั้งนี้จะส่งผลทั้งในทางตรงและทางอ้อมต่อการซื้อขายสินค้ากับองค์กรเหล่านั้น ดังนั้นผู้ประกอบการไทยต้องเริ่มเข้าใจ การปรับเปลี่ยนทัศนคติ เสริมสร้างจิตสำนึกต่อสังคมให้มากขึ้นและผลักดันให้มีการดำเนินการตามมาตรฐาน ISO 26000 ที่สามารถตรวจสอบและเชื่อถือได้เพื่อจะได้ไม่มีอุปสรรคทางการค้า
              ในประเทศพัฒนาแล้วที่เป็นผู้นำทางด้านอุตสาหกรรมโดยส่วนใหญ่จะดำเนินการเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นปกติอยู่แล้วทั้งในภาคขององค์กรและภาคประชาชน ขณะที่ประเทศที่กำลังพัฒนาต้องปรับตัวเพื่อที่จะรองรับมาตรฐานดังกล่าว คุณศุภชัย กล่าวว่า  “ผมอยากเห็นการรับผิดชอบต่อสังคมบรรจุอยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอนของไทยตั้งแต่ชั้นอนุบาล ประถม มัธยม ตลอดจนมหาวิทยาลัย เพื่อปลูกฝังเยาวชนไทยตั้งแต่เล็กๆ ให้รู้สึกรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งในอนาคตข้างหน้าคนไทยจะรู้สึกรับผิดชอบต่อสังคมไปเองเป็นกิจกวัตรประจำวันโดยไม่รู้สึกว่าโดนบังคับ”

ISO 26000 ไม่ใช่เป็นเรื่องของกระแสที่ผ่านมาและผ่านไปแต่เป็นเรื่องของการรับผิดชอบต่อสังคมโลกในระยะยาว หากผู้บริหารองค์กรหยิบยกเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมให้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายบริษัท ไม่เพียงแต่จะเกิดประโยชน์ในเชิงธุรกิจของท่านแต่จะยังเป็นการคืนประโยชน์ไปสู่สังคมและสิ่งแวดล้อมอีกด้วยและหากทุกหน่วยงานทุกองค์กรต่างร่วมกันคนละไม้คนละมือในการรับผิดชอบต่อสังคมโลกก็จะการพัฒนาอย่างยั่งยืน(sustainable Development)  ดังวัตถุประสงค์ของ ISO 26000 ที่ได้วางไว้

โดย n.chaimusik

 

กลับไปที่ www.oknation.net